กระดานข่าว
ตั้งกระทู้ใหม่ที่นี่
มังคลัตถทีปนี แปล
(Reader : 11311 )
คำนำ

มังคลัตถทีปนี  เป็นหนังสือที่ท่านผู้รู้รับรองแล้วว่า  อยู่ในชั้นหนังสือที่แต่งดีเยี่ยมเรื่องหนึ่ง  เพราะประกอบด้วยคุณลักษณะ  หลายประการ  เช่นวางโครงเรื่องดี  ใช้ถ้อยคำพร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ  วิธีแต่งก็เหมาะเจาะเป็นต้น  เพราะฉะนั้น  ท่านจึงจัดให้เป็นหลักสูตรของ ป. ธ.  ๔  และเป็นบุพพประโยค  ป.ธ. ๗  นอนจากนี้ยังมีประโยชน์  คือ  เป็นเนตติของนักประพันธ์  นักเทศก์  และนักปฏิบัติเป็นอันมาก.

มีปัญหาที่น่าคำนึงอยู่ข้อหนึ่ง  คือมังคลัตถทีปนีจัดเป็นหนังสือชั้นอรรถกถา  ฎีกา  อนุฎีกา  หรือเกจิอาจารย์  เพราะมังคลัตถทีปนีบรรจุไว้ทั้งอรรถกถา  ทั้งฎีกา  ทั้งอนุฎีกา  ทั้งคำเกจิอาจารย์.  ท่านพระสิริมังคลาจารย์เป็นผู้แต่ง  แต่งมุ่งแก้ความในมงคลสูตร  โดย ยกบาลีในมงคลสูตรเป็นอุเทส  แต่ในการแต่งแก้นั้น  ที่ไหนท่านวิจารณ์แสดงมติ  ท่านก็อ้างอรรถกถาบ้าง  ฎีกาบ้าง  อนุฎีกาบ้างคำเกจิอาจารย์บ้าง  ประกอบกับคำของท่านเพื่อให้เป็นหลักฐาน  ที่ไหนท่านไม่แก้เองโดยตรง  ท่านก็ยกปกรณ์นั้น ๆ  ขึ้นเป็นคำแก้.  โดยลักษณะเช่นนี้  มังคลัตถทีปนี  จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะจัดเป็นหนังสือชั้นใดชั้นหนึ่งโดยเฉพาะได้  แต่ต้องนับว่าเป็นหนังสือชั้นปกรณ์พิเศษที่ดีเยี่ยม  เป็นเกียรติอันงาม  สำหรับภิกษุไทย.

มังคลัตถทีปนี  ที่เป็นพากย์มคธ  แม้จะได้ชำระกันมาหลายคราว ก็ยังคงมีคำผิดพลาดที่คนชั้นหลังมองเห็นอยู่บ้าง  แต่ความผิดพลาดนั้นแก้ไขได้  ไม่ควรยกขึ้นเป็นข้อตำหนิ.  มังคลัตถทีปนี  เป็นหนังสือที่ละเอียด  มีข้อเล็ก ๆ  น้อย ๆ  ที่ควรพิจารณาอยู่แทบทั้งคัมภีร์  จึงเป็นเรื่องที่วิตกหนักใจของผู้จัดทำในพากย์ไทยอยู่ไม่น้อย  ข้อยาก   ลำบากทั้งหลาย  ในการถ่ายจากพากย์มคธ  มาเป็นพากย์ไทย  มีหลายประการ เช่น

๑.  การแปล  ถือหลักว่าต้องคำนึงถึงผู้ศึกษาเป็นสำคัญ  ผู้แปลได้พยายามแปลไม่โลดโผนนัก  มุ่งอรรถทางมคธให้ตรงกับไทยให้สำนวนเรียบร้อยกะทัดรัด  ไม่รุ่มร่าม  แต่การแปลที่จะให้ถูกต้องตามลักษณะที่นิยมนั้น  ก็เป็นเรื่องยากอยู่มากเหมือนกัน  เพราะครูอาจารย์ในสำนักหนึ่ง ๆ  นิยมต่างกันบ้าง  บางแห่งอาจแปลได้หลายนัยบ้างเพราะฉะนั้น  จึงขอให้เข้าใจว่า  ที่แปลในหนังสือชุดนี้เป็นมติของครูอาจารย์ในสำนักหนึ่ง  และโดยลักษณะหนึ่งเท่านั้น.

๒.  การตรวจ  ถือหลักความถูกต้องโดยอรรถพยัญชนะและความเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นประมาณ.  อนึ่ง  การแปล  ได้ขอให้พระเปรียญในกองตำราบ้าง  ในต่างวัดบ้าง  ช่วยแปล  เมื่อแปลกันหลายรูป  ถ้อยคำสำนวนก็ต้องแตกต่างกันตามความพอใจของผู้แปล

เมื่อเป็นเช่นนี้  การตรวจ  ก็ต้องพยายามอย่างยิ่งที่จะปรับถ้อยคำสำนวนและอื่น ๆ  ให้ลงระเบียบเดียวกัน ไม่ให้ลักลั่น  แม้เช่นนั้น  ก็อาจมีที่ลักลั่นอยู่บ้าง  แต่ก็จะได้แก้ไขให้เป็นระเบียบในกาลต่อไป.

การลงเชิงอรรถ  ถือหลักว่า  ลงแต่ข้อความที่ผู้ศึกษาชั้นนี้ควรทราบเท่านั้น.  ข้อความที่ลงเชิงอรรถนั้น  แบ่งเป็นส่วนข้อความรู้อย่างหนึ่ง  บอกชื่อคัมภีร์ที่มาอย่างหนึ่ง,  ข้อความรู้นั้น  ที่เป็นศัพท์  ทางไวยากรณ์  ก็แสดงโดยอรรถพยัญชนะ  ที่เป็นศัพท์เกี่ยวกับธรรมหรือลัทธิศาสนา  ก็ชี้แจงไว้เท่าที่สามารถ.  คัมภีร์ที่มานั้น  พึงทราบว่าคัมภีร์ใดได้พิมพ์เป็นอักษรไทยเรียบร้อยแล้ว  จึงอ้างคัมภีร์นั้นบอกเล่มเลขหน้าไว้เสร็จ  ถ้าคัมภีร์ใด  ยังไม่ได้พิมพ์  ก็ไม่ได้อ้าง.  

หวังว่าหนังสือนี้   จักเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้นักศึกษาได้รับความสะดวกตามสมควร.

กองตำราขอแสดงความขอบใจท่านผู้แปล  แล้วมอบลิขสิทธิ์ให้แก่มหามกุฏราชวิทยาลัย  และท่านผู้มีส่วนช่วยให้หนังสือนี้สำเร็จทุก ๆ ท่านไว้ในที่นี้ด้วย.

กองตำรา
มหามกุฏราชวิทยาลัย
๑๕  ตุลาคม  ๑๔๘๑
Posted by : คำนำ วัน/เวลา : 12/8/2549 0:51:32
                                  มังคลัตถทีปนี  แปล
                                            เล่ม ๑
                                       ปณามคาถา*
    [๑]  พระพุทธเจ้าพระองค์พระองค์ใด  อันโลกเลื่องลือว่า
              "เป็นมงคล   ของทวยเทพและมนุษย์ผู้มีความต้องการ
              ด้วยมงคล"  เป็นผู้แสดงอรรถแห่งมงคล,  ข้าพเจ้า
              ขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น  ผู้เป็นมงคล.
              พระธรรมใด  อันโลกเลื่องลือว่า  "เป็นมงคล  ของ
              ทวยเทพและมนุษย์ผู้มีความต้องการด้วยมงคล"  ส่อง
             อรรถแห่งมงคล,  ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระธรรมนั้น
             อันเป็นมงคล.  พระสงฆ์ใด   อันโลกเลื่องลือว่า  "เป็น
              มงคล  ของทวยเทพและมนุษย์ผู้มีความต้องการด้วย
              นอบน้อมพระสงฆ์นั้น  ผู้เป็นมงคล,  ข้าพเจ้าขอ
              ประฌาม  (คือ  ความนอบน้อม)  ดีแล้ว  แด่พระรัตน-
              ตรัยอันเป็นมงคลอย่างนี้  ด้วยประการฉะนี้.  ด้วย
              อานุภาพแห่งประฌามนั้น  ข้าพเจ้าเป็นผู้ยังอันตรายให้

*  พระมหาทองคำ  จนฺทูปโม ป. ๗ (ภายหลังเป็น  พระธรรมดิลก)  วัดบรมนิวาส  แปล

Posted by : หน้า ๑
วัน/เวลา : 12/8/2549 0:58:20
             พินาศได้แล้ว,  จักเลือกสรรถือเอาอรรถอันเป็นสาระ
              ในคัมภีร์ต่าง ๆ  นั้นแล้ว  แสดงอรรถแห่งพระสูตร
              ที่แสดงมงคล  อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นมงคล  ทรงแสดง
              ไว้ดีแล้ว  ปรากฏโดยนามว่า  มงคลสูตร  มีอาชญายิ่ง
              นัก,  และพระสูตรที่ใคร ๆ  กล่าวไว้แล้ว  เพื่อเป็นมงคล
              แก่สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้  ซึ่งมีอาชญาแผ่ไปในแสน
              โกฏิจักรวาล;   ขอท่านทั้งหลายจงตั้งในฟังอรรถแห่ง
              มงคลสูตรนั้น  เทอญ.
                                  กถาว่าด้วยเหตุเกิดขึ้น
              [๒]  ดำเนินความว่า  พระอาจารย์ผู้เมื่อจะสังวรรณนาอรรถ
แห่งพระสูตร  กล่าวเหตุเกิดแห่งพระสูตร  และการกำหนด [พระ
สูตร ]  ก่อนแล้ว  จึงสังวรรณนาอรรถ  [ แห่งพระสูตรนั้น]  ในภาย
หลัง,  เพราะฉะนั้น  ข้าพเจ้าจะกล่าวเหตุเกิดแห่งพระสูตรเป็นต้น.
แท้จริง  พระสูตรทั้งหมด  มีเหตุเกิด ๔  อย่าง คือ  เกิดเพราะอัธยาศัย
ของตนเอง ๑  เกิดเพราะอัธยาอาศัยของผู้อื่น ๑  เกิดเพราะเกิดเรื่องขึ้น ๑
เกิดเพราะอำนาจแห่งคำถาม ๑  ในเหตุเกิด ๔  อย่างนั้น  สูตรทั้ง
หลายมีทวยตานุปัสสนาสูตรเป็นต้น  เกิดเพราะอัธยาศัยของตนเอง,
เมตตสูตรเป็นต้น  เกิดเพราะอัธยาศัยของผู้อื่น,  อุรัคคสูตรเป็นต้น
เกิดเพราะเกิดเรื่องขึ้น,  วัมมิกสูตรเป็นต้น  เกิดเพราะอำนาจคำถาม.
ในเหตุเกิดเหล่านั้น  เหตุเกิดเพราะอำนาจคำถาม  ท่านประสงค์ใน
มงคลสูตรนี้.  แม้มงคลสูตรก็เกิดขึ้นเพราะอำนาจคำทูลถามแท้.

Posted by : หน้า ๒
วัน/เวลา : 12/8/2549 1:01:58
             [๓]  ในข้อนั้น  มีคำกล่าวโดยลำดับ  ดังต่อไปนี้ :-
              ดังได้สดับมา  มหาชนในชมพูทวีปประชุมกันในที่นั้น ๆ  มีประตู-
เมืองศาลาว่า๑ราชการและที่ประชุมเป็นต้น  ถึงให้เงินและทองยังกันและ
กันให้เล่าเรื่องของพวกพาเหียร ๒ มีประการต่าง ๆ   มีเรื่องนำนางสีดา ๓ มา  
เป็นต้น.  เรื่องหนึ่ง ๆ  โดยล่วงไป ๔  เดือนจึงจบ.  วันหนึ่งเรื่องมงคล
เกิดขึ้นในที่ประชุมนั้นว่า "อะไรหนอ ?  เป็นมงคล  อารมณ์ที่ทราบ
แล้วหรือ ?  เป็นมงคล  ใครรู้จักมงคล ? "
                                      [ทิฏฐมงคล]
           ทีนั้น  ชายผู้หนึ่งนามว่า ทิฏฐมังคลิกะ  [ผู้ถือว่ารูปที่เห็นแล้ว
เป็นมงคล]   เอ่ยขึ้นว่า  "ข้าพเจ้ารู้จักมงคล,  รูปที่เห็นแล้วเป็นมงคล
ในโลก;  รูปที่สมมติว่าเป็นมงคลยิ่ง  ชื่อว่ารูปที่เห็นแล้ว,  คือ  คน
บางคนในโลกนี้  ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่  เห็นนกแอ่นลมบ้าง  มะตูมอ่อนบ้าง
หญิงมีครรภ์บ้าง  แม่โคบ้าง  โคแดงบ้าง ;  หรือเห็นรูปเช่นนั้นอย่างใด
อย่างหนึ่ง  แม้อื่น  ซึ่งสมมติว่าเป็นมงคลยิ่ง,  นี้  เรียกว่ารูปที่เห็นแล้ว
เป็นมงคล."

๑.  สุมังคลวิลาสินี ๑/๓-๗ สณฺ€าคารนฺติ  รชฺชํ  อนุสาสนสาลา.  ๒.  คนนอกพระพุทธศาสนา
มีพราหมณ์  เดียรถีย์  นิครนถ์เป็นต้น.  ๓.  มีในรามายณะ  คัมภีร์พวกบุราณะในศาสนาพวก
พราหมณ์.
Posted by : หน้า ๓
วัน/เวลา : 12/8/2549 1:03:10
                                     [สุตมงคล]
           ชายผู้หนึ่งนามว่า  สุตมังคลิกะ  [ผู้ถือว่าเสียงที่ได้ยินแล้วเป็น
มงคล]  ได้ฟังดังนั้น  จึงกล่าวว่า  "  ผู้เจริญ  ชื่อว่าจักษุนี้  ย่อมเห็น
รูปสะอาดบ้าง  ไม่สะอาดบ้าง  ดีบ้าง  ไม่ดีบ้าง  น่าชอบใจบ้าง  ไม่น่า
ชอบใจบ้าง.  ผิว่ารูปที่จักษุนั้นเป็นเห็นแล้วจะพึงเป็นมงคลไซร้,  ก็จะพึง
เป็นมงคลไปแม้ทั้งหมด,  เพราะฉะนั้น  รูปที่เห็นแล้วจึงไม่เป็นมงคล;
เสียงที่ฟังแล้วต่างหากเป็นมงคล ;  เสียงที่สมมติว่าเป็นมงคลยิ่ง  ชื่อว่า
เสียงที่ฟังแล้ว,  คือ  คนบางคนในโลกนี้  ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่  ได้ยินว่า
"เจริญแล้ว"  บ้าง  ว่า  "กำลังเจริญ"  บ้าง  ว่า   "เต็มแล้ว"  บ้าง  ว่า
"ขาว"  บ้าง  ว่า  "ใจดี"  บ้าง  ว่า  "สิริ"  บ้าง  ว่า  "สิริเจริญ"  บ้าง  ว่า
อย่างหนึ่ง  ซึ่งสมมติว่าเป็นมงคลยิ่ง ;  นี้  เรียกว่าเสียงที่ฟังแล้วเป็น
มงคล."
                                      [มุตมงคล]
           ชายผู้หนึ่งนามว่า  มุตมังคลิกะ  [ผู้ถืออารมณ์ที่ได้ทราบแล้ว
เป็นมงคล]   ได้ฟังดังนั้น  ก็กล่าวว่า  "ผู้เจริญ  ชื่อว่าโสตนั่น  ย่อม
ได้ยินเสียงดีบ้าง  ไม่ดีบ้าง  น่าชอบใจบ้าง  ไม่น่าชอบใจบ้าง,  ผิว่า  
เสียงที่โสตนั้นฟังแล้ว  จะพึงเป็นมงคลไซร้,  ก็พึงเป็นมงคลไป
แม้ทั้งหมด,  เพราะฉะนั้น  เสียงที่ฟังแล้วจึงไม่เป็นมงคล ;  อารมณ์
ที่ทราบแล้วต่างหากเป็นมงคล ;  กลิ่นรสโผฏฐัพพะที่สมมติว่าเป็น
มงคลยิ่ง  ชื่อว่าอารมณ์ที่ทราบแล้ว,  คือ  คนบางคนในโลกนี้  ลุกขึ้น
 
Posted by : หน้า ๔
วัน/เวลา : 12/8/2549 1:05:58
แต่เช้าตรู่  ดมกลิ่นดอกไม้   มีกลิ่นดอกปทุมเป็นต้น  หรือเคี้ยวไม้
ชำระฟันอันขาว  หรือจับต้องปฐมพี  จับต้องข้าวกล้าอันเขียวสด  โคมัย
สด  เต่า  เกวียนบรรทุกงา  ดอกไม้หรือผลไม้  หรือลูบไล้ด้วยดินสอพอง
โดยถูกต้อง  (ตามวิธี)  หรือนุ่งผ้าขาว  หรือโพกผ้าโพกขาว ;  หรือ
ดมกลิ่น  ลิ้มรส  ถูกต้องโผฏฐัพพะเช่นนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่น  ซึ่ง
สมมติว่าเป็นมงคลยิ่ง.  นี้  เรียกว่าอารมณ์ที่ทราบแล้วเป็นมงคล."
                            [เถียงเรื่องมงคลไม่ตกลงกัน]
           ชายนั้น ๓ นายนั้นไม่อาจยังกันและกันให้ยินยอม  (ตามถ้อยคำ
ของตน)  ได้.   ฝ่ายบรรดามนุษย์นอกจาก ๓  นายนั้น  บางพวกเชื่อคำ
ของชายเหล่านั้น,  บางพวกไม่เชื่อ,  พวกที่ไม่เชื่อ  ก็เถียงกับพวกที่
เชื่อเหล่านั้น.  พวกที่เชื่อคำของนายทิฏฐมังคลิกะ  ก็ถึงความปลงใจ
[เชื่อถือ]  ว่า  " รูปที่เห็นแล้วเท่านั้น  เป็นมงคล ; "  พวกที่เชื่อคำ
ของอีก ๒ นาย  ก็ลงสันนิษฐานว่า  " เสียงที่ฟังแล้วนั่นแหละเป็น
มงคล,  อารมณ์ที่ทราบแล้วนั่นแหละ  เป็นมงคล."  เรื่องมงคลนี้
ปรากฏไปทั่วชมพูทวีป  ด้วยประการฉะนี้.
               [การคิดมงคลกระจายไปจนถึงชั้นอกนิฏฐภพ]
              [๔]  ครั้งนั้น  พวกมนุษย์ในชมพูทวีปทั้งสิ้น  พากันคิดมงคล
เป็นพวก ๆ ว่า  "อะไรหนอ ?  เป็นมงคล."  แม้พวกเทวดาผู้รักษา
มนุษย์เหล่านั้น  ฟังคำนั้นจากมนุษย์แล้ว  ก็พากันคิดมงคลอย่างนั้น
เหมือนกัน.  โดยอบายนั้นนั่นแล  พวกภุมมเทวดา  (เทวดาประจำภูมิภาค)  มิตรของพวกเทวดาผู้รักษามนุษย์ทั้งหลาย  พวกอากาสัฏฐก-

