กระดานข่าว
ตั้งกระทู้ใหม่ที่นี่
พุทธศาสตร์กับความมั่นคงของมนุษย์
(Reader : 12480 )

รู้ได้เป็นเรื่องดี

รู้อะไรไม่ล้ำเลิศประเสริฐสุด เท่ารู้ทางมนุษย์ให้ผุดผ่อง

ขจัดเขลาบรรเทาทุกข์ปลุกให้ตรอง ยึดครรลองคลองธรรมนำชีวี

จิตสดใสใจสะอาดผาดพิสุทธิ์ ใช้เชิงยุทธ์พุทธศาสตร์วาดวิถี

ร่วมมวลหมู่อย่างรู้รักสามัคคี หมั่นกระทำแต่กรรมดีไม่มีภัย

ต่างโอบอ้อมเกื้อกูลอบอุ่นแน่ พร้อมเผื่อแผ่แก่กันมั่นใจได้

คราตกต่ำคนค้ำจุนหนุนนำไป พ้นทุกข์ภัยไปถูกทิศเพราะมิตรแท้

หยุดขัดแย้งแย่งชิงสิ่งสมมติ ช่วยเชิดชูหมู่มนุษย์รุดหน้าแน่

คนคิดร้ายเคยกรายกล้ำทำวอแว กลับวกเวียนเปลี่ยนแปรแห่ให้คุณ

รู้เท่าทันวันวารที่ผ่านพ้น ตั้งใจตนทนทุกเรื่องที่เนื่องหนุน

ก้าวตามกฎตามบทบาทไม่ขาดทุน อบไออุ่นบุญอุ่นไอรักสุขนักเอย

                                นรชาติ 10 ก.ค.2549

ความมั่นคงของมนุษย์ เป็นเรื่องที่กล่าวถึงกัน

อย่างกว้างขวางมากขึ้นทุกขณะในปัจจุบัน โดยเฉพาะ

ในสังคมไทย ถึงกับมีการตั้งกระทรวงขึ้นใหม่ เพื่อดูแล

เรื่องนี้โดยตรง การที่คนเราเห็นความสำคัญด้านนี้

มากกว่าในอดีตนั้น มีที่มาอย่างน้อยสองสาเหตุคือ การ

เต้นตามกระแสโลก และการที่มนุษย์โดยรวมมีความมั่น

คงในชีวิตน้อยลง ประการหลังน่าจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้

เกิดกระแสปลุกให้เกิดการตื่นเต้นติดตามมา ซึ่งนับวัน

จะรุนแรงขึ้นทุกที

อะไรที่ทำให้คนเราทุกวันนี้มีความมั่นคงในชีวิตน้อย

ลง คงวิเคราะห์วิจารณ์กันได้หลายแง่มุม หรือแม้แต่จะ

ให้แยกแยะว่า ความมั่นคงของมนุษย์นั้นมีองค์ประกอบ

สำคัญอะไรบ้าง ใช้มาตรฐานอะไรเป็นเกณฑ์วัด คำ

ตอบก็คงมีมากมายหลายหลากเช่นกัน คิดกันตาม

ประสาชาวบ้านทั่วไปก็พอสรุปได้ว่า การมีชีวิตอยู่อย่าง

พึ่งตนเองได้ ช่วยตัวเองได้ และสอนตัวเองได้ นั่น

แหละคือความมั่นคงในชีวิตมนุษย์ เพราะการที่คนเรา

จะอยู่ในสภาวะเช่นนั้นได้ จะต้องมีความพร้อมพอ

สมควร ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา รวมทั้ง

ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้วย



การที่มนุษย์ในปัจจุบันมีคุณสมบัติเช่นที่ว่าน้อยกว่าแต่

ก่อน คงเป็นเพราะเรามีทางเลือกมากขึ้นที่จะพึ่งปัจจัย

ภายนอก โดยเฉพาะสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลาย

ซึ่งเป็นผลผลิตจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และ

เทคโนโลยีต่างๆ สามารถซื้อหามากได้ด้วยเงิน ไม่ต้อง

คิดเองทำเอง คนเราส่วนใหญ่ในยุคนี้จึงทุ่มเทศักยภาพ

เท่าที่มี ตั้งหน้าหาเงินกันอย่างเต็มกำลัง เพื่อใช้เป็นสื่อ

แลกเปลี่ยนสิ่งของและบริการสารพัดชนิดตามที่ตน

ต้องการ ชีวิตเราจึงตำเป็นทาสของเงินและเวลากัน

มากขึ้น และมากขึ้น พร้อมกับความตกต่ำลงในเรื่อง

ความสามารถในการพึ่งตัวเอง ช่วยตัวเอง และสอนตัว

เอง รวมทั้งด้านคุณธรรมจริยธรรมด้วย




จะด้วยความยินดีและเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ชีวิตคนเรา

