กระดานข่าว
ตั้งกระทู้ใหม่ที่นี่
เหนือบาปบุญ
(Reader : 3970 )
บุญ ตามรูปศัพท์ หมายถึง คุณธรรมสำหรับชำระจิตให้ประเสริฐ,สะอาด ไม่ใช่กองคลังของสิ่งวิเศษ ที่ใครอยากได้อะไรก็มาขอเอาได้อย่างที่คนไทยส่วนมากเข้าใจ เสียหน่อย

วิธีการทำบุญก็มีตั้งมากมาย ๑๐ วิธี เป็นอย่างน้อย การทำบุญที่จะให้ได้บุญจริงๆ ก็มีเงื่อนไข และบุญสำคัญที่สุด ก็คือ ภาวนา แต่คนส่วนใหญ่รู้จักบุญว่าหมายถึง "ทาน" เสียเป็นส่วนมาก


เมื่อเข้าใจแคบๆ อย่างนี้ จึงทำบุญไม่ค่อยเป็น การทำบุญไม่เพียงเป็นวิธีฝึกละลายอีโก้ แต่เป็นกระบวนการทำลายความโง่นั้นถูกต้องแล้ว

คนสมัยก่อนจึงเรียกการทำบุญคู่กับการทำกุศล เพราะกุศลแปลว่า "ฉลาด" ทำบุญทุกครั้ง ถ้ามันทำให้เราฉลาดด้วย จึงจะนับว่าได้ทำบุญที่แท้

แต่ถ้าให้ดีที่สุด อย่าหยุดแค่บุญ ต้องไปให้ถึงปัญญา เพราะที่สุดของมนุษย์ตามแนวพุทธ คือ เหนือบุญเหนือบาป อย่ามัวแต่หลงวนอยู่ในวังวนของบุญ เพราะคนทำบุญมากๆ ก็ติดในบุญได้

เช่น ทำบุญแล้วเกิดเป็นเทวดา ก็ติดในภพเทวดา หรือทำบุญแล้วอิ่มใจ ก็ติดในปีติอิ่มใจอีก และ/หรือทำบุญแล้วได้หน้า ก็ติดที่หน้าตา/อีโก้อีก

การทำบุญจึงควรพัฒนาขึ้นไปเป็นชั้นๆ จนสุดท้าย เห็นบุญเป็นเพียง "มรรควิธี" ไม่ใช่ "จุดหมาย"

อย่าเอามรรควิธีมาเป็นจุดหมาย เราชาวพุทธควรก้าวไปให้ถึงปัญญา ไม่ใช่เพียงปัญญาสำหรับโต้วาทีตีวาทะ แต่ต้องเป็นปัญญาที่ดับทุกข์ในใจตัวเองได้ และการพัฒนาตนให้มีปัญญาเหนือบุญเหนือบาปก็ไม่ใช่เรื่องต้องรอนับร้อยปี แต่ทำได้ในชีวิตนี้นี่แหละ ทำได้ง่ายๆ แค่ฝึก "หายใจให้เป็น" แค่นี้ก็ถึงที่สุดแห่งวิวัฒนาการของความเป็นมนุษย์ได้แล้ว  


ว.วชิรเมธี
Posted by : จั่นเจาจ้า วัน/เวลา : 18/4/2550 7:41:55
เราทุกคนล้วนหายใจ แต่คนส่วนใหญ่ "หายใจทิ้ง"  
น้อยคนนักจะ "หายใจเป็น"
จึงไม่แปลกที่คนส่วนน้อยจะหาความสุขได้จาก
(การภาวนากำหนด)ลมหายใจของตนเอง
ขณะที่คนจำนวนมากกับไม่รู้จักหาความสุข
 ด้วยการบริหารจิตจากอุปกรณ์ภายในตัวเอง คือลมหายใจ


หายใจเหมือนกัน แต่ใจไม่กำหนดภาวนา จึงให้ผลต่างกัน  

คนส่วนน้อย ฉลาด หายใจเป็น จึงสะสมบุญได้ สุขได้ในทุกขณะ
คนส่วนใหญ่ เขลา ไม่รู้คิด สู่วิถีทุกข์ในทุกขณะ เสียเวลาไปเปล่ากลับไร้เสบียงบุญ

กล่าวอีกนัยว่า "สุขกระจุก  ทุกข์กระจาย"

..............................