Posted by : หน้า ๕
วัน/เวลา : 12/8/2549 1:07:43
เทวดา  (เทวดาประจำอากาศ)  มิตรของกุมมเทวดาเหล่านั้น  พวก
เทวดาชั้นจาตุมมหาราชิก  มิตรของอากาสัฏฐกเทวดาเหล่านั้น ฯลฯ
พวกอกนิฏฐเทวดา  (พรหมชั้นอกนิฏฐ)  มิตรของพวกสุทัสสีเทวดา
สรุปว่า  พวกเทวดาและพรหม  ฟังคำนั้นจากมิตรของตนนั้น ๆ  แล้ว
ก็พากันคิดมงคลเป็นพวก ๆ  การคิดมงคลเกิดขึ้นแล้วในที่ทุกสถาน  จน
กระทั่งในหมื่นจักรวาล  ด้วยประการฉะนี้.
                       [เทวดาทูลถามมงคลกะพระศาสดา]
           ก็การคิดมงคลซึ่งเกิดขึ้นแล้วนั้น  ยังไม่ได้ตัดสินเด็ดขาดว่า  "นี้
เป็นมงคล"  ได้ตั้งอยู่ตลอด ๑๒ ปี.  ครั้งนั้น  เทวดาและมนุษย์ทั้งสิ้น
เว้นพวกอริยสาวกเสีย  แตกกันเป็น ๓ พวก  ด้วยอำนาจทิฏฐมงคล
สุตมงคล  และมุตมงคล.  แม้บุคคลผู้หนึ่ง  ซึ่งตกลงใจตามความ
เป็นจริงว่า  "นี้เท่านั้น  เป็นมงคล"  มิได้มีเลย.  ต่อมา  พวกเทวดา
ชั้นสุทธาวาส  รู้จิตของพวกมนุษย์  จึงเที่ยวบอกไปในถิ่นมนุษย์ว่า
"โดยล่วง ๑๒ ปี  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจักตรัสมงคล."  ครั้นโดย
ล่วงไป ๑๒ ปี  พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์   มาประชุมพร้อมกันแล้วเข้า
ไปเฝ้าท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทวดา  ทูลว่า  "ขอเดชะ  พระองค์ผู้นิรทุกข์
ปัญหาปรารภถึงมงคลเกิดขึ้นแล้ว,  พวกหนึ่งว่า " รูปที่เห็นแล้ว  เป็น
มงคล,"  พวกหนึ่งว่า  "เสียงที่ฟังแล้ว,"  พวกหนึ่งว่า  "อารมณ์ที่ทราบ
แล้ว,"  ในปัญหานั้น  ทั้งพวกข้าพเจ้า ทั้งพวกอื่นยังตกลงกันไม่ได้;
ขอประทานพระวโรกาส  ขอพระองค์โปรดพยากรณ์แก่พวกข้าพเจ้าตาม
เป็นจริงเถิด."
้  
Posted by : หน้า ๖
วัน/เวลา : 12/8/2549 1:09:26
          ท้าวสักกะตรัสถามว่า  "เรื่องมงคลนี้  ทีแรกเกิดขึ้นที่ไหน"
           พวกเทวดา.  ในมนุษย์โลก.
           ท้าวสักกะ.  พระผู้มีพระภาค  ประทับอยู่ ณ ที่ไหน ?
           พวกเทวดา.  ในมนุษย์โลก.  
           ท้าวสักกะตรัสว่า  "ถ้ากระนั้น  มาเถิด  พวกท่านนิรทุกข์  เราจะทูลถามมงคลปัญหานั้นกะพระผู้มีพระภาค "  แล้วทรงบัญชาเทพบุตร องค์หนึ่งว่า  "  ท่านจงทูลถามพระผู้มีพระภาค"  ทรงพาหมู่เทวดา
มาสู่พระเชตวัน.  จึงเทพบุตรนั้น  ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วยืน ณ  ส่วนข้างหนึ่งแล้ว  ทูลถามมงคลปัญหา.  พระผู้มีพระภาค  เมื่อจะทรงวิสัชนาปัญหาของเทพบุตรนั้น  จึงได้ตรัสพระสูตรนี้  ฉะนั้นแล.
                 กถาว่าด้วยเหตุเกิดขึ้นในมงคลสูตรนี้  เท่านี้ก่อน.
Posted by : หน้า ๗
วัน/เวลา : 12/8/2549 1:10:57
                                  การกำหนดพระสูตร
           [๕]  ในมงคลสูตรนั้น  คำเริ่มต้นว่า  "เอวมฺเม  สุตํ"  (ข้าพเจ้า
ฟังแล้ว  อย่างนี้)  เป็นต้น  พระอานนทเถระอันพระมหากัสสปเถระ
ผู้เมื่อจะสังคายนาพระธรรม  ถามแล้ว  กล่าวแก่พระอรหันต์  ๕๐๐  รูป
ในคราวสังคายนาใหญ่ครั้งแรก.  คาถาหนึ่งว่า  "พหู  เทวา  มนุสฺสา จ"  เป็นต้น  เทวดากล่าว.  ๑๑  คาถา  มี " อเสวนา  จ  พาลานํ "
เป็นต้น  พระผู้มีพระภาคตรัส.  แม้คำลงท้ายว่า  " อิทมโวจ  ภควา,
อตฺตมนา  สา  เทวตา  ภควโต  ภาสิตํ  อภินนฺทิตวา  ภควานฺตํ
อภิวาเทตฺวา  ตตฺเถวนฺตรธายิ " พระอานนทเถระกล่าว. ประมวล
คำนั้น ๆ  แม้ทั้งหมด  เรียกว่า  "มงคลสูตร."  ถ้าจะถามว่า  "คำเริ่ม
ต้นและคำลงท้าย  มีประโยชน์อย่างไร ? "  พึงแก้ว่า  "  มีประโยชน์
เพื่อยังความงาม ๓  ประการแห่งพระสูตรให้บริบูรณ์."  จริงอยู่  แม้
มงคลสูตร  ชื่อว่างามในเบื้องต้น  เพราะคำเริ่มต้น  ชื่อว่างามในที่สุด
เพราะคำลงท้ายทั้ง ๒.
                การกำหนดพรสูตรในมงคลสูตรนี้  เพียงเท่านี้.
Posted by : หน้า ๘
วัน/เวลา : 12/8/2549 1:12:35
         พรรณนาความแห่งคำเริ่มต้นและคาถาทูลถาม
                                   [แก้  เอวมฺเม  สุตํ]
           [๖]  บัดนี้  ผู้ศึกษาพึงทราบความแห่งคำเริ่มต้น  ที่พระ
อานนทเถระ  ผู้เมื่อจะชี้แจงเหตุเกิดแห่งมงคลสูตร  โดยอำนาจแห่ง
คำถาม  กล่าวไว้แล้ว.
           ในคำเริ่มต้นนั้น  คำว่า  "เอวมฺเม  สุตํ" นี้  เม ศัพท์  มี
มยา ศัพท์เป็นอรรถ,  สุตํ ศัพท์  มีวิญญาณอาศัยโสตทวารเป็นอรรถ
เอวํ  ศัพท์  มีอาการะ  นิทัสสนะ  และอวธารณะ  เป็นอรรถ.
                         [เอวํ   ศัพท์  มีอาการะเป็นอรรถ]
           จริงอยู่  ด้วย  เอวํ  ศัพท์  ซึ่งมีอาการะเป็นอรรถนี้  พระเถระ
ย่อมแสดงว่า  พระดำรัสของพระศาสดาเต็มไปด้วยนัยหลายหลากลึก
โดยธรรม  อรรถ  เทศนา  และปฏิเวธ  เป็นสภาพที่สรรพสัตว์จะ
พึงเข้าไปกำหนดตามเหมาะแก่ภาษาของตน ๆ  ได้,  ใครจะสามารถรู้
แจ้งพระดำรัสนั้นโดยประการนั้นปวงได้.  ที่แท้แม้ข้าพเจ้าก็ฟังมาแล้ว
โดยอาการอย่างหนึ่ง  คือทรงจำไว้ได้ด้วยวิถีแห่งโสตวิญญาณ  ซึ่งมี
โสตวิญญาณเป็นหัวหน้า."
                           [เอวํ  ศัพท์  มีนิทัสสนะเป็นอรรถ]
           ด้วย  เอวํ  ศัพท์  อันมีนิทัสสนะเป็นอรรถ  พระเถระย่อมชี้แจง
พระสูตรทั้งสิ้นที่จะพึงกล่าวในบัดนี้.   จริงอยู่   พระเถระนั้นเมื่อจะ
เปลื้องตัวว่า  "ข้าพเจ้ามิใช่สยัมภู,  พระสูตรนี้  ข้าพเจ้าก็มิได้กระทำ
Posted by : หน้า ๙
วัน/เวลา : 12/8/2549 1:14:49
ให้แจ้ง"  จึงกล่าวว่า  "ข้าพเจ้าฟังแล้วอย่างนี้."  อธิบายว่า  "พระ
สูตรอย่างนี้  คือ  นี้  ได้แก่ที่กล่าวอยู่  ข้าพเจ้าฟังแล้ว."
                          [เอวํ  ศัพท์  มีอวธารณะเป็นอรรถ]
           ด้วย เอวํ  ศัพท์  อันมีอวธารณะเป็นอรรถ  พระเถระย่อม
แสดงว่า " พระสูตรนั้น  ไม่หย่อนไม่ยิ่ง  โดยอรรถหรือโดยพยัญชนะ
อย่างนี้  คือไม่พึงเห็นโดยประการอื่น."  จริงอยู่  พระเถระนั้นเมื่อจะ
แสดงกำลังแห่งความทรงจำของตน  จะยังความเป็นผู้ใคร่ฟังให้เกิดแก่
สัตว์ทั้งหลาย  จึงกล่าวว่า  "ข้าพเจ้าฟังแล้วอย่างนี้."  อธิบายว่า
"พระสูตรนั้น  ข้าพเจ้าฟังแล้วอย่างนี้  คือเช่นนี้แล."
                                    [ข้อความเบ็ดเตล็ด]
           [๗]  สองบทว่า  เอกํ   สมยํ คือกาลหนึ่ง,  หรือในกาลหนึ่ง.
           บทว่า  สาวตฺถิยํ คือใกล้เมืองอันได้นามว่า  "สารวัตถี"    เพราะ
เป็นสถานที่อยู่อาศัยของฤาษีชื่อสวัตถะมาก่อน.   ก็สัตตมีวิภัติในบทว่า
"สาวตฺถิยํ"  นี้  ลงในอรรถแห่งสมีปะ  (แปลว่าใกล้).
           บทว่า  วิหรติ  คือทรงบำบัดความลำบากแห่งอิริยาบถอย่างหนึ่ง
ด้วยอิริยาบถอีกอย่างหนึ่ง  ทรงนำ  คือทรงยังอัตภาพให้เป็นไป  มิให้
ทรุดโทรม.
           บทว่า  เชตวเน  คือที่ได้นามว่า  "เชตวัน"  เพราะเป็นสวน
ของเจ้าเชต  เพราะสวนนั้นอันพระราชกุมารทรงนามว่าเชต  ทรงปลูก
และบำรุงให้เจริญแล้ว.
Posted by : หน้า ๑๐
วัน/เวลา : 12/8/2549 1:17:58
          บทว่า  อนาถปิณฺฑิกสฺส  คือของคฤหบดีอันได้นามว่า  "อนาถ-
ปิณฑิกะ"  เพราะมีก้อนข้าว  เพื่อคนอนาถา.  
           บทว่า  อาราเม  คือมหาวิหารอันอนาถบิณฑิกะนั้นสร้างแล้ว
ด้วยบริจาคเงิน  ๕๔ โกฏิ.
           [๘]  ศัพท์  อถ  เป็นนิบาต  ใช้ในอรรถว่า  ไม่ขาดสาย
ศัพท์ว่า โข  เป็นนิบาต  ใช้ในอรรถว่าแสดงว่าเรื่องอื่น.  ด้วยศัพท์ทั้ง ๒
นั้น  พระเถระย่อมชี้แจงว่า  เรื่องอื่นเกิดขึ้นแล้วในวิหารของพระผู้มี
พระภาคนั้น  มิได้ขาดเลย."  เพื่อจะแก่คำถามว่า " เรื่องอื่นนั้น  คือ
อะไร"  พระเถระจึงกล่าวว่า  "เทวดาองค์หนึ่ง"  เป็นต้น
           บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  อฺตรา  คือองค์หนึ่ง  มิได้ปรากฏ
โดยนามและโคตร.  อันที่จริง  คำว่า  เทวดา  นั่น  เป็นชื่อทั่วไปทั้งสตรี
ทั้งบุรุษ.  แต่ในที่นี้  บุรุษเท่านั้น  พระเถระเรียกว่า "เทวดา"  ความ
ก็ว่า  "เทพบุตร".
           สองบทว่า  อภิกฺกนตาย  รตฺติยา  คือเมื่อราตรีกล่าวคือปฐม-
ยามสิ้นสุดแล้ว.  จริงอยู่  ในคำว่า   อภิกฺกนฺตาย  รตฺติยา  นี้  อภิกฺกนฺต
ศัพท์  ใช้ในอรรถว่าสิ้นไป,  รตฺติ  ศัพท์  ใช้ในอรรถว่าปฐมยาม
ดุจในประโยคทั้งหลายเป็นต้นว่า  "พระเจ้าข้า  ราตรีล่วงไปแล้วปฐมยาม
ผ่านไปแล้ว"
           บทว่า  อภิกฺกนฺตวณฺณา  คือมีผิวพรรณงดงาม.  จริงอยู่

*  วิ.  จุลฺล.  ๒/๗๘๓.  
Posted by : หน้า ๑๑
วัน/เวลา : 12/8/2549 1:18:49
อภิกฺกนฺต  ศัพท์  ในคำว่า  "อภิกกฺกนฺตวณฺณา" นี้  ใช้ในอรรถว่า
งดงาม  ดุจในประโยคทั้งหลายว่า  "[ใคร]  มีพรรณงดงาม  ยังทิศทั้งปวง
ให้สว่างอยู่๑  เป็นต้น,  วณฺณ  ศัพท์  ในคำว่าผิว  ดุจในประโยค
ทั้งหลายว่า  "พระผู้มีพระภาค  มีพระฉวีดังทอง ๒"  เป็นต้น.
           บทว่า  เกวลกปฺปํ  คือไม่มีส่วนเหลือ  โดยรอบ.  จริงอยู่  
ความไม่มีส่วนเหลือ  เป็นอรรถแห่ง  เกวล  ศัพท์  ในคำว่า  เกวล-
กปฺปํ  นี้  ดุจในประโยคทั้งหลายว่า  "พระผู้มีพระภาค  ทรงประกาศ
พรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ๓"  เป็นต้น,  ความเป็นโดยรอบ
เป็นอรรถแห่ง  กปฺป  ศัพท์  ดุจในประโยคทั้งหลายว่า "...ยังพระ
เวฬุวันให้สว่างทั่วถึง ๔"  เป็นต้น.
           บทว่า  โอภาเสตฺวา  คือฉายารัศมีไป,   อธิบายว่า  ทำให้สว่างเป็น
อันเดียวกัน  ดุจพระจันทร์และพระอาทิตย์.
           หลายบทว่า  เยน  ภควา  เตนุปสฺงมิ  คือพระผู้มีพระภาค
ประทับอยู่ในที่ใด,  ก็ไปในที่นั้น.  จริงอยู่  สองบทว่า  เยน  เตน  นี่
เป็นตติยาวิภัติใช้ในอรรถแห่งสัตตมี.  อีกอย่างหนึ่ง  อธิบายว่า
พระผู้มีพระภาค  อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  พึงเข้าไปเฝ้าด้วยเหตุ
กล่าวคือประสงค์คุณวิเศษมีประการต่าง ๆ  อันใด,  เทวดาก็เข้าไป
เฝ้าแล้วด้วยเหตุอันนั้น.
           [๙]  คำว่า  อุปสงฺกมิตฺวา  เป็นเครื่องแสดงอวสานแห่งการ

๑.  วิ.  ขุ.  ๒๖/๘๙       ๒.  ขุ.  สุ. ๒๕/๓๖๐.  ม.ม. ๓/๕๓๖  เป็น  สุวณฺณวณฺโณสิ  ภควา
๓.  ข.  ส.  ๒๕/๓๕๖     ๔.  สํ.  ส.  ๒๕/๖๙
Posted by : หน้า ๑๒
วัน/เวลา : 12/8/2549 9:18:47
เฝ้า.  อีกอย่างหนึ่ง  อธิบายว่า  เทวดาไปแล้วอย่างนี้,  คือไปสู่สถาน
อันนับว่าใกล้พระศาสดา  ซึ่งชิดกว่านั้น.  
           บทว่า  อภิวาเทตฺวา ได้แก่ถวายบังคม.
           บทว่า  เอกมนฺตํ คือโอกาสแห่งหนึ่ง  ได้แก่  ข้างหนึ่ง.  บทว่า
เอกมนฺตํ  นี่  เป็นนปุสกลิงค์  แสดงภาวะ.   อีกอย่างหนึ่งเป็นทุติยา-
วิภัติ  ใช้ในอรรถแห่งสัตตมี,  ความว่า  ในโอกาสหนึ่ง.
           บทว่า  อฏฺฐาสิ  ได้แก่  สำเร็จการยืน,  ความว่า  ได้เป็นผู้
ยืนแล้ว.  ก็เทวดาผู้ยืนเว้นโทษแห่งการยืน ๖  คือยืนข้างหลังนัก ๑
ยืนข้างหน้านัก ๑  ยืนในที่ใกล้นัก  ๑  ยืนในที่ไกลนัก ๑  ยืนในที่
เหนือลม ๑  ยืนในประเทศสูง ๑  ชื่อว่ายืน  ณ  ส่วนข้างหนึ่ง.  ถามว่า
ก็เพราะเหตุไร ?  เทวดาจึงไม่นั่ง.  แก้ว่า  เพราะต้องการจะรีบกลับ.
ความจริง  เทวดาทั้งหลายอาศัยเหตุบางประการเท่านั้น  จึงมาสู่มนุษยโลก
ซึ่งเป็นดุจที่เว็จอันเต็มไปด้วยของไม่สะอาด,  ก็แลโดยปกติ  มนุษยโลก
ย่อมเป็นสถานที่ปฏิกูลแก่เทวดาเหล่านั้น  จำเดิมแต่ ๑๐๐  โยชน์  เพราะ
มีกลิ่นเหม็น,  พวกเทวดาย่อมไม่อภิรมในมนุษยโลกนั้น;  เพราะฉะนั้น
เทวดาจึงไม่นั่ง   เพราะต้องการจะทำกิจของผู้มาแล้วรีบกลับไป.
                                 [เทวดาทูลถามปัญหา]
           [๑๐]  เทพบุตรนั้น  ยืน  ณ  ส่วนข้างหนึ่งอย่างนั้นแล้ว  เห็น
เทวดาและพรหมทั้งหลายในหมื่นจักรวาล  ผู้ประชุมกันในจักรวาลนี้

*  เมื่อเป็นเช่นนั้น  ไฉนพวกภิกษุเห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมา  จึงยืนรับ.  แม้ภิกษุณีไปสำนักพระ
ผู้มีพระภาค  ก็ได้ยืน  ณ  ส่วนข้างหนึ่ง.
Posted by : หน้า ๑๓
วัน/เวลา : 12/8/2549 9:26:54
นิรมิตอัตภาพอันละเอียด  ๑๐  บ้าง  ๒๐  บ้าง  ๓๐  บ้าง  ๔๐  บ้าง  
๕๐  บ้าง  ๖๐  บ้าง  ๗๐  บ้าง  ๘๐  บ้าง  มีประมาณเท่าโอกาสแห่งที่สุด
ปลายขนทรายเส้นหนึ่ง  ยืนแวดล้อมพระผู้มีพระภาค  ผู้เปล่งปลั่งล่วง
เทวดาและพรหมเหล่านั้นทั้งหมด  ประทับนั่งบนบวรพุทธอาสน์ทีปูลาด
ไว้แล้ว  เพราะต่างมุ่งจะฟังมงคลปัญหา  ทราบความปริวิตกแห่งใจของ
พวกมนุษย์ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น  แม้มิได้มาในสมัยนั้น  ด้วยใจเพื่อจะ
ถอนลูกศรคือความสงสัยของเทวดาและมนุษย์ทุกจำพวก  จึงทูลถาม
พระผู้มีพระภาค.  ด้วยเหตุนั้น  ท่านอานนทเถระจึงกล่าวว่า "เอกมนฺตํ
ฐิตา  โข  สา"  เป็นต้น.
                                    [ฉันทลักษณะ]
           [๑๑]  วินิจฉัยในคำว่า  เอกมนฺตํ  ฐิตา  โข  สา เป็นต้นนั้น  ใน
อรรถกถาท่านแก้ว่า  บทว่า  คาถาย  ความว่า  ด้วยคำพูดที่กล่าวนิยม
อักขรบท.
           ในคำว่า  อกฺขรปทํ  นั้น   ความว่า  อักษรในบทกล่าวคือบาท
ชื่อว่าอักขรบท  ดังนี้  จึงจะถูก.  จริงอย่างนั้น   ในปกรณ์ฉันทวุตติปทีป
ท่านกล่าวไว้ว่า
           "การนิยม  แม้อักษรในบาทหนึ่ง  ชื่อว่าฉันทลักษณะ,
           ส่วนการนิยมครุและลหุใน ๔  บาท  ชื่อว่าพฤทธิลักษณะ."
           อีกนัยหนึ่ง (ในคำว่าอักขรบท)  ความว่า  " บทคืออักขระชื่อว่า

๑.  ปรมัตถโชติกา  ขุททกปาฐวัณณนา  ๑๓๖.  แต่ในอรรถกถานี้ว่า  ภควนตํ  คาถาย  อชฺฌภาสีต
ภควนฺตํ  อกฺขรปทนิยมมิตกถิเตน  วจเนน  อภาสีติ  อตฺโถ  ๒.  นี้เป็นชื่อหนังสือสัททาวิเสส
คัมภีร์หนึ่งว่าด้วยพฤทธิและฉันท์  พระญาณมงคลเถระเป็นผู้แต่ง.
 
Posted by : หน้า ๑๔
วัน/เวลา : 12/8/2549 9:29:01
อักขรบท"  ดังนี้  ก็ใช้ได้  เพราะท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์สันธิ พาลาตาร
ว่า  "การนิยมอักษร  พึงชื่อว่าฉันท์,  การนิยมครุและลหุพึงชื่อว่า
พฤทธิ"  และเพราะท่านกล่าวไว้ในฎีกาแห่งสันธิพาลาตาร  นั้นว่า
"การนิยม  คือวิธีวิเศษอันท่านกำหนดด้วยอักษรเหล่านี้  คือ  ย, ร, ต,
ภ, ช, ส, ม, น,  กล่าวคือ  ยชมาน  (ผู้บูชายัญ)  รวิ  (พระอาทิตย์)
โตย  (น้ำ)  ภูมิ (แผ่นดิน)  ชลน (ไฟ)   โสม (พระจันทร์)
มารุต (ลม)  นภ  (ฟ้า)  พึงชื่อว่าฉันท์   เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า
"ปิดเสียงซึ่งโทษ"  การกำหนดด้วยครุและลหุทั้งหลาย  พึงชื่อว่าพฤทธิ
เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า  "เป็นเครื่องกล่าว (คาถา).  ก็คณะ ๘ ย่อม
ได้ชื่อว่า ย  คณะเป็นต้น  ด้วยสามารถแห่งอักษร ๘  เหล่าใด  อักขระ
๘  มี ย  อักษรเป็นต้นเหล่านั้นแล  ท่านถือเอาแล้วด้วยศัพท์ว่าอักษร
ในบทว่า  อกฺขรปทํ  นี้.  ในการนิยม ๒  อย่างนั้น  การนิยมอักษร
ได้ในวรรณพฤทธิ;  และในวรรณพฤทธิ  นั้น  ม  คณะมีครุ ๓ น  คณะ
มีลหุ ๓.  ส่วนการนิยมครุและลหุ  ได้ในมาตราพฤทธิ,  และในมาตรา
พฤทธินั้น  ม  คณะมีครุ ๒  น  คณะมีลหุ ๔.  ส่วนคณะที่เหลือในพฤทธิ
ทั้ง ๒  เป็นเช่นเดียวกันแล.
                                 [ข้อความเบ็ดเตล็ด]
           [๑๒]  บทว่า  อชฺฌภาสิ  แปลว่า  ได้กล่าวแล้ว,  ความว่า
ทูลถาม.  ส่วนศัพท์ว่า  อธิ นั้น  เป็นเพียงอุปสัค.

๑.  ปกรณ์แรก  เป็นบาลี  ปกรณ์หลัง  เป็นฎีกา  เป็นคัมภีร์ในจำพวกสัททาวิเสส
๒.  เป็นชื่อคณะฉันท์  ย่อมมาจากศัพท์แสดงเบญจธาตุกับตะวัน  เดือน  พราหมณ์บูชายัญ  ๘
ด้วยกัน  รวมเรียก  อษฺฏมุรติ  คือ  ๘  รูปกายของพระอิศวร
Posted by : หน้า ๑๕
วัน/เวลา : 17/8/2549 0:21:27
          บทว่า  พหูคือมิใช่ผู้เดียว.
           เทวดาโดยอุปบัติ  มีเทวดาชั้นจาตุมหาราชเป็นต้น  ชื่อว่าเทวดา.
           ชนชาวชมพูทวีป  ชื่อว่า  มนุษย์.  
           บทว่า  มงฺคลามิ ความว่า  ซึ่งเหตุถึงความเจริญด้วยสมบัติทุก
ประเภท   ด้วยเหตุนั้น  ในอรรถกถา ๑ ท่านจึงกล่าวว่า  สัตว์ทั้งหลาย
ย่อมถึง  อธิบายว่า  ย่อมบรรลุซึ่งความสำเร็จ  และความเจริญด้วยเหตุ
เหล่านี้  เหตุนั้น  เหตุเหล่านี้  จึงชื่อว่า  มงคล."  แม้ในสัททนีติปกรณ์ ๒
ท่านก็กล่าวอรรถแห่งธาตุว่า  "ในบทว่า  มงฺคลํ นี้  มคิ  ธาตุ  เป็นไป
ในความถึง."  แล้วกล่าวบทกิริยาว่า  "มงฺคติ"  (ย่อมถึง);  ก็  มคิ
ธาตุ  เป็นอิการันต์,  เพราะเหตุนั้น  ในนิปผันรูป๓  จึงลงนิคคหิตอาคม.
           บท  อจินฺตยุ แปลว่า  คิดกันแล้ว.
           บทว่า  อากงฺขมานา  ได้แก่  จำนงอยู่  คือปรารถนาอยู่
           บท  โสตฺถานํ  แปลว่า  ซึ่งสวัสดิภาพ.  ความว่า  ซึ่งความ
ที่ธรรมอันเป็นไปในภพนี้และในภพหน้าอันงามทุกอย่างมีอยู่.
           [๑๓]  บทว่า  พฺรูหิ  แปลว่า  โปรดตรัส  คือโปรดแสดง.
           บทว่า  อุตฺตมํ  ความว่า  วิเศษ  คือ  ประเสริฐ  ได้แก่  นำมาซึ่ง
ประโยชน์สุขแก่โลกทั้งหมด.
           ก็ในคาถาทูลถามนี้  บัณฑิตพึงเห็นสันนิษฐานว่า  "ความ
ต่างกันแห่งวจนะ  เทพดากระทำด้วยสามารถเพ่งประเภทว่า  มงฺคลานิ ๔

๑.  ปรมัตถโชติกา  ขุททกปาฐวัณณนา  ๑๓๕.  ๒.  นี้เป็นชื่อคัมภีร์ไวยากรณ์  ในจำพวกสัททา-
วิเสส  แยกเป็นมหาสัททนีติคัมภีร์หนึ่ง  จุลกสัททนีติคัมภีร์หนึ่ง  ท่านอัครวงศาจารยบัณฑิตเป็นผู้แต่ง
๓.  รูปสำเร็จ  ๔.  มงฺคลานิ  เป็นพหุ.  เพราะเพ่งประเภท  คือกล่าวแยกเป็นอย่าง ๆ  ไป.