ทุกวันนี้ตกอยู่ในสภาพพึ่งพิงสิ่งนอกตัวและผู้อื่นอย่าง

มากมาย ทั้งที่จำเป็นบ้างไม่จำเป็นบ้าง ใครที่มีเงินมาก

ก็มักจะพึ่งตัวเองได้น้อยลง เพราะเลือกที่จะซื้อความ

สะดวก ผลักภาระอันพึงทำได้เองบางส่วนออกไปให้

พ้นตัวให้ผู้อื่นสิ่งอื่นทำแทน คนเหล่านี้จึงมีความ

อ่อนแอลงตามลำดับ ช่วยตัวเองได้น้อยลงเรื่อยๆ เรื่อง

สอนตัวเองแทบไม่ต้องพูดถึง เมื่อสามารถใช้เงินสนอง

ความต้องการของตนได้อยู่เสมอ ก็รู้สึกพอใจที่จะอยู่

อย่างสะดวกสบาย มองไม่เห็นทุกข์ที่แฝงอยู่ในชีวิต ไม่

คิดที่จะพัฒนาจิตวิญญานของตนให้มีคุณค่าสูงขึ้น ทั้ง

ต่อตัวเองและเพื่อนร่วมสังคม มองไม่เห็นความจำเป็น

ที่จะต้องทำเช่นนั้น คิดง่ายๆ ว่าเมื่อตนมีความสมบูรณ์

พูนพร้อมแล้ว ก็สามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับ

ใครมากนัก มีเงินอย่างเดียวก็เสมือนมีทุกอย่าง อยาก

ได้สินค้าหรือบริการอะไร ก็ใช้วิธีซื้อเอาจ้างเอา




เมื่อคนเห็นเงินเป็นใหญ่ การตกเป็นทาสของวัตถุและ

ความเย้ายวนของกิเลสก็เกิดตามมา การพึ่งพาอาศัย

กันในลักษณะเอื้อเฟื้อกันด้วยน้ำใจเช่นในอดีต นับวัน

จะหดหายลงทุกที จะช่วยจะให้อะไรกันก็มักจะต้องมีข้อ

แลกเปลี่ยน คิดถึงกันแต่เรื่องกำไร-ขาดทุน ได้เปรียบ-

เสียเปรียบ มุ่งแต่จะเอาประโยชน์ตนให้ได้มากเข้าไว้

เอาเปรียบใครเขาได้ก็เก็บมาชื่นชมยินดี ทั้งที่มันเป็น

ความด้อยคุณธรรม ซึ่งจะนำความเสื่อมมาสู่ชีวิตจิตใจ

ตนเองและสังคมมนุษย์โดยรวมในโอกาสต่อไป




จึงพอเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่า สภาพการณ์เช่นที่

กล่าวบีบบังคับให้คนเราพึ่งตัวเองและพึ่งพากันเองได้

น้อยลงทุกขณะ ทำให้ความมั่นคงของความเป็นมนุษย์

โดยรวมตกต่ำตามไปด้วย ปรากฎการณ์ทำนองนี้มีให้

เห็นอยู่ทั่วไป แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี





อย่าเพิ่งท้อแท้และสิ้นหวังนะครับ ที่พึ่งอันประเสริฐยังมี

อยู่ ก็พระธรรมคำสอนของบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธ

เจ้ายังไงละ อาจเรียกรวมๆ ได้ว่าวิชาพุทธศาสตร์ ซึ่ง

พระพุทธองค์ทรงแยกแยะไว้เป็นหมวดหมู่อย่างละเอียด

ชัดเจนทีเดียว สามารถเลือกมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะทาง

ได้อย่างมีประสิทธิผลสูง




เกี่ยวกับความมั่นคงของมนุษย์ก็เช่นกัน เราได้เลือก

ความหมายแบบชาวบ้านไว้ในเบื้องต้นแล้วว่า มันคือ

ความสามารถในการพึ่งตัวเอง ช่วยตัวเอง และสอนตัว

เอง ทำได้ดีก็มีความมั่นคงสูง แล้วจะใช้พุทธธรรมบท

ไหนละ นำมาสร้างเสริมศักยภาพดังกล่าว มีมากมาย

ครับ เช่น อัตตาหิ อัตโน นาโถ (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)

โภชเน มัตตัญญุตา (การบริโภคแต่พอดี) และ สังค

หวัตถุธรรม 4 (ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตา)




หลักธรรมในสองตัวอย่างแรกนั้น ได้อธิบายตัวเองได้

ชัดเจนอยู่แล้ว คนเราถ้ามีใจมุ่งมั่นที่จะพึ่งตัวเองให้ได้

มากที่สุด ก็ย่อมไม่คิดที่จะผลักภาระใดๆ ออกไปให้คน

อื่นสิ่งอื่นทำแทนโดยไม่จำเป็น การรู้จักกินใช้แต่พอ

ควรก็เช่นกัน เข้าหลักทฤษฎีพระราชทานเศรษฐกิจพอ

เพียงนั่นแหละ เป้าหมายหลักคือการพึ่งตัวเองและพึ่ง

พากันเองในหมู่คณะตนให้ได้มากขึ้น ความมั่นคงใน

ชีวิตก็จะเกิดตามมา อยากกินอยากใช้อะไร ก็พยายาม

สร้างให้ได้เอง หรืออะไรที่ยังทำเองไม่ได้ก็พยายามข่ม

ใจไว้ อย่าไปอยากได้ใคร่ดีมันนัก กินใช้เท่าที่จำเป็น

เหมาะสมกับฐานะและกำลังที่ตนมี หนี้สินก็จะไม่เกิด

ชีวิตย่อมมีความมั่นคง




สำหรับสังคหวัตถุธรรม 4 นั้น เป็นหลักธรรมที่ช่วยให้

เกิดความรู้รักสามัคคีขึ้นในกลุ่มคน ไม่ว่าจะเป็นระดับ

ครอบครัว ชุมชน หรือระดับประเทศ แม้แต่ระหว่าง

ประเทศก็ตามทีเถอะ หากนำเอาพุทธธรรมหมวดนี้ไป

ประยุกต์ใช้อยู่เนืองๆ แล้ว การเบียดเบียนกันก็จะลดลง

ได้มาก โลกย่อมมีสันติภาพสันติสุขยิ่งขึ้น ความมั่นคง

ของมนุษย์โดยรวมก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย




เนื่องจาก ทานคือการให้ การเสียสละแก่กันและกัน

ก่อน ไม่ว่าจะเป็นวัตถุทาน อภัยทาน หรือธรรมทาน

ล้วนเป็นปัจจัยเสริมสร้างความกลมเกลียวในหมู่มนุษย์

ได้ทั้งนั้น ความขัดแย้งแย่งชิง จ้องแต่จะเอารัดเอา

เปรียบกัน คงเกิดขึ้นยากในสังคมที่ผู้คนรักการให้ การ

เสียสละ




ปิยวาจา มีองค์ประกอบสาม ได้แก่ ความสุภาพ ความ

สัตย์จริง และความมีประโยชน์หรือเป็นถ้อยคำที่สร้าง

สรรค์ ซึ่งนับวันผู้คนจะละเลยคุณธรรมข้อนี้กันมากขึ้น

มีแต่ข่มขู่เชือดเฉือนกระทบกระเทียบเสียดสี หาสาระ

อะไรไม่ค่อยได้ แถมยังโกหกคำโตหันหน้าตาเฉย ปลิ้น

ปลอกหลอกลวงกันเองอีกต่างหาก แล้วเราจะรักกันได้

อย่างไร ความสามัคคีคงเกิดยากในหมู่คนที่ขาดปิยวา

จาต่อกัน จึงอยู่ร่วมกันด้วยความระวังระแวงตลอดเวลา

อัตถจริยา คือ การทำแต่ในสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ทั้ง