การภาวนา คือ การลดความโง่ของตัวเอง
ผู้ที่อ้างว่าไม่มีเวลาภาวนา
คือผู้ที่ถือว่าไม่มีเวลาลดความโง่ของตนเอง
Posted by : จั่นเจา(อีกแล้ว)
วัน/เวลา : 18/4/2550 8:25:19
ขออนุโมทนาครับ    

 
Posted by : วิญญาณอิสระ
วัน/เวลา : 18/4/2550 8:26:43
พระพุทธองค์ตรัสว่า..

สหายเป็นมิตรของคน ผู้มีความต้องการเกิดขึ้นบ่อย ๆ
บุญทั้งหลายที่ตนทำเอง บุญนั้นจะเป็นมิตรในสัมปรายภพ

  (สํ.ส. 15/51)

ดิน บดอัดทับถมทุกสิ่งทุกอย่าง
แต่ทำอะไรบุญไม่ได้

น้ำ ถาโถมถลาท่วมทลายสารพัดสิ่ง
แต่ทำอันตรายบุญไม่ได้

ลม ก่อเกิดพายุระห่ำพัดทุกสิ่งพังพาบทำลายลงในพริบตา
แต่ทำลายบุญไม่ได้

ไฟ มอดไหม้สรรพสิ่งให้เป็นจุลได้
แต่มอดไหม้บุญไม่ได้

บุญ เป็นของเฉพาะตัว
ซึ่งใคร ๆ ลักขโมยไม่ได้ ทำลายไม่ได้

บุญ เป็นแก้วสารพัดนึก
บันดาลทุกสิ่งได้สมปรารถนา

บุญ ให้สมบัติที่พึ่งหวังทั้งปวง
แก่มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย

บุญ เป็นมิตรแท้ของเจ้าของ
เป็นมิตรแท้ตลอดแม้ข้ามชาติ

บุคคลรักบุญเพียงไรก็สุขเพียงนั้น
บุคคลสร้างบุญเพียงไรก็บริบูรณ์เพียงนั้น
ดังนั้นเราจึงควรรักบุญให้มากที่สุด
สร้างบุญให้เต็มเปี่ยม
จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรม


Posted by : จั่นเจา(อีกที)
วัน/เวลา : 18/4/2550 8:49:33
  "การละบาป เป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการทำบุญ
ถ้าทำบาปแลกบุญจะขาดทุนเรื่อยไป"


"ใจจะสงบได้ ก็เพราะความเห็นที่ถูกต้อง"


"ธรรมดาจิตนั้นนะ มันมีเวลาขยันและขี้เกียจ
ถ้าทำเพียรด้วยสัจจะ เราต้องทำเรื่อยทั้งที่ขี้เกียจ
ทำจิตให้จิตรู้อยู่ การรู้ภายใน การฉลาดภายในจิตจะเป็นอย่างนี้
การทำทุกวัน บางทีสงบ บางทีไม่สงบ เป็นอนิจจัง"


"เมื่อมีปัญญาเกิดขึ้นในจิตใจของเราแล้ว
จะมองไปที่ไหนจะมีแต่ธรรมะทั้งนั้น
เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตลอดเวลา"  


>> ธรรมะโอวาท หลวงพ่อชา
Posted by : จั่นเจา(อีกแหละ)
วัน/เวลา : 18/4/2550 9:06:27
กราบนมัสการ ขอบพระคุณค่ะ  
Posted by : sara
วัน/เวลา : 18/4/2550 23:47:08


วันไหนก็ตามที่เครียดและล้าเหลือเกิน
ขอแนะนำให้พาตัวเองเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตา
หากมีเวลามากกว่านั้นก็อาบน้ำ แช่น้ำอุ่นๆ
หรือ เย็นๆ ก็แล้วแต่ ให้สาแก่ใจ

จากนั้นอาจจะลองหลับตาให้สบาย ผ่อนคลายที่สุด
แล้วกลับมาอยู่กับลมหายใจ ดูลมหายใจที่หน้าท้อง เอามือแตะช่วยด้วยก็ได้
หายใจตามปกติ ดูมันอย่างเดียว หายใจเข้าหนอ หายใจออกหนอ พยายามเข้าหนอ
ใจเย็นๆหนอ ฝืนกิเลสหน่อยหนอ แต่จะลองทำดูหนอ
ทำไปเรื่อยๆ ทำไปสบายๆ จนความคิดหลุดจากหัว
ความคิด (อันเป็นต้นตอของความเครียด) ก็เหมือนทาก
สติเหมือนมะนาวที่ทาพอกไว้ตามมือเท้า
ทากได้กลิ่นมะนาวมันจะหลุดจากมือเท้าของเราทันที
เกาะอย่างไรก็ไม่อยู่
ความเครียดก็เช่นเดียวกัน