Posted by : หน้า ๑๖
วัน/เวลา : 17/8/2549 0:22:52
และด้วยสามารถเพ่งชาติ  (คือกำเนิด)  ว่า  มงฺคลํ ๑   เหมือนความต่าง  
กันแห่งวจนะ  อันท้าวสักกะทรงกระทำแล้วด้วยสามารถเพ่งประเภท
และชาติในกึ่งคาถานี้ว่า :-
              "ข้าแต่พระฤษีเจ้า  ขอพระองค์จงทรงเลือก
              พรเถิด,  หม่อนฉันจะถวายพร  ๘  ประการแก่
              พระองค์.๒"
           ส่วนในอรรถกถา ๓ ท่านกล่าวว่า  "พระผู้มีพระภาค  แม้อันเทพ-
บุตรเชื้อเชิญเพื่อให้ตรัสมงคลอย่างหนึ่ง  ด้วยคำว่า  "ขอพระองค์
โปรดตรัสมงคลอันสูงสุด,"  ดังนี้  แต่ตรัสคาถาหนึ่ง ๓  มงคล  ดุจ
บุรุษผู้มีอัธยาศัยกว้างขวาง  เขาขอน้อย  ก็ให้มาก  ฉะนั้น.
           [๑๔]  คาถานี้  ชื่อว่า  ปัฐยาวัตร,  สมดังที่ท่านกล่าวไว้ใน
คัมภีร์วุตโตทัย ๔  ว่า :-
              "ปัฐยาวัตร  ท่านกล่าวไว้แล้ว ด้วย ช คณะ
              แต่หน้า  ๔  อักษร ๕ ในบาทคู่ทั้งหลาย."

๑.  มฺงคลํ  เป็นเอก.  เพราะเพ่งชาติ  คือกล่าวรวมทุก ๆ  อย่าง  มงฺคลานิ =  วเร,  มงฺคลํ = วรํ.
๒.  มหาชาติ  กัณฑ์สักกบรรพ.    ๓. ปรมัตถโชติกา  ขุททกปาฐวัณณนา ๑๔๕.
๔.  คัมภีร์นี้  ท่านสังฆรักขิตเป็นผู้แต่ง.   ๕.  ศัพท์ว่า  สินฺธุ  โดยปกติแปลว่าแม่น้ำ  หรือ
แม่น้ำสินธุ  แต่ในตำราฉันท์พากย์มคธหรือสํสกฤต  ท่านใช้เป็นศัพท์แทนสังขยา  ในปกรณ์วชิรสาร
เรียกว่า  โลกสัญญังกิตสังขยา   ในคณิตศาสตร์สํสกฤตเรียกว่าสังขยาสัญญา  ท่านอธิบายไว้ว่า
โดยธรรมดามหาสมุทรมีสายเดียว  แต่โลกสังเกตกำหนดเอาเหลี่ยมเขาสุเมรุ ๔ ด้าน  เห็นเป็น
๔  สาย  เพราะฉะนั้น  ศัพท์ที่แปลว่า  แม่น้ำ  เช่น  สมุทฺท  อณฺเณว  เป็นต้น  ในตำราฉันท์  จึง
แปลว่า  ๔ อักษร.  แม้สังขยาอื่น ๆ  ก็มีนามศัพท์อย่างอื่น  ๆ  ใช้แทนเช่นเดียวกัน;  
Posted by : หน้า ๑๗
วัน/เวลา : 17/8/2549 0:23:21
          บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  สเมสุ  ได้แก่  ในบาทคู่ทั้งหลาย
กล่าวคือบาทบทที่ ๒  และบาทที่ ๔.  
           บทว่า  สินฺธุโต  คือถัดแต่ ๔  อักษรขึ้นไป.  คำว่า  แต่ ๔ อักษร
ขึ้นไปนั่น  เป็นเพียงตัวอย่าง  เพราะในบาทแห่งคาถาว่า "มงฺคลานิ
อจินฺตยุ" นี้  แสดง  ช  คณะแม้แต่ตัวอักษรตัวต้น.
           บทว่า  เชน แปลว่า  ด้วย  ช  คณะ.
           บทว่า  ปกิตฺติตํ  คือ  กล่าวแล้ว.
           คาถานั้น  ชื่อปัฐยา  เพราะเป็นวาจาที่จะต้องกล่าว  และชื่อว่า
วัตร  เพราะจะต้องร่ายโดยจตุราวัตร*  เพราะฉะนั้น  จึงชื่อว่า
ปัฐยาวัตร.  ส่วนในบาทขอนกล่าวคือบาทที่ ๑  และบาทที่ ๓ ส  คณะ
และ  น  คณะ  ถัดอักษรตัวต้นขึ้นไป  ย่อมไม่มี (คือใช้ไม่ได้).  คณะ
เหล่าอื่น  ท่านไม่ห้าม.
                                พรรณนาความแห่งคาถาทูลถาม  จบ

*  ปริวตฺตพฺพโต  แปลว่า  ร่าย  อย่างร่ายมนต์ ,  โบราณแปลโดยพยัญชนะ  เหตุอาจารย์พึงกล่าว
รอบคอบ.  จตุราวตฺเตน  แปลว่า  โดยเวียนมาแต่หน้า ๔ อักษร ;  หมายความว่า  เวียนมาแห่ง ย  คณะ
แต่หน้า ๔  อักษร  ในบาท ๑. ๓;  และเวียนมาแห่ง ช  คณะ  แต่หน้า ๔  อักษรในบาท ๒, ๔.
คำว่า  ๔  อักษร  ได้แก่อักษรต้น ๔  อักษรของทุก ๆ บท ที่เรียกว่าสินธุบ้าง  อรรณพบ้าง  ดังได้
กล่าวไว้แล้ว.  จตุราวัตรนี้  จะลงคณะใดก็ได้  ไม่ห้าม  แต่ในบาทที่ ๑-๓  ท่านห้ามไม่ให้ลง ส
คณะ  และ  ฯ  คณะ. ส คณะ  เช่น  สุคโต-(โส)  น คณะ  เช่น สุมุนิ (โน)
Posted by : หน้า ๑๘
วัน/เวลา : 17/8/2549 0:23:55
                             พรรณนาความแห่งคาถาที่ ๑
           [๑๕]  พระผู้มีพระภาค  อันเทพบุตรนั้นทูลถามอย่างนั้นแล้ว
เมื่อจะทรงวิสัชนาปัญหานั้น  ได้ตรัสพระคาถา  ๑๐  คาถา  ซึ่งแสดง
มงคล ๓๘  ประการมีว่า  "อเสวนา  จ  พาลานํ"  เป็นต้น.  บรรดา
คาถาเหล่านั้น  ข้าพเจ้าจะกล่าวความแห่งคาถาที่ ๑ ก่อน.
           [๑๖]  การไม่คบ  ชื่อว่า  อเสวนา.  บทว่า  พาลานํ  ได้แก่
คนพาล.  ฉัฏฐีวิภัติใช้ในกรรม.  แม้ในบาทที่ ๒  ก็นัยนี้เหมือนกัน.
           การบูชา  ชื่อว่า  ปูชา.  บทว่า  ปูชเนยฺยานํ  ได้แก่  วัตถุที่
ควรบูชา.  จตุตถีวิภัติใช้ในสัมปทาน.  อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
"ฉัฏฐีวิภัติใช้ในกรรม"  ก็มี.
           บทว่า  เอตํ  เป็นต้น  ความว่า  การไม่เสพคนพาล ๑  การ
เสพบัณฑิต ๑  การบูชาวัตถุที่ควรบูชา ๑  กรรม  ๓  อย่างมีการไม่
เสพเป็นต้น  เป็นมงคลอันสูงสุด.
           มีคำอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า  "เทพดา  ปัญหากรรมใด
อันท่านถามว่า  "ขอพระองค์โปรดตรัสมงคลอันสูงสุด,"  ในปัญหา
กรรมนั้น  ท่านจะถือเอากรรม ๓  อย่างนั้นว่า  เป็นมงคลอันสูงสุด
ก่อน,"  ความสังเขปในคาถาที่ ๑  นี้  เท่านี้.
 
Posted by : หน้า ๑๙
วัน/เวลา : 17/8/2549 0:24:35
                 กถาว่าด้วยเสพและไม่เสพพาลและบัณฑิต
                                     [แก้พาลศัพท์]  
           [๑๗]  ส่วนความพิสดารในคาถาที่ ๑ นี้  ดังต่อไปนี้ :-
           การไม่คบ  ความไม่มีคนพาลนั้นเป็นเพื่อน  ความไม่เข้าพวกด้วย
คนพาลนั้น  ชื่อว่าการไม่เสพ.  สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งผู้ประกอบด้วย
อกุศลกรรมบถ  ๑๐  มีปาณาติบาตเป็นต้น  ชื่อว่า   คนพาล.  อีกประการ
หนึ่ง  ครูทั้ง ๖  นี้   คือปรูณ  กัสสป,  มักขลิ  โคสาล,  นิครนถ  นาฏบุตร
สญชัย  เวลัฏฐบุตร,  ปกุทธ  กัจจายนะ,  อชิต  เกสกัมพล,  และปาป-
บุคคลเหล่าอื่นจากครูทั้ง ๖  นั้น   มีพระเทวทัตและโกกาลิกภิกษุเป็นต้น
พึงทราบว่า  "คนพาล."  จริงอยู่  คนเหล่านั้น   แม้ทั้งหมด  ท่านเรียกว่า
คนพาล  เพราะไม่เป็นอยู่ด้วยความเป็นอยู่ด้วยปัญญา  เป็นอยู่
ด้วยอาการสักว่าหายใจ.  ด้วนเหตุนั้น  ในอรรถกถา *ท่านจึงกล่าวว่า
"ชนเหล่าใด  เป็นอยู่  อธิบายว่า  ดำรงชีพอยู่  ด้วยอาการสักว่าลม
หายใจเข้าออก  หาใช่เป็นอยู่ด้วยปัญญาอันประเสริฐไม่  เหตุนั้น  ชน
เหล่านั้น  จึงชื่อว่า  พาล."  แม้ในสัททนีติปกรณ์  ท่านก็กล่าวไว้ว่า
"พล  ธาตุ  เป็นไปในอรรถว่าปราณ.  ปราณ  ก็คือความเป็นอยู่และ
การหายใจ;  ผู้ใด   ย่อมเป็นอยู่  คือยังหายในเข้าและหายใจเข้าออกอยู่
มีคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า  ดำรงชีพอยู่  ด้วยอาการสักว่าหายใจเข้าออก
หาเป็นอยู่ด้วยปัญญาอันประเสริฐไม่  เหตุนั้น  จึงชื่อว่า  พาล"

*  ปรมัตถโชติกา  ขุททกปกฐวัณณนา  ๑๓๗.
 
Posted by : หน้า ๒๐
วัน/เวลา : 17/8/2549 0:25:20
                                [ลักษณะคนพาล]
           ส่วนลักษณะคนพาล  พึงทราบด้วยอำนาจทุจริตมีความคิด
เรื่องที่คิดชั่วเป็นต้น.  จริงอยู่  คนพาล  แม้เมื่อคิด  ย่อมคิดแต่เรื่อง
ที่คิดชั่ว  ด้วยอำนาจอภิชฌา  พยาบาล  และมิจฉาทิฏฐิ  ถ่ายเดียว,
แม้เมื่อพูด  ก็พูดจำเพาะแต่คำที่พูดชั่ว  ต่างโดยวจีทุจริตมีมุสวาท
เป็นต้น,  แม้เมื่อทำ  ก็ทำจำเพาะแต่กรรมที่ทำชั่ว  ด้วยสามารถกายทุจริต
มีปาณาติบาตเป็นต้น.   ด้วยเหตุนั้น  ทุจริตทั้งหลายมีความคิดเรื่องที่
คิดชั่วเป็นต้นของเขา  ท่านจึงเรียกว่า  พาลลักษณะ  เพราะคนพาลเป็น
เหตุอันบุคคลกำหนด  คือรู้กันได้,  เรียกว่าพาลนิมิต  เพราะเป็นเหตุ
แห่งการหมายรู้คนพาล,  และเรียกว่าพาลาปทาน  เพราะคนพาลประพฤติ
ไม่ขาด.  ด้วยเหตุนั้น  ในพาลบัณฑิตสูตร*  ในอุปริปัณณาสก์
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า  "ภิกษุทั้งหลาย  พาลลักษณะ  พาลนิมิต
พาลาปทานของคนพาล  ๓  ประการเหล่านี้.  ๓  ประการอะไรบ้าง ?
ภิกษุทั้งหลาย  คนพาลในโลกนี้  ย่อมเป็นผู้คิดแต่เรื่องที่คิดชั่ว  พูดแต่
คำที่พูดชั่ว  ทำแต่กรรมที่ทำชั่ว."
                                    [แก้บัณฑิตศัพท์]
           [๑๘]   สัตว์ผู้ประกอบด้วยกุศลกรรมบถ  ๑๐  มีเว้นจากฆ่าสัตว์
เป็นต้นเหล่าใดเหล่าหนึ่ง  ชื่อว่า  บัณฑิต.  อีกประการหนึ่ง  พระ
พุทธะ  พระปัจเจกพุทธะ  พระมหาสาวก  ๘๐  และพระสาวกของพระ
ตถาคตเหล่าอื่น  ครูสุเนตต์  และอกิตติดาบสเป็นต้น  ในอดีตกาล

*  ม.  ย.  ๑๔/๓๑๑.
Posted by : หน้า ๒๑
วัน/เวลา : 22/8/2549 9:33:31
พึงทราบว่า  "บัณฑิต."  ท่านเหล่านั้นแม้ทั้งหมด  เรียกว่าบัณฑิต
เพราะดำเนินในประโยชน์ทั้งหลายด้วยปัญญาคติ.  ด้วยเหตุนั้น  ใน  
อรรถกถา ๑ท่านจึงกล่าวว่า  "เหล่าชนที่ชื่อว่าบัณฑิต  เพราะดำเนิน
อธิบายว่า  ไปในประโยชน์อันเป็นไปในภพนี้และภพหน้า  ด้วยญาณ-
คติ.  แม้ในสัททนีติปกรณ์  ท่านก็กล่าวไว้ว่า  "ปฑิ  ธาตุ  เป็นไปใน
ความไป.  ปัญญาใด  ย่อมดำเนิน  คือไปในประโยชน์ทั้งหลายแม้
อันสุขุม  คือทราบอาการแม้เป็นต้นว่าความบีบคั้นแห่งอรินสัจมีทุกข์
เป็นต้น  เหตุนั้น  ปัญญานั้น  จึงชื่อว่า  ปัณฑา,  ผู้ไป  คือดำเนินไป
ได้แก่เป็นไป  ด้วยปัญญาที่ชื่อว่าปัณฑา,  เหตุนั้น  จึงชื่อว่า  บัณฑิต,๒
อีกอย่างหนึ่ง  ปัญญา  ชื่อว่า  ปัณฑา  ของผู้นี้  เกิดพร้อมแล้ว  เหตุ
นั้น  ผู้นี้  จึงชื่อว่า  บัณฑิต ๓  ผู้ชื่อว่า  บัณฑิต  เพราะดำเนิน  คือไป
ด้วยญาณคติ."
                                     [ลักษณะบัณฑิต]
           ส่วนลักษณะบัณฑิต  พึงทราบด้วยสามารถแห่งสุจริตมีความ
คิดเรื่องที่คิดดีเป็นต้น  ที่ตรัสไว้ในพาลบัณฑิตสูตร ๔ อย่างนี้ว่า  "ภิกษุ
ทั้งหลาย  บัณฑิตลักษณะ  บัณฑิตนิมิต  บัณฑิตาปทาน  ของ
บัณฑิต ๓  ประการเหล่านี้.  ๓  ประการอะไรบ้าง ?  ภิกษุทั้งหลาย
บัณฑิตในโลกนี้  ย่อมเป็นผู้คิดแต่เรื่องที่คิดดี  พูดแต่คำพูดที่ดี  และ
ทำแต่กรรมที่ทำดี."  ก็คำว่า  สุจินฺติตจินฺตี  เป็นต้น  บัณฑิตพึง

๑.  ปรมัตถโชติกา  ขุททกปาฐวัณณนา  ๔๐.     ๒.  แปลว่า  ผู้ดำเนินไปด้วยปัญญา  ชื่อว่า  ปัณฑา
๓.  แปลว่า  มีปัญญา  ผู้ชื่อว่า  ปัณฑา.  ๔.  ม.  อ.  ๑๔/๓๒๑.
Posted by : หน้า ๒๒
วัน/เวลา : 22/8/2549 9:34:25
ประกอบด้วยสามารถแห่งสุจริตมีมโนสุจริตเป็นต้น  ฉะนั้นแล.
           [๑๙]  อีกนัยหนึ่ง   ชนเหล่าใด  ย่อมได้รับประโยชน์ทั้ง ๒ คือ
ปฏิบัติเพื่อได้รับประโยชน์นั้น,  ชนเหล่านั้น  ชื่อว่าบัณฑิต  เพราะ
พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในอุโภอัตถสูตร*  ในโกสลสังยุตอย่างนี้ว่า
             "ธีรชนท่านเรียกว่า  'บัณฑิต'  เพราะยึดไว้ได้
              ซึ่งประโยชน์  (ทั้ง ๒)  คือประโยชน์ในทิฏฐธรรม
              และประโยชน์ในสัมปรายภพ."
                               [แก้พาลศัพท์อีกนัยหนึ่ง]
           ชนจำพวกใด  ตัดเสียซึ่งประโยชน์ทั้ง  ๒  ถือเอาแต่สิ่งอันมิใช่
ประโยชน์ทั้ง ๒,  ชนจำพวกนั้น  ชื่อว่าพาล.  ความจริง  ท่านเรียกชน
จำพวกนั้นว่าพาล  ก็เพราะถือเอาสิ่งอันมิใช่ประโยชน์ทั้ง ๒  และเรียก
ว่าพาล  ก็เพราะตัดเสียซึ่งประโยชน์ทั้ง ๒.  กิริยาศัพท์ว่า  " ลนฺติ"
นั้น  จัดเข้าในหมวดธาตุมีภูธาตุเป็นต้น  โดยข้อบังคับว่า  ลา  ธาตุ
มี  ทฺวิ  ศัพท์เป็นบทเคียง  เป็นไปในความถือ.  กิริยาศัพท์ว่า  ลุนนฺติ
นั้น  จัดเข้าในหมวดธาตุมีกี่ธาตุเป็นต้น  โดยข้อบังคับว่า  ลุ ธาตุ  (มี
ทฺวิ  ศัพท์เป็นบทเคียง)  เป็นไปในความตัด.
                           [คนที่ควรเสพและไม่ควรเสพ]
           [๒๐]  ในคนพาลและบัณฑิตทั้ง ๒  พวกนั้น  พวกบัณฑิตเท่านั้น
ควรเสพ,  พวกคนพาล  หาควรเสพไม่;  เพราะพวกคนพาลเป็นเช่น

*  สํ.  ส.  ๑๕/๑๓๐  เรียกว่า  ทุติยอัปมาทสูตร.
Posted by : หน้า ๒๓
วัน/เวลา : 22/8/2549 9:35:20
กับปลาเน่า,  ผู้เสพคนพาลนั้น  ก็เช่นกับใบไม้ห่อปลาเน่า  ถึงความ
เป็นผู้อันวิญญูชนทั้งหลายควรทิ้งและเกลียดชัง.  (ฝ่าย)  บัณฑิต  เป็น
เช่นกับของหอมมีกฤษณาและมาลาเป็นต้น  ถึงความเป็นผู้ควร
กับใบไม้ที่พันของหอมมีกฤษณาและมาลาเป็นต้น  ถึงความเป็นผู้ควร
สรรเสริญและฟูใจของวิญญูชนทั้งหลาย.  
           ก็ผู้ใดคบคนใด,  ผู้นั้นก็มีคนนั้นเป็นคติเทียว.  แต่เพื่อจะแสดง
ความข้อนี้  จึงควรกล่าวเรื่องลูกนกแขกเต้าเป็นต้นไว้  (ดังต่อไปนี้) :-
                                  [เรื่องลูกนกแขกเต้า]
           [๒๑]  ดังได้สดับมา  ในอดีตกาล  มีลูกนกแขกเต้า  ๒  ตัวพี่น้อง
ในป่างิ้วใกล้สานุบรรพต.๑  และในด้านเหนือลมแห่งภูเขา  มีบ้านที่อยู่
อาศัยของโจร  ๕๐๐,  ในด้านใต้ลม  มีอาศรมที่อยู่อาศัยของฤษี  ๕๐๐.
ในเวลาที่ขนปีกลูกนกแขกเต้ายังไม่ออก  เกิดลมหัวด้วน๒ขึ้นแล้ว.  ลูก
นกทั้ง ๒ นั้น  ถูกลมนั้นพัดไปตกตัวละแห่ง.  ใน ๒ ตัวนั้น  ตัวหนึ่ง
ตกในระหว่างอาวุธ  ในบ้างโจร  เพราะเหตุที่ตกในที่นั้น  พวกโจร
จึงขนานนามว่า  สัตติคุมพะ ๓  เจริญขึ้นในระหว่างโจรเหล่านั้น.
ตัวหนึ่งตกในระหว่างดอกไม้  ที่หาดทรายใกล้อาศรม  เพราะเหตุที่
ตกในที่นั้น  พวกฤษีจึงขนานนามว่า  "ปุปผกะ" ๔  เจริญขึ้นในระหว่าง
ฤษีเหล่านั้น.

๑.  สานุ  ในอภิธานัปปทีปิกา  ข้อ  ๖๐๗  แปลว่า  ภูเขามีพื้นเสมอ.  สูจิ   หน้า  ๘๗๖.
๒.  วาตมณฺฑลิกา.  ๓.  พ่มหอก.  ๔.  ดอกไม้.
 