ต่อตนเองและส่วนรวม ไม่ชักนำพวกพ้องไปในทาง

เสื่อมหรือร่วมมือกันอย่างผิดๆ เช่น คิดเอาเปรียบคน

กลุ่มอื่น ประเทศอื่น ใช้กำลังที่เหนือกว่ากดขี่ข่มเหงเขา

อย่างไม่เป็นธรรม หากหลีกเลี่ยงการประพฤติเช่นนี้ได้

ย่อมมีส่วนช่วยเสริมสร้างสันติสุขและความมั่นคงให้

มวลมนุษย์ทั้งโลกได้อีกทางหนึ่ง




สมานัตตา หมายถึง การวางตนเสมอกัน ไม่ยกตนข่ม

ท่าน หรือดูถูกดูแคลนผู้อื่น บางครูบาอาจารย์บอกว่า

คือ ความเป็นกันเอง ไม่ถือเขาถือเรา ซึ่งเป็นหลักการ

พื้นฐานที่ยอมรับกันอยู่แล้วโดยทั่วไป โดยเฉพาะใน

เรื่องระหว่างประเทศ รัฐต่างๆ ในโลกล้วนมีศักดิ์ศรีเท่า

เทียมกัน ไม่ว่าจะเล็กใหญ่ เข้มแข็งอ่อนแอ หรือรวยจน

ต่างกันเพียงใด แต่ทำกันจริงๆ ได้มากน้อยแค่ไหนก็

เห็นๆ กันอยู่ คิดอย่างพูดอย่างแล้วทำอีกอย่างกันเป็น

ส่วนใหญ่




พอเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนใช่ไหมครับ หลักพุทธศาสตร์

ที่ว่าด้วยสังคหวัตถุธรรม 4 นี้ ไม่ว่าคนใดหรือชนหมู่ใด

นำไปประพฤติปฏิบัติแล้ว ย่อมนำมาซึ่งความรู้รัก

สามัคคี สันติสุข และความมั่นคงของมนุษย์ใน

ทุกระดับ การเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันในหมู่มนุษย์ก็จะมีมาก

ขึ้น ซึ่งเท่ากับเป็นการลดความคิดที่จะเอารัดเอา

เปรียบ หรือการเบียดเบียนผู้อื่นลงในขณะเดียวกัน ทำ

ได้เช่นนี้คนเราย่อมมีขีดความสามารถสูงขึ้นในการพึ่ง

ตัวเอง ช่วยตัวเอง และสอนตัวเอง โลกคงจะอยู่กว่านี้

ขึ้นอีกมาก




สังคมมนุษย์ไม่ว่าจะในระดับใด จะมั่นคงยืนยงอยู่ได้

ย่อมมิใช่เพราะใครคนใดคนหนึ่ง เป็นเรื่องที่ทุกคนต้อง

ช่วยกันไปตามกำลังความสามารถและหน้าที่ของตน ผู้

ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มก็มีบทบาทมากหน่อย เพราะรับผิด