ดูลมหายใจไปเรื่อยๆ เห็นการพองหนอ ยุบหนอของลมหายใจล้วนๆ
เมื่อทำไปนานๆสักพักหนึ่ง
ลมหายใจจะช้าลงและเริ่มแผ่วเบาๆๆ
 จนบางทีอาจเลือนหายไป มองไม่เห็นอาการไหวกระเพื่อมของลมหายใจ

อย่าตกใจ ดูไป กำหนดรู้ไป
เมื่อลมหายใจละเอียดประณีตแล้ว
สติจะแจ่มชัดขึ้นมาแทน กายใจจะเริ่มโปร่งเบา
 เมฆหมอกความเครียดในหัว ในกาย
จะคลี่คลายขยายความเป็นความว่างเปล่า
สติแจ่มชัด…..โลกหมุนช้าลง
ความปีติเบิกบานผลิบานขึ้นมาท่วมทับทั้งกายทั้งใจ
ความเครียดที่เราเคยคิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเราจะหายไป

แท้ที่จริง ความเครียดนั้นไม่เคยมีตัวตนเลย
มันแวะมาหาเราเท่านั้น
ต่างแต่ว่าถ้าเราไม่มีสติ มันจะอยู่นาน
แต่ถ้าเรามีสติไว้คอยป้องกัน มาแล้วมันก็ไป
หายใจเบาๆนะ ลองทำดู
ทำบ่อยๆ ได้ยิ่งประเสริฐเลิศล้ำนัก
นี่แหละ "วิชาตัวเบา"ที่แท้จริงละ

ผลข้างเคียงไม่เฉพาะแต่ความเครียดหาย
ใจเป็นสุข ชีวิตอ่อนโยน มีสติรู้เนื้อรู้ตัวเท่านั้นนะ
 แต่ยังทำให้หน้าใสอ่อนกว่าวัยอีกด้วย

ประการสำคัญที่สุด
การคิด พูด ทำ เต็มเปี่ยมไปด้วยสติปัญญาของมันเอง
 ในตัวเราทุกคน
มีโอเอซิสแห่งความสุขฝังตัวรอการค้นพบอยู่มาเป็นเวลานานแล้ว
 เมื่อไรจะลงมือขุดหาสิ่งนี้กันเสียที

ไม่ต้องรอให้พร้อมที่สุดหรอก
 คุณนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ อยู่บนรถไฟฟ้า
อยู่ท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง
หรืออยู่ต่อหน้าเจ้านายที่กำลังพ่นคำหวานใส่คุณอยู่หรือแม้แต่อยู่
ต่อหน้ารูปถ่ายคนรักที่ปันใจจากเราไปเมื่อวานนี้

นาทีเช่นนี้ สถานที่เช่นนี้
ไม่เป็นปัญหาต่อการภาวนาเพื่อหยุดความเครียด
 แล้วกลับมาตื่นรู้อย่างมีสติเลยแม้แต่น้อย
หลับตา วางมือไว้หน้าตัก
หรือ ทอดแขนยาวตามลำตัวอย่างสบายที่สุด
ถอนหายใจเข้าออกยาวๆหนักๆ
จากนั้นเริ่มดูลมหายใจที่หน้าท้องน้อยๆ ดูไป ใจเย็นๆ
เห็นแต่การกระเพื่อมน้อยๆ เข้าออกๆ ช้าๆ แผ่วเบา

ลองทำดูนะ ความสงบเย็นจะเอบอาบทั่วทั้งสรรพางค์กายในไม่ช้า
นี่เองคือวิธีที่พระพุทธองค์ทรงโปรดปราน
 และทรงทำอยู่เสมอจนวาระสุดท้าย
ทรงตรัสว่า "ฉันอยู่มาก็ด้วยวิธีนี้"
 และผู้เขียนก็อยากจะพูดว่า
  อาตมาก็อยู่มาด้วยวิธีนี้  เช่นเดียวกัน