Posted by : หน้า ๒๔
วัน/เวลา : 22/8/2549 9:36:56
          คราวนั้น   พระราชา  ทรงพระนามว่า  ปัญจาละ  ในพระนครชื่อ
อุตตรปัญจาละ  ทรงประดับเครื่องอลังการพร้อมสรรพ  เสด็จทรง
รถไปป่า   เพื่อล่าเนื้อ  มีพระราชโองการดำรัสสั่งว่า  "  เนื้อหนีไป
ทางด้านของผู้ใด,  ผู้นั้นแล  ต้องถูกปรับ"  ดังนี้แล้ว  ได้เสด็จลงจาก
รถ  ทรงถือธนูประทับยืนอยู่  ณ  ที่กำบัง.  
           ขณะนั้น  เนื้อทรายตัวหนึ่ง  เมื่อพวกมนุษย์ฟาดพุ่มแห่งละเมาะ
ไม้อยู่  ก็ลุกขึ้นตรวจดูทางจะไป  เห็นว่าสถานที่พระราชาประทับยืนอยู่
เท่านั้นว่าง  จึงบ่ายหน้าทางนั้น  วิ่งหนีไปแล้ว.  มนุษย์ทั้งหลายก็
ทำการเยาะเย้ยกับพระราชา,  ท้าวเธอทรงตั้งพระราชาหฤทัยว่า  "จักจับ
ให้ได้ในบัดนี้"  จึงเสด็จขึ้นรถ  ทรงติดตามเนื้อไปโดยเร็ว.  พวก
บุรุษไม่อาจติดตามพระองค์ได้.  พระราชา  มีนายสารถีเป็นที่ ๒ ไม่
พบเนื้อแล้วเสด็จกลับ  ทรงสนานและเสวยน้ำ ณ  ลำธารอันน่ารื่นรมย์
แล้วบรรทมใต้ร่มไม้ในที่ใกล้บ้านโจร.
           คราวนั้น  โจรทั้งหมดเข้าป่ากันหมด,  ภายในบ้านเหลืออยู่แต่
นกสัตติคุมพะกับคนทำครัวคนหนึ่ง.  นกสัตติคุมพะออกจากบ้าน  พบ
พระราชาบรรทมแล้วอย่างนั้น  จึง (กลับ)  เข้าบ้าน  พูดกับคนทำครัว
ด้วยภาษามนุษย์ว่า  "พวกเราช่วยกันปลงพระชนม์พระราชา  เอาผ้า
และอาภรณ์ของพระองค์  จับพระองค์ที่พระบาทแล้วลากมา  เอากิ่งไม้
ปิดซ่อนเสีย ณ  ส่วนข้างหนึ่ง."  พระราชาตื่นบรรทม  ทรงได้ยินถ้อยคำ
นั้น  ทรงทราบว่า  "ที่นี่มีภัยเฉพาะหน้า"  ตกพระหฤทัย  เสด็จขึ้น
รถทรงหนีจากที่นั้น  ไปถึงอาศรมแห่งพวกฤษี.
Posted by : หน้า ๒๕
วัน/เวลา : 22/8/2549 9:37:45
          คราวนั้น  พวกฤษีไปเพื่อต้องการผลไม้น้อยใหญ่.  ในอาศรม
คงอยู่แต่นกปุปผกะตัวเดียว.  นกนั้นเห็นพระราชาแล้ว  ได้ทำปฏิสันถาวร
โดยนัยเป็นต้นว่า
           [๒๒]  "ขอเดชะพระมหาราชเจ้า  พระองค์เสด็จมา
              ดีแล้ว,  พระองค์มิได้เสด็จมาร้าย."  
           พระราชาทรงเสื่อมใสในปฏิสันถารของนกนั้น  ทรงสรรเสริญนก
ปุปผกะ  ทรงตำหนินกสัตติคุมพะนอกนี้  ด้วยพระดำรัสว่า
              "นกนี้ดีหนอ  เป็นชาตินก  (แต่)  ทรงธรรม
              อย่างเยี่ยม  ส่วนนกแขกเต้าอีกตัวหนึ่งนั่น
              พูดแต่คำมักได้."
           นกปุปผกะได้ฟังคำนั้น  จึงทูลว่า  "ขอเดชะมหาราชเจ้า
ข้าพระองค์ร่วมมารดาเดียวกันกับนกนั้น,  แต่เขาเติบโตในสำนักคน
ไม่ดี  คนพวกนั้นแนะนำแล้วด้วยโจรธรรม,   ข้าพระองค์เติบโตแล้ว
ในสำนักของพวกคนดี  คนเหล่านั้นแนะนำแล้วด้วยฤษีธรรม,  เหตุนั้น
ข้าพระองค์ทั้ง  ๒  จึงเป็นผู้ต่างกันโดยธรรม"  เมื่อจะแสดงธรรม
แด่พระราชาได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
           [๒๓]  "ข้าแต่พระราชา  ก็คนคบชนิดใด ๆ
              เป็นคนสงบหรือไม่สงบ   มีศีลหรือไร้ศีลก็ตาม
              เขาย่อม  (ตก)  ไปสู่อำนาจของคนชนิดนั้นแล.
              บุคคลทำคนเช่นใดให้เป็นมิตร  และเสพสนิท
              กับคนเช่นใด,  เขาก็เป็นคนเช่นนั้นแล;  เพราะ
   
Posted by : หน้า ๒๖
วัน/เวลา : 22/8/2549 9:39:23
             การอยู่ร่วมกัน  ย่อมเป็นเช่นนั้น.  คนชั่ว  ใคร
              คบเข้า  ก็เปื้อนคนคบ  ใครแตะต้องเข้า  ก็เปื้อน
              ผู้อื่น  ซึ่งเป็นผู้แตะต้องซึ่งมิได้เปื้อน  (มาแต่
              เดิม)  ดุจลูกศรอันร้าย  (ซึ่งกำซาบด้วยยาพิษ)
              ก็พลอยติดแล่งไปด้วย.  เพราะกลัวจะพลอย  
              เปื้อน  ธีรชนจึงไม่ควรมีคนชั่วเป็นสหายเสีย
              เลย.  คนห่อปลาเน่าด้วยในหญ้าคา  แม้ในหญ้าคา  ก็
              (พลอย)  เหม็นฟุ้งไปด้วย  ฉันใด,  การคบกับ
              คบพลอยก็ฉันนั้น.   เหตุนั้น  บัณฑิตรู้ความ
              แม้ใบก็ (พลอย)  หอมฟุ้งไปด้วยฉันใด,  การ
              อบรมของตน  (ว่า)  เหมือนใบไม้สำหรับห่อแล้ว
              ไม่พึงคบอสัตบุรุษ  ย่อมนำไปสู่นรก,  พวกสัตบุรุษ
              พวกอสัตบุรุษ  ย่อมนำไปสู่นรก,  พวกสัตบุรุษ
              ย่อมให้ถึงสุคติ."
                                        [แก้อรรถ]
           [๒๔]  บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  สนฺตํ  ได้แก่  สัตบุรุษ.
           บทว่า  อสํ  ได้แก่  อสัตบุรุษ.
           บทว่า  เสวมาโน  ได้แก่  อาจารย์.
           บทว่า  เสวมานํ  ได้แก่  อันเตวาสิก.
           บทว่า  สมฺผุฏโ€  ได้แก่  อาจารย์อันอันเตวาสิกแตะต้อง.

Posted by : หน้า ๒๗
วัน/เวลา : 22/8/2549 9:40:23
          สองบทว่า  สมฺผูสํ  ปรํ   ได้แก่  ผู้อื่น  คือ  อันเตวาสิกผู้แตะ  
ต้องอาจารย์อยู่.
           บทว่า  อลิตฺตํ  ความว่า  อาจารย์นั้น  ย่อมเปื้อนอันเตวาสิก
นั้น  ผู้อันบาปธรรมมิได้เปื้อน  (มาแต่เดิม)  ดุจลูกศรอันร้าย  คือ
อันกำซาบด้วยยาพิษ   พลอยติดแล่งศรอันมิได้เปื้อน  (มาแต่เดิม)
ฉะนั้น.  จริงอยู่  ผู้คบคนพาล  ถึงไม่ทำกรรมชั่ว  ก็ย่อมได้รับติฉัน
นินทาว่า  "ผู้คบคนพาล,"  เพราะฉะนั้น  นกแขกเต้า  จึงกล่าวว่า
"เอวํ  พาลุปเสวนา."  (ส่วน)  ผู้คบปราชญ์  แม้ไม่สามารถจะเป็น
บัณฑิตได้  ก็ยังได้เกียรติคุณว่า  "ผู้คบเพื่อนดีงาม,"  เพราะฉะนั้น
นกนั้น  จึงกล่าวว่า "เอวํ  ธีรุปเสวนา."
           บทว่า  ปตฺตปุฏสฺเสว  คือว่า  ดุจใบไม้สำหรับห่อคันธชาติมี
กฤษณาเป็นต้นนั่นแล.
           บทว่า  สมฺปากํ  ทราบว่าตนอบรมแล้ว  ด้วยอำนาจคลุกคลี
กับเพื่อนดีงาม.
           บทว่า  สนฺโต  ความว่า  พวกสัมมาทิฏฐิ  ย่อมยังพวกสัตว์
อาศัยตน  ให้ถึงสวรรค์อย่างเดียว.
           พระราชา  ทรงเสื่อมใสในธรรมกถาของนกนั้น  ทางไหว้ฤษี
ทั้งหลายผู้มาถึงแล้ว  ตรัสว่า  "ท่านผู้เจริญ  เมื่อท่านทั้งหลายจะ
อนุเคราะห์ข้าพเจ้า  ก็จงอยู่ในพระนครของข้าพเจ้าเถิด"  ดังนี้แล้ว
เสด็จไปยังพระนคร  พระราชทานอภัยแก่นกแขกเต้าทั้งหลาย  โปรด
ให้คณะฤษีผู้มาในพระนครนั้นอยู่ในพระอุทยาน  ทรงบำรุงจนตลอด
Posted by : หน้า ๒๘
วัน/เวลา : 22/8/2549 9:43:09
พระชนมชีพ  ทรงบำเพ็ญทางสวรรค์เต็มที่แล้ว.  ส่วนนกปุปผกะ  อยู่
ในป่า  ไป  (ตาม)  ยถากรรมแล้ว.
 เรื่องนกแขกเต้าในอรรถกถาแห่งสัตติคุมพชาดก๑  ในวีสตินิบาต  จบ
                                  [เรื่องช้างมหิฬามุข]
           [๒๕]  ในครั้งดึกดำบรรพ์  ยังมีช้างมงคลชื่อมหิฬามุข  ของ
พระเจ้าพรหมทัต  ในกรุงพาราณสี  มีศีล  สมบูรณ์ด้วยมารยาท;
ไม่เบียดเบียนใคร ๆ.
           ครั้นในวันหนึ่ง  ในตอนกลางคือ  พวกโจรมานั่งปรึกษากันใน
ที่ใกล้โรงช้างของพระราชว่า  "ต้องทำลายอุโมงค์อย่างนี้,  ต้อง
ทำการตัดช่องอย่างนี้,  ทำลายอุโมงค์และทำการตัดช่องแล้วลักของ  จึง
จะควร,  เมื่อจะลัก  ต้องฆ่าและตี  (เจ้าของ)  แล้วจึงลัก,  เมื่อได้
อย่างนี้  จึงจะไม่มีใครสามารถจะต่อสู้,๒  และขึ้นชื่อว่าโจร  ไม่ต้อง
มีสีลาจารวัตร,  ต้องเป็นคนกระด้าง  หยาบคาย  ร้ายกาจ."  โจร
เหล่านั้นปรึกษากันอย่างนี้  นัดแนะกันและกันแล้วก็ไป.  พวกโจรมา
ปรึกษากันในที่นั้นโดยอุบายนี้แล  ตั้งหลายวัน.
           ช้างได้ยินถ้อยคำของโจรเหล่านั้น  สำคัญว่า  "พวกนี้สอน
ให้เราสำเหนียก"  จึงคิดว่า  "คราวนี้  เราควรจะเป็นสัตว์กระด้าง
หยาบคาย  ร้ายกาจ"  ได้เป็นเหมือนอย่างนั้น.  ช้างนั้น  เอางวงจับ
คนเลี้ยงช้างที่มาถึงแล้ว ๆ แต่เช้าตรู่  ฟาดลง ณ ภาคพื้นให้ตายแล้ว.

๑.  ขุ.  ชา.  ๒๗/๔๓๕, ตทฏ€กถา  ๗/๗๗.
๒.  อุฏฐาตุ.

Posted by : หน้า ๒๙
วัน/เวลา : 22/8/2549 9:44:23
พวกมนุษย์จึงกราบทูลแด่พระราชา.  พระราชา  ทรงส่งอำมาตย์คน
หนึ่งไป  ด้วยตรัสสั่งว่า  "บัณฑิต  ท่านจงไป  (ดูให้)  รู้ว่า 'เพราะ
เหตุไร ?'  ช้างนั้นจึงกลายเป็นสัตว์ดุร้ายไปได้."  อำมาตย์นั้นไปแล้ว
ไม่เห็นโรคในตัวของช้าง  คิดว่า  "เจ้านี่  ดุร้ายเพราะอะไร ?"  เมื่อ
ใคร่ครวญไป  ก็แน่ใจว่า  "มันคงได้ยินคำดุร้ายของคนบางพวก  ใน
ที่ไม่ไกลเป็นแน่  จึงได้กลายเป็นสัตว์ดุร้าย"   จึงถามพวกเลี้ยงช้าง
ว่า  ใคร  ๆ  เคยพูดอะไรกันในเวลากลางคืน  ในที่ใกล้โรงช้าง  มี
บ้างไหม ?"  
           พวกเลี้ยงช้าง.  "มีขอรับ,  นายพวกโจรมาปรึกษา."
           อำมาตย์นั้น  จึงไปกราบทูลว่า  "ขอเดชะ   ในตัวของช้าง
ไม่มีอาการแปลกอย่างอื่น,  มันฟังถ้อยคำของพวกโจร  จึงกลายเป็น
สัตว์ดุร้าย ;  บัดนี้  ควรที่จะนิมนต์สมณพราหมณ์ผู้มีศีลทั้งหลาย  ให้
นั่งใกล้โรงช้าง  แล้วกล่าวเรื่องเกี่ยวด้วยศีลและมรรยาท."  พระราชา
รับสั่งให้ทำดังนั้นแล้ว.  สมณพราหมณ์เหล่านั้น  กล่าวเรื่องศีลว่า  "ไม่
ควรจับต้องใคร ๆ  ไม่ควรฆ่าใคร ๆ  ควรจะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล
และมรรยาท  ประกอบด้วยขันติ  เมตตาและความเอ็นดู."  ช้างได้ฟัง
ดังนั้น  สำคัญว่า  "พวกนี่  ให้เราสำเหนียก."  จึงคิดว่า "ตั้งแต่นี้ต่อไป
เราพึงเป็นผู้มีศีล"  ได้  (กลับ)  เป็นผู้มีศีลแล้ว.
           เรื่องช้างมหิฬามุข  ในอรรถกถาแห่งมหิฬามุขชาดก *  ใน
เอกนิบาต  จบ.

*  ขุ.  ชา.  ๒๗/๙.  ตทฏฺ€กถา.  ๑/๒๗๙.
Posted by : หน้า ๓๐
วัน/เวลา : 22/8/2549 9:47:48
                                 [เรื่องม้าปัณฑวะ]
           [๒๖]  ในอดีตกาล  ได้มีพระราชา  (พระองค์หนึ่ง)  ในกรุง
พาราณสี  ทรงพระนามว่า  สามะ  พระโพธิสัตว์เป็นอำมาตย์ผู้อนุศาสก์
อรรถธรรมของท้าวเธอ.  และท้าวเธอมีม้ามงคลอยู่  (ตัวหนึ่ง)  ชื่อ
ปัณฑวะ.  คนเลี้ยงม้าของพระองค์  ชื่อนายคิริทัต  เป็นคนขาเขยก.
ม้าเห็นเขาจับบังเหียนเดินนำหน้า  สำคัญว่า  "เจ้านี่  ให้เราศึกษา"
จึงสำเหนียกตามอาการของเขา  ได้เป็นม้าขาเขยกไป.   พระราชาว่า
"พวกข้าพระองค์ไม่พบโรคของม้านั้น."  พระราชาทรงส่งพระโพธิ-
สัตว์ไป  ด้วยรับสั่งว่า  "ท่านจงไป  (ดูให้)  รู้เหตุในเรื่องนี้."  พระ
โพธิสัตว์นั้นไปแล้ว  ทราบว่าม้านั้นเดินกะเผลก  เพราะเกี่ยวข้อง ๑ กับ
คนเลี้ยงม้าขาเขยก  จึงกราบทูลว่า  "ขอเดชะ  เหตุที่เป็นเช่นนี้
เพราะโทษที่เกี่ยวข้องกัน"  ดังนี้แล้ว  กราบทูลว่า  "ม้านั้น  ได้คน
เลี้ยงที่ดีแล้ว  จักดีเหมือนอย่างเดิม."  พระราชารับสั่งให้ทำอย่าง
นั้น.  ม้าได้ตั้งอยู่ในปกติภาพแล้ว.
           เรื่องม้าปัณฑวะ   ในอรรถกถาแห่งคิริทัตตชาดก ๒ในทุกนิบาต  จบ.

๑.  การเกี่ยวข้อง  ๕  อย่าง  คือ  เกี่ยวข้องด้วยการฟัง ๑  เกี่ยวข้องด้วยการเห็น ๑  เกี่ยวข้อง
ด้วยการสนทนาปราศรัย ๑  เกี่ยวข้องด้วยการกินร่วม ๑  เกี่ยวข้องด้วยกาย ๑  แต่
ในที่นี้หมายเอาการเกี่ยวข้องด้วยการเห็น.  ปปญฺจสูทนี  ๒/๑๙๒.  ๒.  ขุ.  ชา.  ๒๗/๖๕
ตทฏฺฐกถา.  ๓/๑๒๙.
Posted by : หน้า ๓๑
วัน/เวลา : 22/8/2549 9:48:20
                                  [เรื่องผลมะม่วง]
           [๒๗]  ในอดีตกาล  ในเมืองพาราณสี   ได้มีพระราชาทรงพระ
นามว่าทธิวาหนะ.  พระโพธิสัตว์เป็นอมาตย์ผู้อนุศาสก์อรรถธรรมของ
พระองค์.  ต่อมาวันหนึ่ง  พระราชารับสั่งให้ขึงข่าย ณ  ด้านเหนือและ
ด้านใต้  ในมหานทีแล้ว  ทรงเล่าน้ำ.  มะม่วงสุกผลหนึ่ง  เป็นของ
บริโภคสำหรับเทวดา  ลอยมาจากสระกัณณมุณฑ์  (สระมุมมน)  ติดอยู่ที่
ข่ายแล้ว.  พวกเจ้าพนักงานยกข่ายขึ้น  เห็นผลมะม่วงนั้น  ได้ทูลเกล้า
ถวายแด่พระราชาแล้ว.  พระราชาตรัสถามพวกพรานว่า  "นี้ผลไม้
อะไร"  ทรงสดับแล้ว  "ผลมะม่วง"  จึงเสวยแล้วรับสั่งให้เพาะเมล็ด
ไว้ในพระอุทยานของพระองค์  ให้รดด้วยน้ำผะผสมกับน้ำนม.  ต้นงอก
แล้วได้เผล็ดผลในปีที่ ๓.  ต้นมะม่วงได้มีสักการะเป็นอันมาก.  ทวย-
นครย่อมรดด้วยน้ำผะผสมน้ำนม,  ให้เจิม ๕  แห่งด้วยของหอม,
สวมพวกมาลัย,  ตามประทีปด้วยน้ำมันหอม.  และได้มีการวงต้น
มะม่วงนั้นด้วยม่านผ้า.  ผลทั้งหลายได้มีรสอร่อย  มีสีดุจทองคำ
พระราชาเมื่อจะทางส่งผลมะม่วงไปถวายพระราชาอื่นๆ  รับสั่งให้
เอาเงี่ยงกระเบนแทงที่หน่องอกแล้ว  จึงส่งไป.    เมล็ดที่พระราชา
เหล่านั้นเสวยมะม่วงแล้ว  โปรดให้เพาะไว้   ก็ไม่สำเร็จ,  ต่อมา
พระราชาองค์หนึ่ง  ทรงทราบเหตุ  จึงพระราชทานทรัพย์พันหนึ่ง
แล้วทางส่งคนเฝ้าพระอุทยานคนหนึ่ง  ไป  ด้วยรับสั่งว่า  "  ท่านจงไป
จงยังรสแห่งผลมะม่วงของพระเจ้าทธิวาหนะให้เสียหาย  แล้วทำให้
เป็นของขมขื่น."  เขาทูลรับว่า  "ดีละ"  แล้ว  เข้าไปเฝ้าพระเจ้า

Posted by : หน้า ๓๒
วัน/เวลา : 22/8/2549 9:48:54
ทธิวาหนะ  กราบทูลความที่ตนเป็นคนเฝ้าพระอุทยาน  แล้วพรรณนา
อานุภาพของตน.  พระราชารับสั่งให้เขาอยู่ในสำนักของคนเฝ้าพระ
อุทยานของพระองค์.  จำเดิมแต่นั้นมา  ชนทั้งสองก็  (ช่วยกัน)
บำรุงพระอุทยาน.  คนเฝ้าพระอุทยานผู้มาใหม่  ทำดอกไม้อันมิใช่
ฤดูกาลให้บาน  ทำผลให้อันมิใช่ฤดูกาลให้เผล็ดผล  ได้ทำพระอุทยาน
ให้เป็นรมณียสถานแล้ว.  พระราชาก็โปรดปราน   จึงปลดคนเฝ้าพระ  
อุทยานคนเก่าออกแล้ว  ได้พระราชาทานพระอุทาน (ให้เป็นหน้าที่)
แก่เขาผู้เดียว.  เขาจึงปลูกสะเดาและเถาบอระเพ็ดล้อมต้นมะม่วง  สะเดา
และเถาบอระเพ็ด  ก็งอกงามขึ้นโดยลำดับ.  รากและกิ่งของมะม่วง
เกี่ยวพันกับรากและกิ่ง  (ของสะเดาและเถาบอระเพ็ด)  เพราะการระคน
ด้วยของมีรสไม่อร่อยนั้น  มะม่วงซึ่งเป็นผลไม้มีรสอร่อยถึงเพียงนั้น
จึงกลายเป็นขม  มีสรคล้ายในสะเดา.  คนเฝ้าพระอุทยาน  ทราบว่า
ผลมะม่วงขมแล้ว  ก็หนีไป.  พระราชาเสด็จไปสู่พระอุทยาน  เสวย
ผลมะม่วง   ไม่อาจจะทรงกลืนเยื่อมะม่วง  ซึ่งเป็นดุจการสะเดาได้
ทรงขากถ่มเสียแล้ว  ตรัสถามพระโพธิสัตว์ว่า  "บัณฑิต  ต้นไม้นี้
ไม่มีความเสื่อมจากการบริหารเดิม,  แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น  ผลของมัน
ก็ยังกลับขมไปได้,  เหตุอะไรหนอ ?"  พระโพธิสัตว์เมื่อจะทูลเหตุ
แห่งการเป็นดังนั้น  จึงทูลว่า
              [๒๘]  "ข้าแต่พระเจ้าทธิวาหนะ  มะม่วงของ
              พระองค์  มีต้นสะเดาแวดล้อม,  รากเกี่ยวพัน
              ราก  กิ่งเกี่ยวพันกิ่ง,  เพราะเหตุที่อยู่ร่วมกัน
Posted by : หน้า ๓๓
วัน/เวลา : 22/8/2549 9:49:23
             ของไม่อร่อยนั้น  มะม่วงจึงมีผลขม."  
           ต้นสะเดาชื่อว่า  ปุจิมันทะ  ในคาถานั้น.  กิ่ง  ได้แก่กิ่งของต้น
สะเดา.  สองบทว่า  สาขํ  นิเสวเร  คือ  ย่อมเกี่ยวพันกิ่งของมะม่วง.
           บาทพระคาถาว่า  อสาตสนฺนิวาเสน  คือ  เพราะอยู่ร่วมกับต้น
สะเดา  ซึ่งมีรสไม่อร่อย.
           บทว่า  เตน  แปลว่า  เพราะเหตุนั้น.  บทว่า กฏุกปฺผโล  คือ
กลับเป็นผลไม้มีรสขม.
           พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว  รับสั่งให้ตัดสะเดาและบอระเพ็ด
เสียทั้งหมด  แล้วให้ถอนราก  ให้ขนดินปุ๋ยที่มีรสไม่อร่อยโดยรอบ
ออกเสีย  แล้วให้ใส่ดินปุ๋ยที่มีรสอร่อย  ให้รดมะม่วงด้วยน้ำผสมกับ
น้ำนม  น้ำผสมน้ำตาลกรวดและน้ำหอมอีก  แล้วทรงมอบพระ
อุทยานให้คนเฝ้าพระอุทยานคนเก่านั่นแลอีก  เพราะระคนกับของมี
รสอร่อย  มะม่วงจึงมีรสอร่อยอีก.
           เรื่องมะม่วง  ในอรรถกถาแห่งทธิวาหนชาดก ๑ ในทุกนิบาต  จบ.
                            [ของไร้ชีวิตยังติดกันได้ *]
           [๒๙]  แม้ของอันไร้ชีวิต  ยังกลายเป็นของไม่น่าปรารถนา
เพราะประกอบร่วมกับของอันไม่น่าปรารถนา  กลายเป็นของน่า
ปรารถนา  เพราะประกอบร่วมกับของอันน่าปรารถนา  ดังพรรณนา
มาฉะนั้น  จะป่วยกล่าวไปไยในของซึ่งมีชีวิตเล่า.  ด้วยเหตุนั้น  ใน