ชอบในการตัดสินใจเรื่องของส่วนรวม และดูแลความ

เป็นไปในหมู่สมาชิกมากกว่าผู้อื่น มีส่วนชี้นำหรือเป็น

แบบอย่างให้พวกพ้องดำเนินรอยตาม หากผู้นำเป็นผู้ที่

มีปัญญาสัมมาทิฐิก็นับว่าโชคดีของสังคมนั้น การอยู่

ร่วมกันอย่างสุขสงบและสร้างสรรค์เป็นอันหวังได้ไม่

ยาก




ในระดับบุคคลก็มีความสำคัญมากเช่นกัน สังคมโดย

รวมจะดีได้จำเป็นต้องประกอบด้วยคนดีมากกว่าคน

เลว และมีคนดีทำหน้าหน้าที่สำคัญต่างๆ เพื่อส่วนรวม

ไม่ปล่อยให้คนเลวเป็นผู้นำหรืออยู่ในฐานะให้คุณให้

โทษใครๆ ได้มากนัก เกี่ยวกับความมั่นคงของมนุษย์

นั้น จำเป็นต้องเริ่มสร้างให้เกิดขึ้นที่แต่ละคนก่อน ด้วย

การรักษากายและจิตของตนให้เป็นปกติ เพื่อการมีชีวิต

ที่มั่นคง ความปกติทางกายสามารถสร้างเสริมด้วยการ

ประพฤติตามหลักศีล 5 และเว้นอบายมุข 6 ซึ่งเป็น

หลักพุทธธรรมพื้นฐานที่เราต่างทราบกันอยู่โดยทั่วไป

ส่วนจะนำมาปฏิบัติจริงเพียงใด นั้นเป็นเรื่องความรักดี

ของแต่ละคน




ใครทนความเย้ายวนของกิเลสได้มากก็สามารถรักษา

ความเป็นปกติทางกายวาจาไว้ได้มากด้วย ศีล 5 คงไม่

ต้องกล่าวถึงในรายละเอียด ส่วนอบายมุข 6 หรือเหตุ

6 ประการ ที่จะนำความเสื่อมมาสู่ชีวิตคนนั้นประกอบ

ด้วย ความเกียจคร้าน การเสพเครื่องดองของเมา (และ

สิ่งเสพติดที่ทำลายสุขภาพ) การเล่นการพนัน การคบ

คนชั่วเป็นมิตร การเที่ยวกลางคืน (มากเกินควร) และ

การเที่ยวดูการละเล่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือ

กลางคืน หากทำบ่อยจนเกินพอดีแล้ว ย่อมนำความ

เสื่อมมาให้เช่นกัน อย่างน้อยก็ทำให้เสียทรัพย์และร่าง

กายทรุดโทรมได้




ส่วนการรักษาความปกติทางจิตนั้น หลักธรรมที่พึงยึด

ถือก็มีอยู่มากมายเช่นกัน ส่วนที่พวกเราส่วนใหญ่คุ้น

เคยกันอยู่แล้ว ได้แก่ การทำทาน การรักษาศีล และการ

เจริญกุศลภาวนา ซึ่งเป็นหลักสามประการในการทำบุญ

นั่นเอง อานิสงส์หรือผลที่จะได้รับก็เริ่มจากน้อยไปหา

มาก สูงสุดคือการภาวนา หรือการพัฒนาจิตให้มีสติ

เข้มแข็งด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การเจริญพุทธมนต์ การ