ความสุขที่ขึ้นต่อคนอื่นนั้น
เปราะบาง แตกหักง่ายหยาบ และไม่ยั่งยืน
สุขมากก็มีโอกาสพลิกเป็นทุกข์ได้มาก
แต่สุขที่เกิดจากการเดินช้าเพราะหายใจอย่างมีสตินั้น
ให้ความชุ่มเย็นและไม่ขึ้นต่อใครเลย นอกจากตัวเราเอง


วันไหนหากเธอรู้สึกว่า
 ชีวิตเดินทางมาไกลเหลือเกิน ทำไมเหนื่อยหนักถึงเพียงนี้
หากอย่างร้องไห้ก็ทำเถิด แต่เมื่อน้ำตาหมาดแล้ว
อย่าลืมพาตัวเองเข้าสู่โลกแห่งการตื่นรู้ด้วยการดูลมหายใจอย่างมีสติ

วิธีการนี้ดีมากนะ
อยากให้มนุษยชาติทั่วทั้งโลกหายใจเป็น
 แล้วเราจะเป็นโอเอซิสแห่งความสุขด้วยตัวของตัวเอง

  คนที่มีความสุขโดยไม่ต้องขึ้นต่อคนอื่นนั้น
ไม่มีทางเลยที่จะไปแย่งชิงเอาความสุขมาจากคนอื่น
เพราะความสุขนั้น
ผลิบานอยู่แล้วในตัวเขาตลอดเวลา
ขอให้เรากลับมาหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขในตัวเรา
เสียแต่ วินาทีนี้เถิด  



ที่มา..  หนังสือ ธรรมะสบายใจ ว.วชิรเมธี  
Posted by : จั่นเจา(อีกเด้อ)
วัน/เวลา : 19/4/2550 4:50:51
ดีค่ะ
เข้าใจง่าย มีประโยชน์
Posted by : คนชอบทำบุญ
วัน/เวลา : 28/3/2551 1:12:36
ใหม่! แปลก! แหวกวงการเครื่องรางของขลัง “เครือเถาหลง” เสริมดวง คุ้มชะตา มหาเสน่ห์ ให้โชค ให้ลาภ ให้รวยเป็นเศรษฐี

สุดยอดแห่งของทนสิทธิ์ด้านมหาเสน่ห์ เมตตามหานิยม ค้าขาย หรือพกติดตัวเพื่อเพิ่มเสน่ห์ในตัว เครือเถาหลงเป็นที่นิยมใช้ทางเมตตามหานิยมกันมาตั้งแต่โบราณแล้ว มีให้บูชา 3 ขนาดคือ ขนาดเล็กราคา 199 บาท ขนาดกลาง 459 บาท และขนาดใหญ่ 559 บาท (เหมาะสำหรับตั้งบูชาเท่านั้น) บูชาได้ทุกวันที่ วัดสว่างอารมณ์ (แคแถว) ถ.เพชรเกษม ก.ม. 39 ต.ขุนแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม โทร. 034-324-544 , 034-223-143 , 081-9955-748 รายละเอียดเพิ่มเติมที่ WATSAWANGAROM , www.facebook.com/watsawangarom01


บูชาทางธนาณัติ...ในนาม "พระครูยติธรรมานุยุต (หลวงพ่อแป๊ะ) วัดสว่างอารมณ์ (แคแถว) หมู่ 4 ต.ขุนแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม 73120 สั่งจ่าย ปณ.นครชัยศรี เพิ่มค่าจัดส่ง องค์เล็ก 50 บาท องค์ใหญ่ ต้องสอบถามค่าจัดส่งไปที่วัด หรือโอนเงินเข้าบัญชีในนาม พระครูยติธรรมานุยุต (หลวงพ่อแป๊ะ) ธนาคารกรุงเทพ สาขานครชัยศรี บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 062-031-4211 ปล. รบกวนระบุชื่อ-สกุล ที่อยู่ เบอร์โทร ด้วยลายมือที่ชัดเจน หากมีข้อสงสัยจะได้โทรกลับไปสอบถามได้นะครับ
Posted by : Watsawangarom
วัน/เวลา : 29/5/2556 14:24:32
แสดงความคิดเห็น
ข้อความ
รูปภาพ
ชื่อ
อีเมล์
ให้ใส่เป็นตัวเลขอารบิก