๑.  ขุ.  ชา.  ๒๗/๖๗.  ตทฏฺฐกถา.  ๓/๑๓๔.  *พระมหาฉาย  สุวฑฺฒโน  ป.  ๘  วัดบวร-
นิเวศวิหาร  แปล.
Posted by : หน้า ๓๔
วัน/เวลา : 22/8/2549 9:50:00
อัตถุปปัตติ  (เหตุเกิด)  แห่งทธิวาหนชาดก  พระผู้มีพระภาคจึง
ตรัสว่า  "ภิกษุทั้งหลาย  ขึ้นชื่อว่าการอยู่ร่วมกับคนไม่ดี  เป็นการ
เลว  ก่อแต่สิ่งอันไม่มีประโยชน์,  จะพึงกล่าวอะไรในการอยู่ร่วมกับ  
คนไม่ดีนั้นเล่า  เพราะการอยู่ร่วมกับคนชั่วทำความพินาศให้แก่ชนผู้
เป็นมนุษย์,  แม้แต่ต้นมะม่วง  ซึ่งไม่มีเจตนามีรสหวานเปรียบปาน
รสทิพย์  อาศัยการอยู่ร่วมกับต้นสะเดาอันมีรสขมหารสหวานมิได้
ยังกลายเป็นต้นไม้ไม่มีรสหวาน  มีรสขมไปในกาลก่อน.
                [คนพาลเป็นดังอมิตร  บัณฑิตเป็นดังญาติ]
           [๓๐]  อีกนัยหนึ่ง  คนพาลทั้งหลายเปรียบเหมือนอมิตรผู้มีดาบ
ในมือ,  บัณฑิตทั้งหลายเปรียบเหมือนญาติที่รัก.  จริงอย่างนั้น  พระ
ผู้มีพระภาคเจ้า  เมื่อประทับ  ทำหมู่บ้านเวฬุวคาม  อันตั้งอยู่ในที่ไม่
ไกลเบื้องทิศทักษิณแห่งเมืองไพศาลี  เป็นโคจรคาม  ได้เกิดประชวร
ลงพระโลหิต.  ท้าวสักกเทวราช  ทรงทราบเหตุนั้นแล้ว  เสด็จมา
ทรงอุปัฏฐากพระศาสดาอยู่  มิให้ผู้อื่นแตะต้องภาชนะสำหรับรอง
พระบังคนหนักของพระศาสดาแม้ด้วยมือเลย  วางไว้เหนือพระเศียร
ทีเดียวนำออกไปเหมือนคนนำภาชนะของหอมไป.  ท้าวเธอทรง
อุปัฏฐากอยู่อย่างนี้  ในเวลาพระศาสดาทรงผาสุก  จึงเสด็จไปสู่
เทวโลก.  ภิกษุทั้งหลายพูดกันว่า "น่าอัศจรรย์  ท้าวสักกเทวราช  มี
ความรักใคร่ในพระศาสดา,  พระองค์ทรงสละทิพยสมบัติมาอุปัฏฐาก
แล้ว."  พระศาสดาตรัสว่า  "ภิกษุทั้งหลาย  ท้าวสักกเทวราช  ทรง
พิจารณาเห็นว่า  'การเห็นพระอริยเจ้าทั้งหลายก็ดี  ภาวะคือกิริยา  มี
Posted by : หน้า ๓๕
วัน/เวลา : 22/8/2549 9:51:39
การนั่งเป็นต้นในที่แห่งเดียวกันกับท่านก็ดี  ภาวะคือการได้ทำวัตรและ
ปฏิวัตรแก่ท่านก็ดี  ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จ'  ดังนี้แล้ว  จึงเสด็จมา
อุปัฏฐากเรา"  เมื่อจะทรงแสดง  (ความ)  ได้ตรัสพระคาถาทั้งหลาย
ในสักกเทวินทวัตถุ ๑  ในสุขวรรคแห่งพระธรรมบทว่า  
              [๓๑] "แท้จริง  บุคคลผู้มีปกติเที่ยวสสมคบคน
              พาล  ย่อมเศร้าโศกสิ้นกาลนาน,  เพราะการ
              อยู่ร่วมกับเหล่าคนพาล  เป็นเหตุนำทุกข์มาให้
              ในกาลทุกเมื่อ  เหมือนการอยู่ร่วมกับศัตรู
              ส่วนบัณฑิตมีการอยู่ร่วมเป็นสุข  เหมือน
              สมาคมแห่งหมู่ญาติ  เพราะเหตุนั้นแล  นรชน
              พึงคบบัณฑิต  ผู้มีปัญญา  เป็นพหุสุต  เอาการ
              งาน  มีศีล  มีวัตร  ไกลจากกิเลส  และเป็น
              สัตบุรุษ  มีปัญญาดี  เปรียบดังพระจันทร์คบ
              อาการอันเป็นทางโคจรแห่งดวงดาว ๒ ฉะนั้น."
                                   [แก้อรรถ]
           บรรดาบทเหล่านั้น  บาทคาถาว่า  พาลสงฺคตจารี  หิ  ความ
ว่า  แท้จริง  คือ  ความจริง  บุคคลผู้มีปกติเที่ยวร่วมกับคนพาล.
บทว่า  ทีฆมทฺธานํ  ความว่า  บุคคลผู้มีปกติเที่ยวร่วมกับคนพาล
กระทำกรรมชั่ว  มีตัดที่ต่อเป็นต้น  ได้ประสบทุกข์  มีถูกตัดมือ
เป็นต้น  ชื่อว่า  เศร้าโศกสิ้นกาลนาน.  การอยู่โดยความเป็นพวก

๑.  ขุ.  ธ.  ๒๕/๔๒    ๒.  นักษัตร  Star.
Posted by : หน้า ๓๖
วัน/เวลา : 22/8/2549 9:52:04
เดียวกัน  ชื่อว่าการอยู่ร่วม.  บทว่า  อมิตฺเตเนว  ความว่า  เหมือน
การอยู่ร่วมกับศัตรูผู้มีดาบในมือ  หรือสัตว์ร้าย  มีอสรพิษเป็นต้น.
บทว่า  สพฺพทา  คือ  การอยู่ร่วมกับหมู่คนพาลเป็นทุกข์ร่ำไป.
การอยู่ร่วมด้วยบัณฑิตนั้นเป็นสุข  เพราะฉะนั้น  บัณฑิตจึงชื่อว่า
มีการอยู่ร่วมเป็นสุข  อธิบายว่า  การอยู่ในสถานที่เดียวกันกับ  
บัณฑิต  เป็นเหตุนำสุขมา.  เหมือนอะไร ?  เหมือนสมาคมแห่งหมู่
ญาติ.  อธิบายว่า  ประหนึ่ง  ประชุมแห่งหมู่ญาติผู้เป็นที่รัก  เป็น
ความสุข.  บทว่า  ตสฺมา  หิ  ความว่า  เพราะเหตุที่การอยู่
ร่วมกับคนพาลเป็นทุกข์,  การอยู่ร่วมกับบัณฑิตเป็นสุข.  บทว่า
ธีรํ  คือ  ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาเครื่องทรงจำ.  บทว่า  ปญฺํ  ได้แก่
ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา  ทั้งที่เป็นโลกิยะ  ทั้งที่เป็นโลกุตตระ.  บทว่า
พหุสฺสุตํ  คือ  เป็นพหุสูต  ด้วยปริยัติ*  ปฏิบัติและปฏิเวธ.  บทว่า
โธรยฺหสีลพฺพตวนฺตํ  ได้แก่  ชื่อว่ามีปกติเอาการงาน เพราะ
นำไปซึ่งธุระ  กล่าวคือยังตนให้บรรลุพระอรหัตตผล  มีศีลและมี
ธุดงค์.  บทว่า  อริยํ  แปลว่า  อยู่ห่างไกลจากกิเลส.  บทว่า  สุเมธํ
ได้แก่  มีปัญญางาม.  บทว่า  นกฺขตฺตปถํว ความว่า  เปรียบดัง
พระจันทร์  คือวิมานของพระจันทร์  เสพอากาศอันเป็นทางแห่ง
นักษัตรทั้งหลาย.

*  อาคม  โดยพยัญชนะ  แปลว่า  นิกายเป็นที่มา  เป็นเหตุ,  เป็นแดนมา,  แห่งประโยชน์ตนและ
ประโยชน์ผู้อื่นเป็นต้น  โดยอรรถ  หมายถึงปริยัติ.  อธิคม  โดยพยัญชนะ  แปลว่า  มรรคผลเป็นที่
บรรลุ  โดยอรรถ  หมายถึงปฏิบัติและปฏิเวธ.  ถ้าเป็นผู้บรรลุ  เป็นอธิคต  ที่หมายถึงพระอริยะหรือ  Holy man.
Posted by : หน้า ๓๗
วัน/เวลา : 22/8/2549 9:54:11
                            [พระดาบสสอนบุตร]
           [๓๒]  แม้พระโพธิสัตว์เป็นดาบสอยู่ในหิมวันตประเทศ  เมื่อ
จะสอนดาบสกุมารของตน  ซึ่งเบื่อหน่ายใคร่จะออกจากป่าไป
อยู่ในถิ่นมนุษย์  ได้กล่าวคาถาเหล่านี้  ในหลิททราคชาดก ๑  ในนวก-
นิบาต  ว่า
              "ผู้ใด  ไม่มีกรรมชั่วทางกาย  ทางวาจา  และ
              ทางใจ,  เจ้าไปจากที่นี้แล้ว  จงตั้งตนไว้
              เหมือนบุตรที่เกิดแต่อก  คบหาผู้นั้น;
              อนึ่ง  ผู้ใดประพฤติโดยธรรม  แม้ประพฤติ
              อยู่ไม่เย่อหยิ่ง,  เจ้าไปจากที่นี้แล้ว  จงคบหา
              ผู้นั้น  ซึ่งมีปกติทำกรรมอันบริสุทธิ์  มีปัญญา;
              ลูกเอ๋ย ๒  หากว่าพื้นชมพูทวีปทั้งสิ้นนี้  แม้จะ
              พึงไร้มนุษย์ไซร้;  เจ้าก็อย่าคบหาคนผู้มีจิต
              ดุจลิง  (ตลบแตลง)  เป็นดังผ้าที่ย้อมด้วยขมิ้น
              ผู้รักง่ายหน่ายเร็วเช่นนั้นเลย,  เจ้าจงหลีกเลี่ยง
              มันเสียให้ห่างไกลเหมือนหนึ่งคนขลาด  หลีก
              อสรพิษตัวดุร้ายแต่ไกล  เหมือนคนเกลียดคูถ
              หลีกหนทางใหญ่อันเปื้อนคูถ  เหมือนคนขับ
              ยาน  เลี่ยงหนทางที่ขุรขระเสียฉะนั้น;  พ่อ

๑.  ขุ.  ชา.  ๒๗/๒๖๔.  ตทฏฺ€กถา.  ๕/๓๙๔     ๒.  คำนี้  เป็นพวกกติปยศัพท์  เป็นอาลปนะ
ใช้เรียกได้ทั้งบิดาทั้งบุตร  ในที่นี้  เป็นคำบิดาเรียกบุตร  เห็นควรแปลให้ตรงภาษาไทยที่ใช้อยู่.
             
Posted by : หน้า ๓๘
วัน/เวลา : 22/8/2549 9:58:04
             ความฉิบหายทั้งหลาย  ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้
              ส้องเสพคบพาลเกินไป,  เจ้าอย่าสมาคมกับ
              คนพาลนะ,  เพราะการอยู่ร่วมกับคนพาล  เป็น
              เหตุนำทุกข์มาให้  ดุจการอยู่ร่วมกับศัตรูในกาล
              ทุกเมื่อ,  พ่อ  เพราะเหตุนั้น  พ่อจึงขอร้องเจ้า
              ไว้,  เจ้าจงทำตามคำของพ่อ,  เจ้าอย่าริสมาคม
              กับคนพาล  เป็นอันขาด,  เพราะการสมาคม
              กับพวกคนพาล  เป็นเหตุนำทุกข์มาให้."
                                     [แก้อรรถ]
           บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  อุรสีว  ความว่า  จงดำรง  คือตั้ง
(ตน)  ไว้ให้เหมือนบุตรผู้เกิดแต่อกของมารดา  ฉะนั้น.  อธิบายว่า
เจ้าดำรง  (ตน)  ไว้อย่างนั้นแล้ว  พึงสำคัญดุจมารดาของตน  คบหา
บุคคลนั้น.
           บทว่า  ธมฺเมนได้แก่  โดยธรรมคือสุจริต ๓ อย่างนั่นเอง.
           บทว่า  น  มญฺติ  ความว่า  อนึ่ง  แม้ประพฤติอยู่อย่างนั้น
ก็ไม่ทำความจองหองว่า  "เราประพฤติธรรม."
           บทว่า  วิสุทฺธการึ  ได้แก่  ผู้ทำกรรมอันบริสุทธ์  คือ  กุศล-
กรรมบถ ๑๐ ประการ.  บทว่า หลิทฺทราคํ  คือ  ชื่อว่า  ผู้เช่นกับผ้า
ที่ย้อมด้วยขมิ้น  เพราะความเป็นผู้มีจิตไม่มั่นคง.  บทว่า  กปิจิตฺตํ
ได้แก่  มีจิตวอกแวก  คือมีจิตกลับกลอก.
           บทว่า  ปุริสํ  ได้แก่  บุคคล.  บทว่า  ราควิราคินํ  คือมักรัก
Posted by : หน้า ๓๙
วัน/เวลา : 22/8/2549 10:00:13
ใคร่และมักจืดจาง (เร็ว).  อธิบายว่า  มีสภาวะคือรักแล้วจืดจางไป
ในขณะนั้นนั่นเอง.  
           บาทคาถาว่า  นิมฺมนุสฺสํปิ  เจ  สิยา  ความว่า  แม้ถ้าฟื้นแห่ง
ชมพูทวีปทั้งสิ้น  จะเป็นที่หามนุษย์มิได้ไซร้,  บุคคลนั้นคงเป็นมนุษย์
อยู่คนเดียวเท่านั้น ;  แม้ถึงกระนั้น  ก็อย่าคบบุคคลเช่นนั้น.
           บาทคาถาว่า  มิฬฺหลิตฺตํ  มหาปถํ  คือ  เหมือนกับหนทางใหญ่
อันเปรอะเปื้อนด้วนคูถ.  บทว่า  ยานีว  ความว่า  เหมือนคนผู้ไป
ด้วยยาน.  บทว่า  วิสมํ  คือขรุขระโดยความเป็นที่ลุ่มที่ดอน  และ
ด้วยวัตถุมีตอและก้อนหินเป็นต้น.
           บาทคาถาว่า  พาลํ  อจฺจูปเสวโต  ได้แก่  ผู้คบจนสนิทซึ่งคนผู้มี
ปัญญาน้อย.  บทว่า  สพฺพทา  ความว่า  ขึ้นชื่อว่าการอยู่ร่วมกับคน
พาล  ปานดังอยู่ร่วมกับศัตรู  เป็นเหตุนำทุกข์มาให้ตลอดกาลเนืองนิตย์
ทีเดียว.  บทว่า  ตนฺตาหํ  ความว่า  เพราะเหตุนั้น  พ่อจึงขอร้องเจ้า.
     [ภัยอุปัทวะ  และอุปสัคเกิดขึ้นเพราะคนพาล]
           [๓๓]  อีกโสดหนึ่ง  ภัยอุปัทวะและอุปสัคเหล่าใดเหล่าหนึ่ง
มีอยู่,  ภัยอุปัทวะและอุปสัคเหล่านั้นทั้งหมด  เกิดขึ้นเพราะอาศัย
คนพาลทั้งนั้น.  จริงอยู่  คนพาล  เมื่อปรารถนาความเป็นเพราะราชา
หรือความเป็นอุปราช ก็หรือว่า  ตำแหน่งอันใหญ่อื่น  ชักชวนพวก
นักเลงโตที่เหมือนกับตนได้ ๒-๓ คนแล้ว  พูดว่า  "เชิญพวกท่านมา
ด้วยกันเถิด,  เราจักทำพวกท่านให้เป็นใหญ่"  ดังนี้แล้ว  จึงพากัน
อาศัยสถานที่ลับ ๆ มีชัฏภูเขาเป็นต้น  ปล้นสะดมหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ปลาย
Posted by : หน้า ๔๐
วัน/เวลา : 22/8/2549 10:01:53
แดน  ปล้นนิคมบ้าง  ชนบทบ้าง  โดยลำดับไป.
           คนทั้งหลาย  ทิ้งเรือนแล้วปรารถนาที่อันปลอดภัย  ย่อม (พากัน)
อพยพไป.  ภิกษุก็ดี  ภิกษุณีก็ดี  ผู้อาศัยคนเหล่านั้นอยู่  ก็พลอยทิ้ง
ที่ของตน ๆ  หลีกไป.  ภิกษาก็ดี  เสนาสนะก็ดี  ในที่ที่ภิกษุเป็นต้น
เหล่านั้นไปแล้ว ๆ ย่อมหาได้โดยยาก.  
           แม้ในบรรพชิต  ภิกษุพาล ๒ รูป  ก่อการวิวาทกันและกัน
เริ่มฟ้องร้องกันขึ้น.  เพราะเหตุนี้  ความทะเลาะใหญ่ย่อมเกิดขึ้นแก่
บรรพชิตเหล่านั้น  เหมือนที่เกิดขึ้นแก่พวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพี
ฉะนั้น.  เหตุแห่งทุกข์มีภัยเป็นอาทิ  มาถึงแก่บริษัททั้ง ๔  เพราะอาศัย
คนพาล  ด้วยประการฉะนี้.
           เพราะเหตุนั้น  พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้ในลักขณสูตร*  ก่อน
พระสูตรทั้งปวง  ในติกนิบาตอังคุตตรนิกายว่า  "ภิกษุทั้งหลาย
เพลิงอันลุกลามมาจากเรือนไม้อ้อหรือเรือนหญ้า  ย่อมไหม้แม้เรือน
ยอดทั้งหลายที่เขาโบกทั้งภายในภายนอก  ลมพัดเข้าไม่ได้  มีบาน
ประตูอันมิดชิด  มีหน้าต่างอันปิดแล้ว  แม้ฉันใด;  ภิกษุทั้งหลาย
ภัยเหล่าใดเหล่านั้นจะเกิดขึ้น,  ภัยเหล่านั้นทั้งหมด  ย่อมเกิดขึ้นแต่
คนพาล,  หาเกิดขึ้นแต่บัณฑิตไม่;  อุปัทวะเหล่าใดเหล่าหนึ่ง  จะ
เกิดขึ้น,  อุปัทวะเหล่านั้นทั้งหมด  ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล,  หาเกิด
ขึ้นแต่บัณฑิตไม่;  อุปสัคเหล่าใดเหล่าหนึ่ง  จะเกิดขึ้น,  อุปสัค
เหล่านั้นทั้งหมด  ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล,  หาเกิดขึ้นแต่บัณฑิตไม่

*  องฺ.  ติก.  ๒๐/๑๒๖.
Posted by : หน้า ๔๑
วัน/เวลา : 22/8/2549 10:03:51
เหมือนกันฉันนั้นแล.  ภิกษุทั้งหลาย  คนพาลมีภัยจำเพาะหน้า,
บัณฑิตหาภัยจำเพาะหน้ามิได้;  คนพาลมีอุปัทวะ,  บัณฑิตหา
อุปัทวะมิได้;   คนพาลมีอุปสัค,  บัณฑิตหาอุปสัคมิได้;  ด้วย
ประการดังนี้แล.  ภิกษุทั้งหลาย  ภัยไม่มีแต่บัณฑิต,  อุปัทวะไม่มี
แต่บัณฑิต,  อุปสัคไม่มีแต่บัณฑิต."
                                    [แก้อรรถ]
           [๓๔]  อรรถกถาแห่งลักขณสูตร * นั้นว่า  "บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า  นฬาคารา  วา  คือ  จาเรือนที่มุงบังด้วยไม้อ้อทั้งหลาย;  แต่
เครื่องประกอบที่เหลือในเรือนนี้  สำเร็จด้วยไม้จริง;  แม้ในเรือนหญ้า
ก็นัยนี้เหมือนกัน.
           บทว่า  กูฏาคารานิ  ได้แก่  เรือนที่สงเคราะห์ด้วยยอด.  บท
ว่า  อุลฺลิตฺตาวลิตฺตานิ  คือ  ที่เขาฉาบทาทั้งภายในภายนอก.  บทว่า
นิวาตานิ คือกันช่องลมเข้าได้.  บทว่า  ผุสิตคฺคฬานิ  คือ  ชื่อว่า
มีบานประตูที่กรอบเช็ดหน้าอันสนิทดี  เพราะเป็นของอันนายช่างผู้
ฉลาดทั้งหลายทำไว้.
           บทว่า  ปิหิตวาตปานานิ  ได้แก่  ที่ติดหน้าต่างไว้.  ด้วย ๒ บท
นี้  พระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสความที่บานประตูและหน้าต่างเป็นของอัน
บุคคลปิดไว้เป็นนิตย์  (แต่)  ตรัสความสมบูรณ์  (แห่งเรือน)
เท่านั้น.  ก็บานประตูและหน้าต่างเหล่านั้น  อันบุคคลย่อมจะปิดและเปิด
ได้ทุก ๆ ขณะที่ปรารถนา.