เดินจงกรม และการนั่งสมาธิ อันเป็นขั้นตอนหลักของ

การปฏิบัติกรรมฐานนั่นเอง




พุทธธรรมอีกหมวดหนึ่งที่พึงนำมาปฏิบัติเพื่อให้เกิด

ความผิดปกติทางจิตก็คือ บุญกิริยาวัตถุ 10 อัน

ประกอบด้วย ทาน ศีล ภาวนา การทำหน้าที่ของตนให้

ถูกต้อง การฟังธรรม การแสดงธรรม การเป็นธุระจัดให้

มีการแสดงธรรม การเสวนาธรรม การพลอยยินดี

(อนุโมทนา) ในการสร้างกุศลของผู้อื่น และการแผ่

เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพชีวิตทั้งหลาย เหล่านี้

ล้วนเป็นการสร้างบุญ ซึ่งหมายถึงการชำระจิตใจให้

สะอาด อันจะนำมาซึ่งความสุขความเจริญต่อไป




คนเราเมื่อมีความเป็นปกติทั้งกายและจิตแล้ว ชีวิตโดย

รวมย่อมมีความเป็นปกติหรือมั่นคงตามไปด้วย เพราะ

ชีวิตเราก็เท่านี้ มีกายและจิตเป็นส่วนประกอบหลัก เมื่อ

คนที่ต่างมีชีวิตมั่นคงมาอยู่รวมกันเป็นสังคม ไม่ว่าจะ

ระดับใด คนกลุ่มนั้นก็จะอยู่ร่วมกันอย่างรู้รักสามัคคี มี

แต่คิดจะให้กับช่วย ไม่จ้องแต่จะเอารัดเอาเปรียบหรือ

เบียดเบียนกันเอง มีหลักธรรมนำทางในการดำเนินชีวิต

สังคมโดยรวม ก็ย่อมมีความเป็นปกติสุขหรือเกิดความ

มั่นคงของมนุษย์ขึ้นนั่นเอง





ยังมีอีกมากมายครับ หลักพุทธศาสตร์หรือพระธรรมคำ

สอนที่พระพุทธองค์ทรงร้อยเรียงไว้เป็นหมวดหมู่ ล้วน

มุ่งพัฒนาชีวิตจิตใจผู้คนหรือแม้แต่เทวดา ให้มี

คุณธรรมและคุณค่าสูงยิ่งขึ้น เป้าหมายสุดท้ายคือ การ

มีปัญญาเห็นแจ้ง รู้เท่าทันความเป็นไปต่างๆ เห็นและ

เข้าใจชัดตรงตามความเป็นจริง เมื่อมนุษย์มีปัญญาสูง

พอแล้ว ก็จะเลือกทำแต่เรื่องที่เป็นคุณเป็นประโยชน์

ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ความมั่นคงของมวลมนุษยชาติ

โดยรวมย่อมเกิดขึ้นตามมา เห็นด้วยใช่ไหมครับ

มั่นคงด้วยคุณธรรม





คุณธรรมค้ำจุนคอยกูลเกื้อ อยู่ทุกเมื่อเชื่อได้ไม่ผิดผัน

ก่อความรักสามัคคีดีต่อกัน ต่างผูกพันมั่นใจไม่คลายคลอน

จิตพร้อมให้ใจพร้อมช่วยด้วยแรงรัก หมายปกปักพิทักษ์หมู่กู้ไว้ก่อน

ยามทุกข์ยากวิบากกรรมทำอาทร ร่วมรานรอนให้อ่อนเพลาบรรเทาลง

จะพูดจาพาทีวจีเพราะ ไม่เย้ยเยาะเหลาะแหละและใหลหลง

ยึดความซื่อถือความสัตย์ความชัดตรง ความมั่นคงยงยืนอยู่คู่มนุษย์

พึ่งตัวตนพึ่งคนอื่นหยิบยื่นให้ ถึงทีเขาเราเทใจให้สุดสุด

ช่วยกันไปให้กันมาตำราพุทธ ย่อมยื้อยุดฉุดผู้คนพ้นภัยพาล

สร้างปัญญาพาพวกตนพ้นทางต่ำ ยึดศีลธรรมค้ำจุนจิตคิดสร้างสรรค์

รวมเป็นหมู่อยู่ทุกทีไม่มีมาร ธรรมบันดาลศานติสุขทุกเมื่อเอย

                       นรชาติ 1 ก.ค. 2549
 


พลเรือตรีไพโรจน์ แก่นสาร

จาก นาวิกาธิปัตย์สาร คลังปัญญา พัฒนาผู้นำ ฉบับที่ 68 หน้า 9



สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) สำนักงานภาค
The Thailand Research Fund Regional Office
ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
โทรศัพท์ (053) 944-648 ,(053) 218-250 ,(053)218-200 โทรสาร (053) 892-662 ต่อ 115
อีเมล์, info@vijai.org
 
 
 
ขออนุโมทนาครับ      
Posted by : วิญญาณอิสระ วัน/เวลา : 23/5/2550 10:27:14
สาธุ ขออนุโมทนา  

  สังคหวัตถุ 4  
 
สังคหวัตถุ 4 หมายถึง หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของผู้อื่น ผูกไมตรี เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล หรือเป็นหลักการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่

1. ทาน คือ การให้ การเสียสละ หรือการเอื้อเฟื้อแบ่งปันของๆตนเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่เป็นคนเห็นแก่ได้ฝ่ายเดียว คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้ไม่เป็นคนละโมบ ไม่เห็นแก่ตัว เราควรคำนึงอยู่เสมอว่า ทรัพย์สิ่งของที่เราหามาได้ มิใช่สิ่งจีรังยั่งยืน เมื่อเราสิ้นชีวิตไปแล้วก็ไม่สามารถจะนำติดตัวเอาไปได้

2. ปิยวาจา  คือ การพูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน พูดด้วยความจริงใจ ไม่พูดหยาบคายก้าวร้าว พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์เหมาะสำหรับกาลเทศะ พระพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญกับการพูดเป็นอย่างยิ่ง เพราะการพูดเป็นบันไดขั้นแรกที่จะสร้างมนุษย์สัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้น วิธีการที่จะพูดให้เป็นปิยวาจานั้น จะต้องพูดโดยยึดถือหลักเกณฑ์
ดังต่อไปนี้

เว้นจากการพูดเท็จ
เว้นจากการพูดส่อเสียด
เว้นจากการพูดคำหยาบ
เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ


3. อัตถจริยา  คือ การสงเคราะห์ทุกชนิดหรือการประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น