*  มโนรถปูรณี  ๒/๘๖.
Posted by : หน้า ๔๒
วัน/เวลา : 22/8/2549 10:04:32
          สองบทว่า  พาลโต  อุปฺปชฺชนติ  คือ  เกิดขึ้นเพราะอาศัยคน
พาลทั้งนั้น.  ความสะดุ้งแห่งจิต  ชื่อว่าภัย.  อาการคือความที่จิต
พลุกพล่าน  ชื่อว่า  อุปัทวะ.  อาการคือความที่จิตขัดข้อง  ได้แก่
อาการคือความที่จิตติดขัดในอารมณ์นั้น ๆ  ชื่อว่า  อุปสัค."  
           [๓๕]  ฎีกาแห่งลักขณสูตรนั้นว่า  "คำว่า  ฉนฺนปริจฺฉนฺนา
คือ  ข้างบนเขามุงด้วยไม้อ้อทั้งหลาย  โดยท่าทางอย่างมุงด้วยหญ้า
โดยรอบบังด้วยไม้อ้อเหล่านั้นเหมือนกัน  โดยทำนองฝาไม้.
           ความสะดุ้งแห่งใจของบุคคลผู้กลัว  ชื่อว่าภัย  เพราะเหตุนั้น
พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวว่า 'ความสะดุ้งแห่งจิต.'
           อันตราย  ชื่อว่า  อุปัทวะ.  ก็พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า
'อาการคือความที่จิตพลุพล่าน'  เพราะอันตรายนั้นเป็นเหตุแห่ง
ความฟุ้งซ่าน.  ความขัดข้อง  คือความประสบความคับแค้นเพราะทำ
ตอบแทนไม่ได้  ด้วยเหตุมีถูกเทพดาเบียดเบียนเป็นต้น  ชื่อว่า  อุปสัค
ก็ความประสบความคับแค้นนั้น  เป็นเหตุท้อแท้แห่งบุคคลผู้เดือดร้อน
อยู่  ไม่สามารถจะทำอะไร ๆ  เพราะแก้แค้นไม่ได้;  เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า  'อาการคือความที่จิตติดขัดในอารมณ์นั้น ๆ.'
                          [พาลก่อภัย  บัณฑิตกำจัดภัย]
           [๓๖]  เพราะเหตุนั้น  คนพาลทั้งหลาย  อันผู้มีปรีชา  พึงทราบ
ว่า  เป็นเหมือนเรือนที่ถูกไฟไหม้.  ด้วยว่า  คนพาลเหล่านั้น  เป็นผู้
สามารถในการนำทุกข์มีภัยเป็นต้นทุกชนิดมาให้  แก่บุคคลทั้งหลาย
ผู้ทำตามคำของตน.  พึงทราบบัณฑิตทั้งหลายเป็นดุจการคุ้มครองใน
Posted by : หน้า ๔๓
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:20:50
ที่อันมีภัย  ดังประทีปในที่มืด  และเหมือนการได้ข้าวและน้ำเป็นต้น  ใน
เวลาถูกทุกข์มีความหิวและความกระหายเป็นอาทิครอบงำ  ฉะนั้น.
           เพราะบัณฑิตเหล่านั้น  เป็นผู้สามารถในการกำจัดทุกข์มีภัยเป็น
ต้นทุกชนิดของหมู่ชนผู้ทำตามคำของตนได้.   บุคคลทราบความที่
เหล่าคนพาลเป็นเช่นเดียวกับของโสโครกมีปลาเน่าเป็นต้น  และเหล่า
บัณฑิตเป็นเหมือนเครื่องสำอางมีของหอมเป็นต้น  ทั้งการคบคนพาล
เป็นทุกข์  คบบัณฑิตเป็นสุข  ด้วยประการฉะนี้แล้ว  พึงคบแต่เหล่า
บัณฑิตเท่านั้น  ไม่พึงคบเหล่าคนพาล.
           แม้พระผู้มีพระภาค  เมื่อจะตรัสสอนพระฉันนเถระ  ก็ได้ตรัส
พระคาถานี้ไว้ในบัณฑิตวรรคแห่งพระธรรมบทว่า
              [๓๗]  "บุคคลผู้มีปัญญา  ไม่พึงคบพวกบาปมิตร,
              ไม่พึงคบพวกบุรุษผู้ตำทราม,  พึงคบกัลยาณมิตร,
              พึงคบบุรุษผู้สูงสุด *."
                                     [แก้อรรถ]
           เหล่านั้น  บทว่า  ภเช  ความว่า  บัณฑิต  (ไม่)  พึง
คบ  คือ  เข้าไปนั่งใกล้.
           บทว่า  ปุริสาธเม   ได้แก่  บุรุษผู้เลวทราม  คือ  บุคคลผู้ต่ำช้า.
           บทว่า  ภเชถ  แปลว่า  พึงคบหา.  ก็ในชน ๒  พวกนี้  ชนเหล่าใด
ยินดียิ่งในกายทุจริตเป็นต้น,  ชนเหล่านั้น  ชื่อว่า  ปาปมิตร.  ส่วน
ชนเหล่าใด  ประกอบในอัฏฐานะมีการตัดที่ต่อเป็นต้น  หรือต่างด้วย

*  ขุ.  ธ. ๒๕/๒๕
Posted by : หน้า ๔๔
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:24:58
กรรมมีอเนสนา ๒๑  ๑ ประการเป็นต้น,  ชนเหล่านั้น  บุรุษผู้ต่ำ
ทราม.  อีกนัยหนึ่ง  ชนแม้ทั้ง ๒  พวกนั่น  เป็นทั้งปาปมิตร  เป็นทั้ง
บุรุษผู้ต่ำทราม.  ชนที่ตรงกันข้ามจากชน ๒ พวกนั้น  ชื่อว่า  เป็นทั้ง
กัลยาณมิตร  เป็นทั้งบุรุษผู้สูงสุด  ดังนี้แล.
                               [มหาสุตโสมชาดก]
           [๓๘]   ก็การเสพบัณฑิตแม้วาระเดียว  ก็ชื่อว่าย่อมเป็นการ
รักษาตนได้,  การเสพคนพาลแม้สิ้นกาลช้านาน  ก็ไม่ชื่อว่ารักษาตน
ได้เลย.  จริงดังนั้น  นันทพราหมณ์ไปสู่กรุงอินทปัตถ์  ในหาหนทางไกล
ถึง ๑๒๐  โยชน์จากกรุงตักกสิลา  เมื่อจะแสดงธรรมแด่พระเจ้ามหา-
สุตโสม  ได้กล่าวคาถานี้ในมหาสุตโสมชาดกว่า ๒
              "ขอเดชะ  พระองค์ผู้ทรงนามว่าสุตโสม  การ
              คบกับสัตบุรุษทั้งหลาย  เพียงครั้งเดียวเท่านั้น,
              การคบนั้น  ย่อมคุ้มครองบุรุษนั้นได้,  การคบ
              อสัตบุรุษทั้งหลายมากครั้ง  ก็คุ้มครองบุคคลนั้น
              ไม่ได้เลย."

๑.  เวฬุทานํ  ให้ไม้ไผ่  ๑.  ปตฺตทานํ  ให้ใบไม้  ๑.  ปุปฺผทานํ  ให้ดอกไม้  ๑.  ผลทานํ  ให้ผลไม้ ๑.
ทนฺตกฏฺ€ทานํ  ให้ไม่ชำระฟัน  สงเคราะห์หมากพลูเข้าด้วย  ๑.  มุโขทกทานํ  ให้น้ำบ้วนปาก
หรือน้ำล้างหน้า  ๑.  สินานาทานํ  ให้เครื่องสนานเครื่องสำอาง  ๑.  จุณฺณทานํ  ให้จุรณสำหรับทา ๑.
มตฺติการทานํ  ให้ดิน ๑.  ปรตุกมฺมตา  พูดสอพลอเพื่อให้รัก  ๑.  มุคฺคสุปฺปตา  พูดเท็จปนจริง
จริงปนเท็จ  ๑.  ปารภฏฺยตา  ประจบอุ้มลูกหลานชาวบ้าน  ๑.  มุคฺคสุปฺปตา  พูดเท็จปนจริง
เวชฺชกมฺมํ  เป็นหมอรักษาโรค  ๑.  ทูตกมฺมํ  เป็นคนสื่อสาส์น  ๑.  ปหีนคมนํ  ไปในที่ที่เขาใช้ไป
(รับใช้)  ๑.  ปิณฺฑปฏิปิณฺฑํ  ให้อาหารแลกอาหาร  ๑.  ทานานุปฺปาทานํ  ให้ของใช้แลกของใช้ ๑.
วตฺถุวิชฺชา  เป็นหมอดูลักษณะที่ตั้งบ้านเรือน  ๑.  นกฺขตฺตวิชฺชา  เป็นหมอดูดาวนักษัตรฤกษ์ ๑.
องฺควิชฺชา  เป็นหมอดูลักษณะที่ตั้งบ้านเรือน  ๑.  นกฺขตฺตวิชฺชา  เป็นหมอดูดาวนักษัตรฤกษ์
๒.  ขุ.  ชา.  ๒๘/๑๓๖  ตทฏฺ€กถา.  ๘/๔๐๕
Posted by : หน้า ๔๕
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:26:21
                                     [แก้อรรถ]
           บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  สกิเทว  แปลว่า  วาระเดียวเท่านั้น.
บทว่า  สพฺภิ  แปลว่า  ด้วยสัตบุรุษทั้งหลาย.
           หลายบทว่า  สา  น  สงฺคติ  ความว่า  การสมาคมด้วยสัตบุรุษ
นั้น  แม้เป็นไปคราวเดียว  ย่อมคุ้มครองคือรักษาบุคคลนั้นได้.
           บาทคาถาว่า  นาสพฺภิ  พหุ  สงฺคโม  ความว่า  ส่วนการคบ
คือการอยู่อาศัยในที่แห่งเดียวกับอสัตบุรุษทั้งหลาย  บุคคลทำแล้ว
แม้ตลอดกาลนาน  ย่อมคุ้มครองไม่ได้เลย,  อธิบายว่า  ไม่เป็นการ
ถาวร.
                   [ไม่ควรเสพคนพาล  ควรเสพแต่บัณฑิต]
           [๓๙]  เพราะเหตุนั้น  บุคคลควรเสพแต่บัณฑิตอย่างเดียว  ไม่
ควรเสพคนพาล.   ไม่ใช่ไม่ควรเสพคนพาล  ควรเสพแต่บัณฑิตอย่าง
เดียวเท่านั้น,  ที่แท้  จะทำบุญอะไร ๆ  ก็ควรทำความปรารถนาแม้ว่า
"ด้วยบุญนี้  ขอข้าพเจ้าพึงพบแต่บัณฑิตเท่านั้น  ไม่พึงพบคนพาล
เลย"  ดังนี้  เหมือนอย่างอกิตติบัณฑิต  ฉะนั้น.
                         [อกิตติบัณฑิตไม่ขอพบคนพาล]
           ดังได้สดับมา  อกิตติบัณฑิตนั้น  เป็นบุตรของพราหมณ์มหา-
ศาลผู้มีสมบัติ  ๘๐ โกฏิ  ในกรุงพาราณาสี  เมื่อมารดาบิดาตายแล้ว,
ได้ละสมบัติทั้งปวงบวชเป็นฤษี  มาถึงกปิฬรัฐโดยลำดับ  อยู่ในสวน
ใกล้กปิฬรัฐ  ยังฌานและอภิญญาให้บังเกิดแล้ว  เหาะมาทางอากาศ

Posted by : หน้า ๔๖
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:27:25
ลงที่เกาะไม้หมากเม่า  ใกล้เกาะไม้กากะทิง  อาศัยต้นหมากเม่าใหญ่  
แล้วสร้างบรรณศาลาอยู่ที่เกาะนั้น.  ท่านมิได้ไปในที่ไหนเลย  เพราะเป็น
ผู้มักน้อย  ในฤดูต้นไม้นั้นมีผล  ก็ฉันผล  ในฤดูมีแต่ใบ  ก็ฉันในที่นึ่ง
ด้วยน้ำ,  อาสน์ของท้าวสักกเทวราช  ได้ร้อนเพราะเดชศีลของท่าน.
ท้าวสักกะ  ทรงทราบเหตุนั้นแล้ว  ทรงแปลงเพศเป็นพราหมณ์  ได้
เสด็จไปยืนทำเป็นเหมือนขออยู่ในที่นั้น.  พระดาบสนึ่งในหมากเม่า
ปลงลง  (จากเตา)  แล้วนั่งอยู่ที่ประตูบรรณศาลา  ด้วยตั้งใจว่า
"จะฉันใบหมากเม่าที่เย็นแล้ว"  เห็นพราหมณ์นั้นก็โสมนัส  ใส่ใบ
หมากเม่าลงในภาชนะภิกษาของพราหมณ์นั้น  ไม่เหลือไว้สำหรับ
ตนเลย  ไม่นึ่งใหม่  ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยสุขอันเกิดแต่ปีติเท่า
นั้น.  แม้ท้าวสักกะทรงรับในหมากเม่านั้นแล้ว  เสด็จไปหน่อยหนึ่ง
ก็หายไป.  ท้าวสักกะเสด็จไปโดยอุบายนั้นนั่นแล  สิ้น ๓  วัน.  แม้
พระดาบสก็ได้ให้อาหารทั้งหมดแก่ท้าวเธอ  สิ้นทั้ง ๓  วัน  ตนเองได้
อดอาหารแล้ว.  ต่อมาในวันที่  ๓  ท้าวสักกะทรงเสื่อมใสได้ประทาน
พรแก่ท่าน.  ท่านเมื่อจะรับพร  จึงกล่าวคาถานี้  ในอกิตติชาดก
ในเตรสนิบาต *  ว่า
              [๔๐]  "ขอข้าพเจ้า  อย่าพึงได้เห็น  อย่าพึง
              ได้ยินคนพาล  และอย่างพึงอยู่ร่วมกับคนพาล
              อย่าพึงทำ  และอย่าพึงพอใจการสนทนาปราศรัย
              กับคนพาล."

*  ขุ.  ชา.  ๒๗/๑๕๔.  ตทฏฺฐกถา.  ๖/๑๙๕.

 
Posted by : หน้า ๔๗
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:30:31
                                    [แก้อรรถ]
           บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  น  สุเณ  ความว่า  อย่าพึงได้ยิน
ด้วยหูเหล่านี้  แม้ว่า  "คนพาลอยู่ที่โน้น."
           ท้าวสักกะทรงสดับคำนั้นแล้ว  เมื่อจะตรัสถามถึงเหตุในเพราะ
ไม่ขอพบคนพาลกะท่าน  จึงตรัสคาถานี้ว่า
              "ท่านกัสสปะ  คนพาลได้ทำอะไรทำอะไรให้แก่ท่าน ?
              ขอท่านจงบอกเหตุ,  ท่านกัสสปะ  เพราะอะไร  ?
              ท่านจึงไม่อยากพบคนพาล."
                                    [แก้อรรถ]
           บรรดาบทเหล่านั้น  หลายบทว่า  กึ  นุ  เต  อกรํ  ความว่า
มารดาหรือบิดาของท่านถูกคนพาลฆ่า,  ก็หรือว่าคนพาลได้ทำความ
เสียหายอะไรอื่นแก่ท่าน ?
           ท่านเมื่อจะทูลเหตุแก่ท้าวสักกะนั้น  จึงกล่าวว่า
              "คนพาลมีปัญญาโฉด  ย่อมแนะนำสิ่งที่ไม่
              ควรแนะนำ,  ประกอบในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ  การ
              แนะนำชั่ว  เป็นความดีของคนพาล,  คนพาล
              แม้ผู้อื่นพูดดีก็กลับโกรธ,    เขาไม่รู้จักอุบาย
              สำหรับแนะนำ  (เพราะฉะนั้น)  การไม่พบ
              พาลนั้นเสียได้  ดีนัก"
Posted by : หน้า ๔๘
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:31:37
                                    [แก้อรรถ]
           บรรดาบทเหล่านั้น  สองบทว่า อนยํ นยตี  ความว่า   คนพาล
ถือสิ่งที่มิใช่เหตุว่า  "เป็นเหตุ"  คิดแต่กรรมอันไร้ประโยชน์เห็นปาน
นี้ว่า  "เราจักทำกรรม  มีปาณาติบาตเป็นต้นเลี้ยงชีวิต."
           บทว่า  อธุรายํ  คือ  ไม่ประกอบในสัทธาธุระ  สีลธุระ  และ
ปัญญาธุระ  (กลับ)  ประกอบในสิ่งที่ไม่ควรประกอบ.
           บทว่า  ทุนฺนธย  ความว่า  การแนะนำชั่วเท่านั้น  เป็นความดี
ของคนพาลนั้น  คือคนพาลนั้นถืออย่างนี้ว่า  "การสมาทานทุศีล
กรรมทั้ง ๕  ประพฤตินั้นและเป็นความดี."  อีกนัยหนึ่ง คนพาลนั้น
บัณฑิต  แนะนำได้ยาก  คือใคร ๆ  ไม่อาจเพื่อแนะนำในข้อปฏิบัติ
ที่เป็นประโยชน์ได้.
           บทว่า  สมฺมา คือ  แม้ผู้อื่นว่ากล่าวแล้วโดยเหตุ  คือโดย
การณ์.
           บทว่า  วินยํ  ความว่า  ไม่รู้จักระเบียบ  คือมรรยาท  เป็นต้นว่า
พึงก้าวไปข้างหน้าอย่างนี้  และไม่ยอมรับโอวาทเลย.
           บทว่า  สาธุ  ตสฺส  ความว่า  ด้วยเหตุเหล่านี้  การไม่พบเห็น
่คนพาลเสียได้เลย  เป็นความดี.
           พระดาบส  เมื่อจะรับพรข้ออื่นอีก  จึงกล่าวว่า
              "ขอข้าพเจ้า  พึงพบแต่บัณฑิต  พึงได้ยินบัณฑิต
              และพึงได้อยู่ร่วมกับบัณฑิต  พึงทำและพอใจ
              การเจรจาปราศรัยกับบัณฑิต."


Posted by : หน้า ๔๙
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:33:32
ท้าวสักกะ ตรัสถามว่า
              "ท่านกัสสปะ  บัณฑิตได้ทำอะไรให้แก่ท่านเล่า ?
              ขอท่านจงบอกเหตุ  ท่านกัสสปะ  เพราะเหตุไร ?
              ท่านจึงอยากพบแต่บัณฑิต."
พระดาบส  ตอบว่า
              "บัณฑิตย่อมไม่แนะนำสิ่งที่มิควรแนะนำ,  ไม่  
              ประกอบในสิ่งที่มิใช่ธุระ,  การแนะนำดี  เป็น
              ความดีของบัณฑิต,  บัณฑิตนั้นอันผู้อื่นว่ากล่าว
              โดยดีย่อมไม่โกรธ,  ท่านรู้ทั่วถึงอุบายสำหรับ
              แนะนำ;  การสมาคมกับบัณฑิตนั้น  จึงเป็น
              ความดี."
                  [พบบัณฑิตเป็นสุข  พบคนพาลเป็นทุกข์]
           [๔๑]  แท้จริง  แม้การพบบัณฑิตเป็นสุข,  ส่วนการพบคน
พาลเป็นทุกข์;  ด้วยเหตุนั้น  ในสักกเทวินทวัตถุ   พระผู้มีพระภาค
จึงตรัสว่า
              "การพบพระอริยเจ้าทั้งหลาย  เป็นความดี
              การอยู่ร่วม   เป็นสุข  ทุกเมื่อ, บุคคลพึงมีความ
              สุข  เป็นนิตย์ได้แท้จริง  ก็เพราะไม่พบคนพาล
              ทั้งหลาย."

Posted by : หน้า ๕๐
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:34:54
                                     [แก้อรรถ]
           บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  อริยานํ  ความว่า  ภิกษุทั้งหลาย
การพบสัตบุรุษ  คือบัณฑิต  มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น  ยังประโยชน์
ให้สำเร็จ  คือเป็นความดี  ได้แก่เป็นความงาม;  อธิบายว่า  เป็น
ความสุข.  มิใช่แต่พบพระอริยาเจ้าเหล่านั้น  อย่างเดียวเท่านั้น
(เป็นความดี)  ที่แท้  แม้ภาวะมีการนั่งเป็นต้น  ในที่แห่งเดียวกับพระ
อริยเจ้าเหล่านั้น  ก็เป็นความดีเหมือนกัน.  เพราะเหตุนั้น  พระผู้มี-
พระภาคจึงตรัสว่า  "การอยู่ร่วม" เป็นต้น.
           บทว่า  อทสฺสเนน  คือ  เพราะเหตุแห่งการไม่พบ.  บทว่า  สุขี
คือ  บุคคลผู้ถึงความสุข.  ปาฐะว่า  "สุขํ"  ก็มี.
[คบคนพาล ๆ  พาไปหาผิด  คบบัณฑิต ๆ  พาไปหาผล]
           [๔๒]   แท้จริง  บุคคลผู้มีปกติพบคนพาล  ทำตามคำของคน
พาล  ย่อมประสบทุกข์,  ส่วนบุคคลผู้มีปกติพบบัณฑิต  ทำตามคำ
ของบัณฑิต  ย่อมประสบสุข.  ก็ในข้อนี้  มีวิพภันติกภิกษุ  เป็น
อุทาหรณ์.
                                  [เรื่องวิพภันติกภิกษุ]
           ดังได้สดับมา  ภิกษุนั้นเป็นสัทธิวิหาริกของพระมหากัสสปเถระ
เป็นผู้ได้จตุตถฌาน  เห็นรูปารมณ์อันเป็นข้าศึก  ในเรือนแห่งลุงของ
ตนแล้ว  ก็มีจิตผูกพันในอารมณ์นั้น  สึกแล้ว  ถูกไล่จากเรือน
เพราะเป็นคนเกียจคร้าน  เชื่อคำของพวกปาปมิตร  เที่ยวเลี้ยงชีวิต
อยู่ด้วยโจรกรรม.  วันหนึ่ง  เขาถูกพวกเจ้าพนักงานจับได้  มัดแขน
Posted by : หน้า ๕๑
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:36:23
ไพล่หลังไว้มั่น  แล้วจึงเอาหวายเฆี่ยนคราวละ ๔ๆ  นำไปสู่ตะแลง-
แกงทางประตูด้านทักษิณ  แห่งกรุงราชคฤห์.  วันนั้น  พระมหา-
กัสสปเข้าไปสู้พระนครเพื่อบิณฑบาต  เห็นเขาแล้ว  ขอให้พวก  
เจ้าพนักงานคลายเชือกมัดให้หย่อน   แล้วกล่าวว่า  "เจ้าจงคำเถระแล้ว
กัมมัฏฐาน  ที่เจ้าอบรมไว้ในกาลก่อนอีก."  เขารับคำเถระแล้ว
ยังจตุตถฌานให้บังเกิดอีก  ถูกพวกเจ้าพนักงานเหล่านั้นนำไปสู่ตะเลง
แกงแล้ว  ให้นอนหงายบนหลาวก็ดี  ถูกขู่ด้วยอาวุธทั้งหลายก็ดี  ก็
ไม่กลัว.  พวกเจ้าพนักงานเห็นเขาไม่กลัว  จึงทูลแด่พระเจ้าพิมพิสาร.
พระราชารับสั่งว่า  "พวกท่านจงปล่อยมันไป"  แล้วเสด็จไปสู่พระ
เวฬุวัน  ทูลแด่พระศาสดา.  พระศาสดาประทับนั่งอยู่ในเวฬุวัน
ทรงแผ่พระรัศมีไปแสดงธรรมแก่เขา.  เขาได้ฟังเทศนา  นั่งอยู่บน
ปลายหลาวนั่นแล  พิจารณาสังขารยกขึ้นไตรลักษณ์  ได้เป็นพระ
โสดาบันแล้ว  ไปสู่สำนักพระศาสดาทางเวหาส  บวชแล้วบรรลุพระ
อรหัต  ในท่านกลางบริษัท  พร้อมทั้งพระราชานั่นเอง  ดังนี้แล.
       เรื่องวิพภันติกภิกษุ  ในตัณหาวรรคพระธรรมบท *  จบ.
                  [คนพาลทำตนและคนผู้ทำตามให้พินาศ]
           [๔๓]  อีกนัยหนึ่ง  คนพาลทั้งหลายย่อมยังตนและหมู่ชนผู้ทำ
ตามคำของตนให้พินาศ  ด้วยสิ่งที่ตนถือเอาชั่ว  เหมือนปาปชน
ทั้งหลาย  มีพระเทวทัตเป็นต้น  ฉะนั้น.

*  ธัมมปทัฏฐกถา  ๘/๔๗๗.
Posted by : หน้า ๕๒
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:37:22
                             [เรื่องพระเทวทัต]
           ดังได้สดับมา  พระเทวทัต  ผนวชตามเสด็จพระศาสดา  เป็น
ผู้ได้ฤทธิ์อย่างปุถุชน  ต่อมาภายหลัง  ได้เป็นผู้มีลาภสักการะอัน
พระเจ้าอชาตศัตรูทางทำ  (ถวาย).  เธอถูกลาภสักการะครอบงำ
ยังจิตอันเป็นบาปให้เกิดขึ้นว่า  "เราจักปกครองภิกษุสงฆ์"  ดังนี้
แล้ว  ก็เสื่อมจากฤทธิ์  พร้อมกับจิตตุปบาน,  วันหนึ่ง  ได้ไปสู่พระ
เวฬุวัน  ถวายบังคมพระศาสดา  ทูลว่า  "พระเจ้าข้า"  บัดนี้พระผู้มี-
มีพระภาค  ทรงพระชราแก่เฒ่าหง่อมแล้ว  ขอจบทรงขวนขวายน้อย
ตามประกอบทิฏฐธรรมสุขวิหารเถิด,  ข้าพระองค์จักปกครองภิกษุ
สงฆ์เอง,  ขอพระองค์จงทรงมอบภิกษุสงฆ์ให้แก่ข้าพเจ้าเถิด"
ถูกพระศาสดาทางรุกรานด้วยพระวาจาว่า  เทวทัตกลืนกินปัจจัย ๔
เหมือนกลืนกินเขฬะแล้วทรงห้ามเสีย    จึงเป็นผู้ไม่พอใจผูกอาฆาตใน
พระศาสดาแล้วหลีกไป.  ในกาลต่อมา  เธอคบคิดกับพระเจ้าอชาต-
ศัตรู  ส่งพวกนายขมังธนู (นักแม่นธนู)  ไป เพื่อจะปลงพระชนม์
พระศาสดาเสีย,  เมื่อนายขมังธนูเหล่านั้นบรรลุปฐมผลแล้วพากัน
กลับมา,  จึงขึ้นภูเขาคิชฌกูฏด้วยตนเอง  กลิ้งศิลาทำโลกิตุป-
บาทกรรม  ให้ปล่อยช้างนาฬาคิรี  เพื่อปลงพระชนม์พระศาสดาให้ได้
อีก  ก็ไม่อาจจะให้พระศาสดาสิ้นพระชนม์ได้.  เธอมีลาภสักการะ
เสื่อมตั้งแต่นั้นมา  ประสงค์จะเลี้ยงชีวิตด้วยความหลอกหลง  จึง
เข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลขอวัตถุ ๕ ประการว่า  "ดีละ  พระเจ้าข้า
ภิกษุทั้งหลายพึงเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตถุ,  เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร,  ใช้
Posted by : หน้า ๕๓
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:39:31
ผ้าบังสุกุลเป็นวัตร,  อยู่โคนไม้เป็นวัตร,  ไม่พึงฉันปลาเนื้อตลอด
ชีวิต."  พระศาสดาไม่ทรงอำนวยตาม.  เธอกล่าวว่า  "ใครต้อง
การจะพ้นจากทุกข์จงมากับเรา" ดังนี้แล้ว  พาพวกภิกษุผู้ที่เชื่อ
คำของเธอ  ยังชนผู้เสื่อมใสในวัตถุอันปอนให้ยินยอมด้วยวัตถุ ๕
ประการ  ให้ออกปากขอ  (ปัจจัย)  ในตระกูลทั้งหลายบริโภค  พาก  
เพียงเพื่อทำลายสงฆ์  นั่งร่วมกับบริษัทของตนในอุโบสถ  แล้ว
กล่าวว่า "วัตถุทั้ง ๕ นี้  ควรแก่ท่านรูปใด,  ท่านรูปนั้นจงจับสลาก"
เมื่อภิกษุ ๕๐๐ รูป  ผู้ซึ่งไม่ฉลาดในธรรมวินัย  พากันจับสลากแล้ว
ทำลายสงฆ์ไปสู่กรุงสาวัตถี  ถึงขอสระโบกขรณีอันตั้งอยู่ภายนอก
พระเชตวัน  ก็เข้าไปสู่แผ่นดินในที่นั้นนั่งเอง  บังเกิดในอเวจีมหานรก
พระเชตวัน  ก็เข้าไปสู่แผ่นดินในที่นั่นเอง  บังเกิดในอเวจีมหานรก
แล้ว.
                                  เรื่องพระเทวทัต  จบ
                                [เรื่องพระเจ้าอชาตศัตรู]
           [๔๔]   ฝ่ายพระเจ้าอชาตศัตรู  อาศัยพระเทวทัต  ตัดอุปนิสัย
มรรคและผลเบื้องต้นอันตนควรจะได้ในปัจจุบันเสีย  ประสบมหา-
นินาศ  เพราะทำปิตุฆาตกรรม.
           ได้ยินว่า  พระเจ้าอชาตศัตรูนั้น  ในเวลาที่ทรงเป็นพระอุปราช
ทรงเสื่อมใสในอิทธิปาฏิหาริย์ของพระเทวทัต  ได้เสด็จไปสู่ที่บำรุง
ของพระเทวทัตนั้นเช้าเย็นทุกๆ วัน.


Posted by : หน้า ๕๔
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:41:17
          ต่อมาวันหนึ่ง  พระเทวทัตเข้าไปเฝ้าพระองค์แล้วถวายพระพร  
ว่า  "พระกุมาร  ครั้งก่อนแล มนุษย์ทั้งหลายมีอายุยืน  บัดนี้   มนุษย์
ทั้งหลายมีอายุน้อย,  ถ้ากระนั้น  พระองค์จงปลงพระชนม์พระราช-
บิดาแล้วเป็นพระเจ้าแผ่นดินเสียเอง;  อาตมภาพก็จักปลงพระชนม์
พระผู้มีพระภาคแล้วเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง."  พระองค์ทรงเชื่อคำ
ของเทวทัตนั้นแล้ว       ในเวลาตะวันเที่ยง       เหน็บพระแสงกริช
เสด็จเข้าไปยังพระราชมนเทียร.  พวกอมาตย์จับพระองค์ไว้  ซักถาม
แล้ว ทูลความนั้นแด่พระราชา.
           พระราชา  ตรัสถามว่า  "ลูก  เจ้าต้องการจะฆ่าพ่อเพื่อประโยชน์
อะไร ?"
           พระเจ้าอชาตศัตรู.  เดชะ  หม่อมฉันมีความต้องการด้วย
ราชสมบัติ.
           พระราชา  ได้พระราชาทานราชสมบัติให้แก่เธอ.  เธอจึงแจ้งแก่พระ
เทวทัตว่า     "มโนรถ    (ความปรารถนา)     ของข้าพเจ้าสำเร็จแล้ว."
           พระเทวทัต.  พระองค์เป็นเหมือนบุรุษขังสุนัขจิ้งจอกไวข้าง
ใน (กลอง)  แล้วหุ้มกลองไว้  สำคัญพระหฤทัยว่า 'เป็นผู้ทำกิจดี,'
พระราชบิดาของพระองค์ทรงนึกถึงการดูหมิ่นที่พระองค์ทำแล้ว  ก็จัก
กลับเป็นพระเจ้าแผ่นดินเสียเอง  โดย  ๒-๓  วันแน่นอน.
           พระเจ้าอชาตศัตรู  ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรเล่า ?  เจ้าข้า
           พระเทวทัต.  จงปลงพระชนม์พระองค์เสีย.
Posted by : หน้า ๕๕
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:41:48
          พระเจ้าอชาตศัตรู.  ท่านเจ้าข้า   พระราชบิดาของข้าพเจ้า  เป็น
ผู้ไม่ควรจะปลงพระชนม์ด้วยศัสตรามิใช่หรือ ?
           พระเทวทัต.   จงให้พระองค์สิ้นพระชนม์  ด้วยการตัดพระ
กระยาหารสิ.
                            [พระเจ้าพิมพิสารถูกทรมาน]
           ท้าวเธอจึงดำรัสสั่งให้จำขังพระราชบิดาไว้  ในเรือนอันร้อนรุม
กล่าวคือเรือนที่กลบกลุ้มด้วยควันไฟซึ่งสร้างไว้เพื่อลงโทษ  แล้ว
ตรัสสั่งว่า  "ยกแต่พระราชามารดาของเราเสีย  ท่านทั้งหลายจงอย่า
ยอมให้ผู้อื่นเยี่ยมเลย."
           พระราชเทวี  ใส่พระกระยาหารในขันทองคำ ทรงพกไปด้วย
ชายพระภูษาเข้าไปถวายแด่พระราชา.  ท้าวเธอทรงยังพระวรกาย
ให้เป็นไปอยู่ด้วยพระกระยาหารนั้น.
           พระเจ้าอชาตศัตรู  ตรัสถามว่า  "พระราชบิดาของเรายังพระ
วรกายให้เป็นไปอย่าง ?"  ได้สดับเรื่องนั้นแล้ว  ตรัสว่า  "ท่าน
ทั้งหลายจงอย่างยอมให้พระราชมารดาของเราซ่อนพระกระยาหารไว้
ที่ชายพระภูษาเข้าไป."
           พระราชเทวี  ใส่พระกระยาหารในพระโมลีเข้าไป (ถวาย)
พระจ้าอชาตศัตรู  สดับเรื่องแม้นั้นแล้ว  ตรัสสั่งว่า  "ท่านทั้งหลาย
จงอย่างยอมให้พระราชมารดาของเราเกล้าพระโมลีเข้าไป."
Posted by : หน้า ๕๖
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:42:33
          พระราชเทวี  ใส่พระกระยาหารไว้ในฉลองพระบาททอง  ปิด
ไว้แล้ว  ทรงฉลองพระบาทเข้าไป.  พระราชา  ได้สดับเรื่องแม้นั้น  ก็
ตรัสสั่งว่า  "ท่านทั้งหลายจงอย่ายอมให้พระองค์ทรงฉลองพระบาท
เข้าไป."  พระราชเทวี  ทรงสนานด้วยน้ำหอม  ทาพระกายด้วย
มธุรส * ๔ ประการ  แล้วทรงห่มพระภูษาเสด็จเข้าไป.  พระราชาทรง
เลียพระกายของพระนาง  ยังพระวรกายให้เป็นไป.  
           พึงถามว่า  "ตายด้วยความพยายามแห่งตน  (ฆ่าตัวตาย)  ไม่
ควรหรือ ?"
           พึงแก้ว่า  "พระอริยสาวกทั้งหลาย  ย่อมไม่ยังตนให้ตกฉิบหาย
ไป  (ฆ่าตัวตาย)."
           พระเจ้าอชาตศัตรู  ตรัสถามอีก  ได้ทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว  ตรัส
สั่งว่า  "ตั้งแต่บัดนี้ไป  ท่านทั้งหลายจงห้ามพระราชมารดาของเรา
เสด็จเข้าไปเสีย."
           พระราชาเทวี  ประทับยืนใกล้พระทวารแล้ว  ทูลว่า  "ข้าแต่พระ
เจ้าพิมพิสารพระราชสวามี  นี้  เป็นการเยี่ยมพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย
ตั้งแต่บัดนี้ไป  หม่อนฉันจะมิได้เยี่ยมพระองค์เลย;  ถ้าโทษของหม่อม
ฉันมี,  ก็ขอได้ทรงพระกรุณาโปรดอดโทษด้วยเถิด"  ดังนี้แล้ว  ก็ทรง
พระกันแสงเสด็จกลับไป.
           จำเดิมแต่นั้นมา  พระราชา  ทรงอดพระกระยาหาร  ยังพระ

*  คือ  เนยใส  เนยข้น  น้ำผึ้ง  น้ำอ้อย.
Posted by : หน้า ๕๗
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:43:11
วรกายให้เป็นไปด้วยการเสด็จจงกรม  อันประกอบด้วยสุขอันเกิดแต่
มรรคและผล.  ก็พระวรกายแม้ของพระองค์รุ่งเรืองยิ่งนัก.  
           พระเจ้าอชาตศัตรู  ตรัสถามว่า  "พระราชาบิดาของเรา  ยัง
พระวรกายให้เป็นไปอยู่ได้อย่างไร ? "  ได้สดับว่า  "ด้วยกายเสด็จ
จงกรม"  ดังนี้แล้ว  ทรงส่งพวกช่างกัลบกไปด้วยพระราชโองการว่า
"พวกท่านจงเอามีดโกนฝานพระบาทพระราชาบิดาของเสีย  แล้ว
ทาด้วยน้ำมันผสมเกลือแล้วรมด้วยถ่านไม้ตะเคียน."
           ช่างกัลบกเหล่านั้น  ไปทูลพระราชโองการแด่พระราชา  ท้าวเธอ
ตรัสว่า  "ท่านทั้งหลายจงทำ  (ตาม)  พระราชหฤหัยแห่งพระราชา
ของพวกท่านเถิด"  จึงทูลว่า  "ขอเดชะ  ขอพระองค์โปรดประทับ
นั่งเถิด,  พวกข้าพระบาทจะกระทำ  (ตาม)  พระบัญชาของพระราชา.
ขอพระองค์อย่าทรงกริ้วต่อพวกข้าพระบาทเลย;  กรรมนี้หาควรแก่
พระราชาผู้ทรงธรรมแช่นพระองค์ไม่"  ดังนี้แล้ว  ทำตามพระราชดำรัส
สั่งนั้น.
                         [บุรพกรรมของพระเจ้าพิมพิสาร]
           นัยว่า  ในกาลก่อน  พระราชาทางสวมฉลองพระบาทในลาน
พระเจดีย์  อันเป็นสถานที่บูชาด้วยสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็น
ต้น.  อาจารย์บางพวกกล่าวว่า  "พระองค์เอาพระบาทซึ่งมิได้ชำระ
เหยียบเสื่อลำแพนที่เขาปูไว้เพื่อต้องการเป็นที่นั่งของภิกษุสงฆ์,  นี้เป็น
ผลแห่งกรรมนั้น" ดังนี้  ก็มี.
Posted by : หน้า ๕๘
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:43:56
          พระราชา  เกิดเวทนาอันสาหัส  ทรงพระอนุสรณ์อยู่อย่าง
เดียวว่า  "อัศจรรย์จริง  พระพุทธเจ้า  อัศจรรย์จริง  พระธรรมเจ้า
อัศจรรย์จริง  พระสังฆเจ้า"     เสด็จจุติไปบังเกิดเป็นยักษ์ชื่อว่า
ชนวสภะ   เป็นผู้บำรุงท้าวเวสสวรรณ์ในเทวโลก  ชั้นจาตุมมหาราช  
ด้วยอำนาจความรักใคร่อันพระองค์ทรงอบรมมานาน  เพราะพระองค์
เคยบังเกิดในเทวโลกชั้นนั้นมาก.
           พระเจ้าอชาตศัตรู  ทรงปลงพระชนม์พระราชบิดา  ด้วยอาการ
ดังพรรณนามาฉะนี้แล้ว   ภายหลังบังเกิดความสิเนหาในพระราชบิดา
ทรงกันแสงคร่ำครวญ   ได้ถวายพระเพลิงพระศพของพระเจ้าพิมพิสาร
นั้นแล้ว.
                      [พระเจ้าอชาตศัตรูทรงรู้สำนึกความผิด]
           เบื้องหน้าแต่นั้น  พระเทวทัต  คบคิดกับพระเจ้าอชาตศัตรูนั้น
กระทำความชั่ว  ตั้งแต่ส่งนายขมังธนูไปเพื่อปลงพระชนม์พระศาสดา
เป็นต้น  กระทั่งถึงทำลายสงฆ์  เข้าไปสู่แผ่นดิน  (ถูกแผ่นดินสูบ)
โดยนัยที่กล่าวมาแล้ว.
           พระราช  ได้สดับข่าวนั้น ทั้งหวาดกลัวทั้งสะดุ้งพระราชหฤทัย
ด้วยทรงรำพึงว่า  "แผ่นดินจะพึงสูบแม้เราด้วยหรือหนอ ?"  จึงมิได้
ความสำราญในราชสมบัติ,  มิได้รับความโปร่งพระราชหฤทัยใน
การบรรทมเลย.  หวาดหวั่นเที่ยวไปเหมือนเปรตที่ถูกแทงด้วยเครื่อง
กรรมกรณ์.  ก็แลท้าวเธอทรงพิจารณาเห็นพระองค์ราวกะถูก
Posted by : หน้า ๕๙
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:44:41
แผ่นดินสูบ  ราวกะออกจากเปลวไฟในอเวจีมหานรก  ราวกะถูก  
นายเพชฌฆาตให้นอนหงายเหนือแผ่นดิน  แล้วตอกด้วยหลาวเหล็ก.
ด้วยเหตุนั้น  เมื่อท้าวเธอทรงหวาดหวั่นดุจไก่ถูกประหารอยู่  จึงมิได้
มีความสงบพระราชหฤทัยเพียงครู่เดียว.  แม้พระองค์มีความประสงค์
จะเฝ้าพระศาสดา  และทูลถามปัญหาให้ทรงอดโทษให้  ก็ไม่อาจจะ
เสด็จเข้าไปเฝ้าพระศาสดาได้  เพราะพระองค์ทรงมีความผิดมหันต์.  ใน
วันเพ็ญวันหนึ่ง  ท้าวเธอตรัสถามหมอชีวกโกมารภัจว่า  "เดี๋ยวนี้
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ไหน ?"
           หมอชีวก.  ในสวนมะม่วงของข้าพระบาท.
                             [ประวัติสวนมะม่วงของชีวก]
           นัยว่า  ในกาลก่อน  หมอชีวก  ได้ทำที่พักกลางคืนและที่พัก
กลางวัน  ที่เร้น  กุฎีและมณฑปเป็นต้นให้สำเร็จ  และให้นายช่างสร้าง
พระคันธกุฎีเพื่อพระศาสดา  ในสวนมะม่วงนั้น  ทำสวนมะม่วงซึ่งพระ
เจ้าพิมพิสารพระราชทานแก่ตนนั้นให้เป็นวิหาร  มอบถวายไว้,  คำนั่น
หมอชีวกกล่าวหมายเอาสวนนั้น.
           ครั้งนั้น  พระราชา  ทรงทำหมอชีวกให้เป็นคนนำทาง  เสด็จ
ไปสู่ชีวกัมพวนารามในตอนกลางคืนวันนั้นนั่นเอง  ถวายบังคมพระ
ศาสดา  และทรงทำอัญชลีแก่ภิกษุสงฆ์แล้ว ประทับนั่ง ณ ส่วนข้าง
หนึ่ง  จึงทูลถามปัญหา  โดยนัยที่พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวไว้
ในสามัญญผลสูตร *นั่นแล.

*  ที.  สี. ๙/๖๑.
Posted by : หน้า ๖๐
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:45:18
          ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาค  ทรงดำริว่า  "พระราชานี้  ตั้งแต่เวลา  
ที่ให้ปลงพระชนม์พระราชบิดาแล้ว  ไม่ได้บรรทมหลับตลอดกลางคืน
และกลางวันเลย,   ด้วยท้าวเธอเป็นเหมือนถูกแทงด้วยหอกตั้ง  ๑๐๐
เล่ม  ในเมื่อพอหลับพระเนตรลง  ด้วยทรงหวังว่า 'จักงีบ'  เท่านั้น
ก็กลับผวาตื่นขึ้นคร่ำครวญอยู่;  ในวันนี้  พระราชานี้  เสด็จมาหาเรา
แล้ว  จักเข้าถึงความหลับ  จำเดิมแต่กาลที่ได้ฟังเทศนานี้   และจักทำ
สักการะแด่พระรัตนตรัย  ชื่อว่า  บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธาอย่าง
ปุถุชนเช่นพระราชานี้  จักไม่มีเลย,  อนึ่ง  ในเวลาจบเทศนา  พระองค์
จักประดิษฐานอยู่ในสรณะทั้ง ๓;  พระราชานี้จักบังเกิดในโลหกุมภี
ตกลงไปภายใต้ถึงพื้นหม้อโดยกาลประมาณได้สามหมื่นปี  ผุดขึ้นมา
เบื้องบนอีก  ถึงปากหม้อโดยกาลประมาณได้สามหมื่นปีแล้วก็จักพ้น
เปรียบเหมือนบุคคลบางคนทำการฆ่าบุรุษ  พึงพ้นจากอาชญาด้วย
วัตถุสักว่าดอกไม้กำมือหนึ่งฉะนั้น  เพราะศาสนาของเราเป็นศาสนา
ใหญ่   เพราะเหตุที่พระราชานี้ได้ถึงสรณะ ๓.  อนึ่ง  พระองค์จักเป็น
พระปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่า  ชีวิตวิเสส  ปรินิพาน  ในอนาคต-
กาล"  ดังนี้แล้ว  ทรงทราบอานิสงส์ใหญ่อันท้าวเธอควรจะได้เพราะ
ทรงสดับธรรมนี้  เมื่อจะทรงแก้ปัญหาของพระองค์  จึงทรงแสดง
สามัญญผลสูตร ในสีลขันธวรรค.
           ในกาลจบเทศนา  พระราชา  เสื่อมจากโสดาปัตติผล  เพราะ
เป็นผู้มีอุปนิสัยแห่งมรรคอันตัดเสียแล้ว  จึงได้แต่ถึงสรณะ ๓  ด้วย
ทรงมอบพระองค์.  ก็ถ้าพระราชบิดาจักไม่ถูกพระองค์ปลงพระชนม์
Posted by : หน้า ๖๑
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:46:13
แล้วไซร้,  พระองค์ก็จักได้เป็นโสดาบันในที่ ๆ นั่งนั้น  แน่แท้;  แต่
อันตรายแห่งมรรคเกิดมีแก่พระองค์เพราะทรงคลุกคลีด้วยปาปมิตร.
           พระราชา  ทรงถึงสรณะอย่างนี้  จึงทรงประกาศความ
ผิดที่พระองค์ทรงทำ  เฉพาะพระพักตร์พระศาสดา  ให้พระศาสดา
ทรงอดโทษให้แล้ว  เสด็จลุกจากอาสนะ  ทรงทำประทักษิณ ๓ รอบ  
ทรงตั้งอัญชลีไว้เหนือพระเศียร  ผินพระพักตร์ตรงต่อพระศาสดา
ทรงดำเนินถอยหลังออกมา  ตราบเท่าแดนที่ทอดพระเนตรเห็น ได้
ถวายบังคมด้วยเบญจประดิษฐ์  เหนือภาคพื้นในสถานที่ละการทอด
พระเนตรเห็นแล้วเสด็จหลีกไป.
         เรื่องพระเจ้าอชาตศัตรูในอรรถกถาสามัญญผลสูตร ๑  จบ.
                             [การถือชั่ว  ทำให้ตกนรก]
           [๔๕]  ในอดีตกาล  แม้พี่ชายของนิครนถ์ชื่อว่า  ทีฆวิถะ  มี
อัตภาพประมาณ ๖๐  โยชน์  เป็นผู้หงายตกไปไหม้อยู่ในมหานรก
สิ้น  ๔ พุทธันดร  เพราะกรรมที่ตนถือชั่ว.  ตระกูล  ๕๐๐ ตระกูลซึ่ง
่ชอบใจทิฏฐิของเขา  เข้าถึงความเป็นสหายของเขา  ก็ไหม้อยู่ในมหา
นรก (เหมือนกัน).
                                 เรื่องนี้มาในอรรถกถา.
                         [คนพาลย่อมทำตนให้หมดสิริ ๒ ]
           [๔๖]  แม้ครูทั้ง ๖  มีปูรณกัสสปะเป็นต้น  ปฏิญญาว่า
"พวกเราเป็นผู้ตรัสรู้เฉพาะอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ  ยังตนให้"

๑.  สุมังคลวิลาสินี ๑/๑๖๙  ๒.  สุ.จิ.  ๑/๑๘๐.
Posted by : หน้า ๖๒
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:50:50
พินาศเพราะกรรมที่ตนถือชั่ว.  คนอันธพาลเป็นอันมากแม้ผู้ชอบใจ
ทิฏฐิของครูทั้ง ๖ นั้น  ก็ถึงความพินาศ.  จริงอยู่  คนเหล่านั้นแม้ทั้งหมด
มีทุคติเป็นเบื้องหน้าทั้งนั้น.
           ปุจฉาว่า "ก็ครูทั้ง ๖ นั้น  ได้นามว่าปูรณะเป็นต้น  เพราะ
เหตุไร ?"  ข้าพเจ้าจะวิสัชนาดังต่อไปนี้:-
                               [ประวัติปูรณ  กัสสป]
           ดังได้สดับมา  ตระกูลหนึ่ง  มีทาส  ๙๙  คน  ทาสคนหนึ่งเกิดมา
ก็พอครบ  (๑๐๐ คนพอดี).  ด้วยเหตุนั้น  พวกนายจึงตั้งชื่อทาสคน
นั้นว่า "ปรูณะ." และพวกนายจะพูดว่า  "การงานอันปูรณะนั้นทำดี
ทำชั่ว"  หรือ  "ยังไม่ทำ  ทำแล้ว"  ย่อมไม่มี  เพราะเขาเป็นทาสผู้
เป็นมงคล  เขาคิดว่า  "เราจะมีประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ในที่นี้"
จึงหลบหนีไป.
           ครั้งนั้น  พวกโจรได้ชิงผ้าของเขาไป.  เขาเมื่อไม่รู้จะปกปิด
ด้วยหญ้าและใบไม้  ก็เป็นผู้เปลือยกายเข้าไปสู่บ้านตำบาลหนึ่ง.
           พวกมนุษย์เห็นเขาเข้า  สำคัญว่า  "บุรุษนี้เป็นสมณะ
เป็นพระอรหันต์  มีความมักน้อย,  บุคคลอื่นเช่นบุรุษนี้  ไม่มี"  จึงได้
ให้ขนมและข้าวเป็นต้น.
           เขาคิดว่า  "ขนมและข้าวเป็นต้นนี้  เกิดขึ้นเพราะความที่เราไม่
นุ่งผ้า"  ตั้งแต่นั้น  แม้ได้ผ้าแล้วก็ไม่นุ่ง,  เขาได้ถือเอาเพศเปลือยนั้น
นั่นเอง  ทำให้เป็นบรรพชา.  พวกมนุษย์ ๕๐๐ คนพากันบวชในสำนัก
ของเขา.  ปูรณะนั้นแล  ได้นามด้วยอำนาจโคตรว่า "กัสสป."
Posted by : หน้า ๖๓
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:52:03
                               [ประวัติมักขลิ  โคศาล]
           ส่วนบุรุษคนหนึ่ง   เป็นทาสของนายผู้หนึ่ง  แบกหม้อน้ำมันเดิน
ไปบนแผ่นดินอันมีเปือกตม  นายกำชับว่า  "อย่าลื่นนะพ่อ"  ก็ลื่น
ลงด้วยความเผลอ  เพราะความที่กลัวนาย  จึงเริ่มจะหนีไป.  นาย
วิ่งไปฉุดชายผ้าไว้. เขาทิ้งผ้าเสียแล้ว  เป็นผู้ไม่มีผ้าหนีไป.
           คำที่เหลือ   เช่นปรูณะนั่นเอง.  มักขลินั้นแล  เรียกกันว่า
"โคสาละ"  ก็มี เพราะเกิดในโรงโค.
                              [ประวัตินิครนถ  นาฏบุตร]
           ส่วนบุรุษผู้หนึ่ง  ได้นามว่า  "นิครนถ์"  เพราะเป็นผู้มีปกติ
กล่าวอย่างนี้ว่า  "เราไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด,  เราเป็นผู้เว้นขาดจาก
กิเลสเครื่องร้อยรัด"  และเรียกกันว่า  "นาฏบุตร"  เพราะเขาเป็น
บุตรของนักฟ้อน.
           ก็กิเลสเครื่องพัวพัน  ชื่อว่า  กิเลสเครื่องร้อยรัดในคำนี้,  กิเลส
มีราคะเป็นต้นของเขา  มีความพัวพันในเรือนเป็นกิจ  มีนา  สวน  บุตร
และภรรยาเป็นอาทิเป็นอารมณ์.
                           [ประวัติสญชัน  เวลัฏฐบุตร ๑]
           ฝ่ายบุรุษผู้หนึ่ง  เขาเรียกกันว่า  "สญชัย"  ด้วยอำนาจนาม
และเรียกกันว่า  "เวลัฏฐบุตร"  เพราะเป็นบุตรของช่างสาน.