4. สมานัตตา คือ การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ หรือมีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้เราเป็นคนมีจิตใจหนักแน่นไม่โลเล รวมทั้งยังเป็นการสร้างความนิยม และไว้วางใจให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย
 
http://www.learntripitaka.com/index.html
Posted by : sara..
วัน/เวลา : 24/5/2550 13:21:06
พุทธธรรมอีกหมวดหนึ่งที่พึงนำมาปฏิบัติเพื่อให้เกิด

  ความผิดปกติทางจิต   ก็คือ บุญกิริยาวัตถุ 10 อัน


ข้อความนี้แปลกๆไหมคะ  
Posted by : sara..
วัน/เวลา : 24/5/2550 13:29:58

บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ

บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ คือ สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ หรือกล่าวอย่างง่ายๆว่า การกระทำที่เกิดเป็นบุญ เป็นกุศล แก่ผู้กระทำดังต่อไปนี้

บุญสำเร็จได้ด้วยการบริจาคทาน  (ทานมัย) คือการเสียสละนับแต่ทรัพย์ สิ่งของ เงินทอง ตลอดจนกำลังกาย สติปัญญา ความรู้ความสามารถ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยส่วนรวม รวมถึงการละกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ ออกจากจิตใจ จนถึงการสละชีวิตอันเป็นสิ่งมีค่าที่สุดเพื่อการปฏิบัติธรรม

บุญสำเร็จได้ด้วยการรักษาศีล  (สีลมัย) คือการตั้งใจรักษาศีล และการปฏิบัติตนไม่ให้ละเมิดศีล ไม่ว่าจะเป็นศีล ๕ หรือศีล ๘ ของอุบาสกอุบาสิกา ศีล ๑๐ ของสามเณร หรือ ๒๒๗ ข้อของพระภิกษุ เพื่อรักษากาย วาจา และใจ ให้บริสุทธิ์สะอาด พ้นจากกายทุจริต ๔ ประการ คือ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจากการลักทรัพย์ ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม และเสพสิ่งเสพติดมึนเมา อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท วจีทุจริต ๔ ประการ คือไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดปด ไม่พูดเพ้อเจ้อ และไม่พูดคำหยาบ มโนทุจริต ๓ประการ คือ ไม่หลงงมงาย ไม่พยาบาท ไม่หลงผิดจากทำนองคลองธรรม

บุญสำเร็จได้ด้วยการภาวนา  (ภาวนามัย ) คือการอบรมจิตใจในการละกิเลส ตั้งแต่ขั้นหยาบไป จนถึงกิเลสอย่างละเอียด ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นโดยใช้สมาธิปัญญา รู้ทางเจริญและทางเสื่อม จนเข้าใจอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เป็นทางไปสู่ความพ้นทุกข์ บรรลุมรรค ผล นิพพานได้ในที่สุด

บุญสำเร็จได้ด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่  (อปจายนมัย) คือการให้ความเคารพ ผู้ใหญ่และผู้มีพระคุณ ๓ ประเภท คือ ผู้มี วัยวุฒิ ได้แก่พ่อแม่ ญาติพี่น้องและผู้สูงอายุ ผู้มี คุณวุฒิ หรือคุณสมบัติ ได้แก่ ครูบาอาจารย์ พระภิกษุสงฆ์ และผู้มี ชาติวุฒิ ได้แก่พระมหากษัตริย์ และเชื้อพระวงศ์

บุญสำเร็จได้ด้วยการขวนขวายในกิจการที่ชอบ  (เวยยาวัจจมัย) คือ การกระทำสิ่งที่เป็นคุณงามความดี ที่เกิดประโยชน์ต่อคนส่วนรวม โดยเฉพาะทางพระพุทธศาสนา เช่น การชักนำบุคคลให้มาประพฤติปฏิบัติธรรม มีทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น ในฝ่ายสัมมาทิฎฐิ

บุญสำเร็จได้ด้วยการให้ส่วนบุญ  (ปัตติทานมัย) คือ การอุทิศส่วนบุญกุศลที่ได้กระทำไว้ ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง การบอกให้ผู้อื่นได้ร่วมอนุโมทนาด้วย ทั้งมนุษย์และอมนุษย์ ได้ทราบข่าวการบุญการกุศลที่เราได้กระทำไป

บุญสำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนา  (ปัตตานุโมทนามัย) คือ การได้ร่วมอนุโมทนา เช่น กล่าวว่า “สาธุ” เพื่อเป็นการยินดี ยอมรับความดี และขอมีส่วนร่วมในความดีของบุคคลอื่น ถึงแม้ว่าเราไม่มีโอกาสได้กระทำ ก็ขอให้ได้มีโอกาสได้แสดงการรับรู้ด้วยใจปีติยินดีในบุญกุศลนั้น ผลบุญก็จะเกิดแก่บุคคลที่ได้อนุโมทนาบุญนั้นเองด้วย

บุญสำเร็จได้ด้วยการฟังธรรม  (ธัมมัสสวนมัย) คือ การตั้งใจฟังธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน หรือที่เคยฟังแล้วก็รับฟังเพื่อได้รับความกระจ่างมากขึ้น บรรเทาความสงสัยและทำความเห็นให้ถูกต้องยิ่งขึ้น จนเกิดปัญญาหรือความรู้ก็พยายามนำเอาความรู้และธรรมะนั้นนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สู่หนทางเจริญต่อไป

บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม  (ธัมมเทสนามัย) คือ การแสดงธรรมไม่ว่าจะเป็นรูปของการกระทำ หรือการประพฤติปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ ในทางที่ชอบ ตามรอยบาทองค์พระศาสดา ให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่บุคคลอื่น หรือการนำธรรมไปขัดเกลากิเลสอุปนิสัยเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น ให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา มาประพฤติปฏิบัติธรรมต่อไป

บุญสำเร็จได้ด้วยการทำความเห็นให้ตรง (ทิฏฐชุกัมม์) คือ ความเข้าใจในเรื่อง บาป บุญ คุณ โทษ สิ่งที่เป็นแก่นสารสาระหรือที่ไม่ใช่แก่นสารสาระ ทางเจริญทางเสื่อม สิ่งอันควรประพฤติสิ่งอันควรละเว้น ตลอดจนการกระทำความคิดความเห็นให้เป็นสัมมาทิฏฐิอยู่เสมอ

บุญกิริยาวัตถุทั้ง ๑๐ ประการนี้ ผู้ใดได้ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือยิ่งมากจนครบ ๑๐ ประการแล้ว ผลบุญย่อมเกิดแก่ผู้ได้กระทำมากตามบุญที่ได้กระทำ ยิ่งได้มีการเตรียมกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ ตั้งใจจรดเข้าสู่ศูนย์กลางกาย หยุดในหยุด เข้าไปแล้วก็ยิ่งได้รับบุญมหาศาลตามความละเอียดประณีตที่เข้าถึงยิ่งๆ ขึ้นไป

http://www.palungjit.com/board/showthread.php?p=104645
Posted by : sara..
วัน/เวลา : 24/5/2550 13:48:07
ความผิดปกติทางจิต ก็คือ บุญกิริยาวัตถุ 10


.......... ขอประทานโทษด้วยครับ   จากข้อความข้าง

ต้น.....ความผิดปกติทางจิต...........  น่าจะพิมพ์ผิดไป

น่ะครับ    ควรจะเป็น  ความเจริญทางจิต(ผมว่านะ)

ขอประทานโทษแทนท่านผู้เขียนด้วยครับ  

ขอขอบพระคุณที่ท้วงติงมา

ขออนุโมทนาครับ
Posted by : วิญญาณอิสระ
วัน/เวลา : 24/5/2550 16:47:59
ก็ดีนะค้ะดีมากเลย
Posted by : หนึ่งฤดี ศรีสังข์
วัน/เวลา : 12/6/2550 13:22:44
ชอบค่ะ      
Posted by : แอ้น
วัน/เวลา : 3/9/2550 20:07:49
     
Posted by : แอ้น
วัน/เวลา : 3/9/2550 20:09:33
สาธุครับ
ขอบพระคุณมากครับ เป็นบทความที่อธิบายทำความเข้าใจได้ไม่ยาก และมีประโยชน์มาก
ผมคงขออนุญาตนำไปเป็นแนวทางในการสอนหนังสือได้ดีทีเดียว
ขอขอบพระคุณอีกครังสำหรับบทความที่มีเนื้อหาดีดีครับ
Posted by : ประวิทย์
วัน/เวลา : 9/12/2554 8:11:23
แสดงความคิดเห็น
ข้อความ
รูปภาพ
ชื่อ
อีเมล์
ให้ใส่เป็นตัวเลขอารบิก