๑.  ได้แก่ท่านชินวรรธมาน  หรือมหาวีระ  ศาสดาของลัทธิศาสนาเชน  เกิดในตระกูลชญาตฤกษัตริย์
(บาลีใช้ศัพท์ว่านาฏบุตร  อรรถกถาเลยอธิบายเช่นนี้).
Posted by : หน้า ๖๔
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:52:44
                          [ประวัติปกุทธ  กัจจายนะ]
           ส่วนบุรุษผู้หนึ่ง  เขาเรียกกันว่า  "ปกุทธะ"  ด้วยอำนาจนาม,
และเรียกกันว่า  "กัจจายนะ"  ด้วยอำนาจโคตร.  บุรุษผู้นี้ห้ามน้ำ
เย็น.  จริงอยู่  เขาถ่ายอุจจาระก็ดี  กินข้าวก็ดี  ของไม่สะอาดอะไร ๆ
เปื้อนก็ดี  ก็ไม่ทำกิจคือชำระด้วยน้ำ (เย็น).  ได้น้ำร้อนหรือน้ำข้าว
แล้วจึงทำ;  ข้ามแม่น้ำหรือน้ำในทาง  ก็เข้าใจว่า  "ศีลของเราขาด
แล้ว"  ดังนี้  ตะล่อมทรายทำเป็นจอมด้วยอำนาจวัตร  อธิษฐานศีล
แล้วจึงไป.  บุรุษผู้นี้ถือลัทธิหาสิริมิได้เห็นปานนี้.
                            [ประวัติอชิต เกสกัมพล]
           ส่วนบุรุษผู้หนึ่ง  เขาเรียกกันว่า  "อชิตะ"   ด้วยอำนาจนาม,  และ
เรียกกันว่า  "เกสกัมพล"  เพราะอรรถว่า  ทรงไว้ซึ่งผ้ากัมพลที่ทำ
ด้วยผมมนุษย์  ดังนี้แล.
           เรื่องครูทั้ง ๖ มาในอรรถกถาสามัญญผลสูตร.๑
           คนพาลทั้งหลาย  ย่อมยังตนและหมู่ชนผู้ทำตามคำของตนให้
ฉิบหาย เพราะกรรมที่ตนถือชั่ว  โดยอาการอย่างนี้แล.
                      [บัณฑิตทำตนและผู้ทำตามให้เจริญ]
           [๔๗]  ส่วนบัณฑิตทั้งหลาย  ย่อมไม่ยังตนและหมู่ชนผู้ทำตาม
คำของตนให้ฉิบหาย  ให้ถึง  (แต่)  ความเจริญ เพราะกรรมที่ตน
ถือเอาดี  ดุจพระพุทธเจ้าเป็นอาทิ.  แท้จริง  พระพุทธเจ้าทรงบรรลุ
พระสัพพัญญุตญาณอันประดับด้วยพระคุณทั้งมวล  เพราะกรรมที่

๑.  สุมังคลวิลาสินี  ๑/๑๘๐.
Posted by : หน้า ๖๕
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:53:53
พระองค์ทรงถือเอาดี,  พระเถระทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นต้น  ก็
เหมือนกัน  บรรลุคุณชาตมีสาวกบารมีญาณเป็นต้น.  ก็แลทวยเทพและ
มนุษย์นับไม่ถ้วน  อาศัยพระพุทธเจ้า  บรรลุอาสวักขยญาณและเข้าถึง
พรหมโลก  ตระกูลแปดหมื่นยังจิตให้เสื่อมใสในพระสารีบุตรเถระ
บำรุงพระเถระด้วยปัจจัย ๔  ได้เกิดในสวรรค์,  อนึ่ง  ตระกูลแปดหมื่น
ยังจิตให้เสื่อมใสในพระมหาสาวกทั้งปวง  มีพระมหาโมคคัลลานะและ
พระมหากัสสปเป็นต้น  ก็อย่างนั้น.
                               [เรื่องสุเนตต์คณะศาสดา]
           [๔๘]  ในอดีตกาล  พระโพธิสัตว์นามว่าสุเนตต์  เป็นศาสดาของ
คณะทำลัทธิดังท่าเป็นที่หยั่งลงสู่คติ   ได้เป็นผู้ปราศจากความกำหนัด
ในกามทั้งหลาย ด้วยอำนาจแห่งวิขัมภนปหาน  ซึ่งพระศาสดาตรัส
ประสงค์เอาในสัตตสุริยสูตร ๑ ในสัตตกนิบาตอังคุตตรนิกายว่า  "ภิกษุ
ทั้งหลาย ครั้งนั้นแล  ครูสุเนตต์อบรมเมตตาจิตตลอด ๗ ปี,  ครั้น
อบรมเมตตาจิตตลอด ๗ ปีแล้ว  ไม่มาสู่โลกนี้อีกสิ้น ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏ-
กัปป์;  ภิกษุทั้งหลาย  ได้ยินว่า  เมื่อโลกประลัยอยู่  ครูสุเนตต์นั้น
เป็นผู้เข้าถึงอาภัสสรพรหมโลก,  เมื่อโลกเจริญอยู่  เข้าถึงพรหม-
วิมานอันว่าง.
                                          [แก้อรรถ]
           บรรดาบทเหล่านั้น  สองบทว่า  เมตฺตจิตตํ  ภาเวตฺวา   คือ  ครั้น

๑.  องฺ.  สตฺตก.  ๒๓/๑๐๖.  พระสูตรนี้  น่าจะเพิ่มขึ้นภายหลัง  เพราะมีคติศาสนาพราหมณ์
แทรกแซงอยู่มากง
Posted by : หน้า ๖๖
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:54:49
อบรมจิตประกอบด้วยเมตตา  อันสหรคตด้วยติกฌานและจตุกก-  
ฌาน  ทำให้ประณีตแล้ว.  ก็ในบททั้งสองนี้  พระผู้มีพระภาคตรัสสมาธิ
ด้วยศัพท์คือจิตเป็นใหญ่  เพราะฉะนั้นจึงมีความว่า  ครั้นยังเมตตา-
สมาธิคือเมตตาพรหมวิหารให้เกิดขึ้นแล้วและให้เจริญแล้ว.
           สองบทว่า  สตฺต  สํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป  คือ  ตลอด ๗  มหากัปป์.
แม้กัปป์อันตั้งอยู่ในฝ่ายเสื่อมและกัปป์อันตั้งอยู่ในฝ่ายเจริญ  พระผู้มี
พระภาคก็ทรงถือเอาด้วยสังวัฏฏวิวัฏฏศัพท์นั่นแล.
           สองบทว่า  อิมํ  โลกํ  คือ  สู่กามโลก.
           บทว่า  สํวฏฺฏมาเน  สุทํ  ความว่า  เมื่อโลกประลัย  คือถูก
ไฟเผาผลาญ  ได้แก่  วอดวายอยู่.  ส่วนคำว่า  สุทํ  เป็นเพียงนิบาต.
           บทว่า  โลเก  ได้แก่  เมื่อกัปป์.
           บทว่า  อาภสฺสรุปโค  คือ  ครูสุเนตต์เข้าถึงพรหมโลกชั้น
อาภัสสร  ด้วยอำนาจการถือปฏิสนธิในพรหมโลกชั้นอาภัสสรนั้น.
กัปป์ที่วอดด้วยไฟ  พระองค์ก็ทรงแสดงด้วยคำนั้น.
           บทว่า  วิวฏฺฏมาเน  คือดำรงอยู่  ได้แก่  เกิดอยู่.
           บทว่า  สุญฺํ  คือ  ชื่อว่าว่าง  เหตุไม่มีสัตว์อะไร ๆ  เกิดในโลก
นั้น.  อธิบายว่า  ท่านสุเนตต์อุปบัติ  คือว่าเข้าถึงวิมานพรหม  กล่าวคือ
ภูมิแห่งปฐมฌาน  อันเกิดแล้วแต่เบื้องต้น  ด้วยอำนาจการถือปฏิสนธิ.
  [พระโพธิสัตว์บำเพ็ญอัตตประโยชน์และปรประโยชน์]
           ได้ยินว่า  ในครั้งนั้น  พระโพธิสัตว์  แม้มีปกติได้สมาบัติ  ๘  ถึงอย่าง
นั้น  ก็ยังตรวจดูประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์และการบำเพ็ญบารมีของ
Posted by : หน้า ๖๗
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:55:51
ตนเอง  ยังความรักใคร่ให้เกิดขึ้นในภูมิแห่งฌานทั้ง ๒ เหล่านั้นแล
ท่องเที่ยวไปมา  ด้วยอำนาจเมตตาพรหมวิหาร.  ก็ครูสุเนตต์ได้มี
สาวกหลายร้อย.   สาวกทั้งหมดนั้น  ฟังเทศนาของพระโพธิสัตว์ตั้ง
อยู่ในโอวาทของท่านได้เป็นผู้มีสุคติเป็นเบื้องหน้า.
           ก็ในสาวกเหล่านั้น  บางพวกได้เข้าถึงพรหมโลก,  บางพวก
ได้เข้าถึงฉกามาพจรสวรรค์,  บางพวกได้เข้าถึงความเป็นขัตติยมหา-
ศาล  พราหมณมหาศาล   และคฤหบดีมหาศาล  แล.
           เรื่องครูสุเนตต์  พึงตรวจดูในปุญญาภายนสูตร  ในสัตตกนิบาต
อังคุตตรนิกาย.
                              [เรื่องพาณิช ๗๐๐ คน]
           [๔๙]  ในอดีตกาล  พาณิช ๗๐๐ คน  แล่นสำเภาไปสู่สมุทร.
ในวันที่ ๗ สำเภาได้อัปปางลงในท่ามกลางมหาสมุทร.  น้ำพลุ่งขึ้น
แล้ว.  พวกพาณิชประสพภัย  ต่างระบุชื่อเทพดาของตนๆ  ทำกรรม
ต่าง ๆ มีการอ้อนวอนเป็นต้น.
           ก็ในท่ามกลางพาณิชเหล่านั้น  มีบุรุษผู้หนึ่ง คำนึงถึงทานที่ตน
ถวายแก่ภิกษุสงฆ์กับสรณะและศีลที่ตนรับในวันที่ตนลงสู่สำเภา  นั่ง
ไม่หวาดกลัวเลย.  พวกพาณิชบอกนี้   เห็นบุรุษนั้นไม่หวาดกลัว  จึง
พากันถามถึงเหตุแห่งความไม่หวาดกลัว.   เขาบอกเหตุนั้นแก่พาณิช
เหล่านั้น.
           พวกพาณิช.  ก็ศีลย่อมควรแก่ชนเหล่าอื่น ?  นาย.
           บุรุษ.  เออ  ควร.
Posted by : หน้า ๖๘
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:57:50
พวกพาณิช.  ถ้าเช่นนั้น  ขอท่านได้โปรดให้แก่พวกข้าพเจ้า  
บ้าง.
เขาได้จัดคนเหล่านั้นพวกละร้อย  ๆ  แบ่งออกเป็น ๗  พวกแล้ว
ให้ศีล ๕.
บรรดาชนทั้ง ๗๐๐  คนนั้น  ชน  ๑๐๐  คนที่ ๑  ยืนอยู่ในน้ำประมาณ
แค่ข้อเท้าได้รับศีล,   ที่ ๒  ประมาณแค่เข่า,  ที่ ๓  ประมาณแค่สะเอว,
ที่ ๔  ประมาณแค่สะดือ,  ที่ ๕  ประมาณแค่นม,  ที่  ๖  ประมาณแค่คอ,
ที่  ๗  ได้รับในเมื่อน้ำเค็มกำลังไหลเข้าปาก.  เขาให้ศีลแก่คนเหล่า
นั้นแล้ว  ประกาศว่า  "ที่พึ่งอย่างอื่นของพวกท่านไม่มี,  พวกท่านจง
ระลึกถึงศีลไว้อย่างเดียวเถิด"  ดังนี้แล้ว  ตายไปบังเกิดในภพดาว-
ดึงส์  แม้คนเหล่านั้น  ก็เกิดในภพดาวดึงส์นั้นเหมือนกัน  เพราะ
อาศัยศีลที่รับในเวลาใกล้ตาย.
เทพบุตรเหล่านั้นทั้งหมด  ท่านเรียกว่า  "สตุลลปกายิกา  (ผู้ตั้ง
อยู่ในคณะยกย่องความดี) "    เพราะเป็นผู้ยกย่องธรรมของสัตบุรุษ
ด้วยอำนาจสมาทาน  แล้วบังเกิดในหมู่ชาวสวรรค์.  วิมานของเทพ-
บุตรเหล่านั้น  บังเกิดด้วยสามารถเป็นลดหลั่นกันทีเดียว  อย่างนี้คือ
บรรดาเทพบุตรเหล่านั้น  วิมานทองของเทพบุตรผู้เป็นอาจารย์  ประมาณ
ได้  ๑๐๐  โยชน์  บังเกิดในท่ามกลางวิมานทั้งหมด,  วิมานทั้งหลาย
ของพวกเทพบุตรอันเตวาสิก  บังเกิดแวดล้อมวิมานของเทพบุตรผู้
เป็นอาจารย์,    วิมานชั้นต่ำทั้งหมดของเทพบุตรเหล่านั้นประมาณได้
๑๒  โยชน์.
Posted by : หน้า ๖๙
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:58:34
          เทพบุตรเหล่านั้น  ระลึกถึงกรรมในขณะที่บังเกิดนั่นเอง  ทราบ
ว่าได้สมบัติเพราะอาศัยอาจารย์  ประสงค์จะกล่าวสรรเสริญคุณของ
อาจารย์ในสำนักพระศาสดา  จึงพากันมาสู่พระเชตวัน  ในลำดับ
มัชฌิมยาม  ถวายบังคมพระศาสดาแล้วยืน ณ ส่วนข้าหนึ่ง.  บรรดา
เทพดาเหล่านั้น  เทพดา ๖  องค์ปรารถนาจะกล่าวคาถาองค์ละคาถา
ตามลำดับ  ได้กล่าว ๖ คาถา  ทำบาทที่ ๔ ให้แปลกกัน  และ ๓ บาท
นอกนี้ให้เสมอเป็นอย่างเดียวกันว่า  
              [๑]  "บุคคลพึงนั่งร่วมกับสัตบุรุษอย่างเดียว,
              พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ  เพราะรู้ชัด
              สัทธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย  ย่อมมีแต่ความ
              ดี  ไม่มีความชั่วเลย.
              [๒]  บุคคลพึงนั่งร่วมกับสัตบุรุษอย่างเดียว,  พึง
              ทำความสนิมสนมกับสัตบุรุษ;  เพราะรู้ชัด
              สัทธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย  บุคคลย่อมได้
              ปัญญา  จะได้จากบุคคลอื่นหามิได้เลย.
              [๓]  บุคคลพึงนั่งร่วมกับสัตบุรุษอย่างเดียว,
              พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ;  เพราะรู้ชัด
              สัทธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย  บุคคลย่อมไม่
              เศร้าโศก  ในท่ามกลางแห่งผู้เศร้าโศก.
              [๔]  บุคคลพึงนั่งร่วมกับสัตบุรุษอย่างเดียว,
              พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ;  เพราะรู้ชัด
Posted by : หน้า ๗๐
วัน/เวลา : 23/8/2549 9:59:06
             สัทธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย  บุคคลย่อมรุ่งเรือง
              ในท่ามกลางญาติ.  
              [๕]  บุคคลพึงนั่งร่วมกับสัตบุรุษอย่างเดียว,
              พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ;  เพราะรู้ชัด
              สัทธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย  สัตว์ทั้งหลาย
              ย่อมไปสู่สุคติ.
              [๖]  บุคคลพึงนั่งร่วมกับสัตบุรุษอย่างเดียว,
              พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ;  เพราะรู้ชัด
              สัทธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย  สัตว์ทั้งหลาย
              ย่อมตั้งอยู่ชั่วกาลนาน."
           ขณะนั้น  เทพดาอีกองค์หนึ่ง  ทูลถามว่า  "ข้าแต่พระผู้มีพระภาค
คำแม้ของใครเล่า ?  เป็นสุภาษิต."
           พระผู้มีพระภาค  ตรัสว่า  "คำของท่านทั้งหมดเป็นสุภาษิตโดย
ปริยาย,  ของพวกท่านจงฟังคำของเราบ้าง"  ดังนี้แล้ว  ตรัสพระคาถา
นี้ว่า
              "บุคคลพึงนั่งร่วมกับสัตบุรุษอย่างเดียว, พึง
               ทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ;  เพราะรู้ทั่วถึง
              สัทธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย  บุคคลย่อมหลุด
              พ้นจากทุกข์ทั้งปวง."
                                         [แก้อรรถ]
           [๕๐]  บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  สพฺภิเรว  แปลว่า  กับบัณฑิต
้  
Posted by : หน้า ๗๑
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:05:48
คือ  สัตบุรุษอย่างเดียว.  อักษร ร  ทำการเชื่อมบท.  
           บทว่า  สมาเสถ  แปลว่า  พึงนั่งร่วม.  ก็คำนั่นเป็นหัวข้อ
เทศนาเท่านั้น.  ความว่า  พึงสำเร็จอิริยาบถทั้งปวงร่วมกับสัตบุรุษ
ทั้งหลายเท่านั้น.
           บทว่า  กุพฺเพถ  แปลว่า พึงทำ.  บทว่า  สนฺถวํ  ได้แก่ความ
สนิทสนมโดยฐานมิตร.  แท้จริง  ความสนิมสนมโดยฐานมิตร  บุคคล
พึงทำกับพระพุทธ  พระปัจเจกพุทธเจ้า  และพระสาวก,  ส่วนความ
สนิทสนมด้วยอำนาจตัณหา ไม่ควรทำกับใคร ๆ.
           บทว่า สตํ  คือ  ของสัตบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น.
           บทว่า  สทฺธมฺมํ  ได้แก่  สัทธรรมอันต่างโดยศีล ๕ ศีล ๑๐ และ
สติปัฏฐาน ๔ เป็นอาทิ.  แต่ในที่นี้  เทพบุตรทั้งหลายหมายเอาศีล ๕.
           บทว่า อญฺาย  คือ  เพราะรู้  คือเพราะเหตุแห่งความรู้.
           บทว่า  เสยฺโย  คือ  ความเจริญ.  บทว่า  น  ปาปิโย  ความ
ว่า  ความเลวทราม  ไม่มีสักอย่างหนึ่งเลย.
           พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๒:-
           บทว่า  นาญฺโต  ความว่า  ย่อมไม่ได้ปัญญาจากบุคคลอื่น  คือ
จากคนอันธพาล.  จริงอย่างนั้น  ธรรมดาปัญญาอันใคร ๆ ย่อมไม่ได้
จากคนอันธพาล  ดุจใคร ๆ  ไม่ได้วัตถุเป็นต้นว่าน้ำมันจากทรายเป็นต้น,
บุคคลรู้ธรรมของสัตบุรุษ  คบบัณฑิตเท่านั้นจึงได้  เหมือนบุคคล
ได้วัตถุเป็นต้นว่านั้นมันจากงาเป็นต้นแล.
           [๕๑]  พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๓ :-
Posted by : หน้า ๗๒
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:06:59
คือ  สัตบุรุษอย่างเดียว.  อักษร ร  ทำการเชื่อมบท.  
           บทว่า  สมาเสถ  แปลว่า  พึงนั่งร่วม.  ก็คำนั่นเป็นหัวข้อ
เทศนาเท่านั้น.  ความว่า  พึงสำเร็จอิริยาบถทั้งปวงร่วมกับสัตบุรุษ
ทั้งหลายเท่านั้น.
           บทว่า  กุพฺเพถ  แปลว่า พึงทำ.  บทว่า  สนฺถวํ  ได้แก่ความ
สนิทสนมโดยฐานมิตร.  แท้จริง  ความสนิมสนมโดยฐานมิตร  บุคคล
พึงทำกับพระพุทธ  พระปัจเจกพุทธเจ้า  และพระสาวก,  ส่วนความ
สนิทสนมด้วยอำนาจตัณหา ไม่ควรทำกับใคร ๆ.
           บทว่า สตํ  คือ  ของสัตบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น.
           บทว่า  สทฺธมฺมํ  ได้แก่  สัทธรรมอันต่างโดยศีล ๕ ศีล ๑๐ และ
สติปัฏฐาน ๔ เป็นอาทิ.  แต่ในที่นี้  เทพบุตรทั้งหลายหมายเอาศีล ๕.
           บทว่า อญฺาย  คือ  เพราะรู้  คือเพราะเหตุแห่งความรู้.
           บทว่า  เสยฺโย  คือ  ความเจริญ.  บทว่า  น  ปาปิโย  ความ
ว่า  ความเลวทราม  ไม่มีสักอย่างหนึ่งเลย.
           พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๒:-
           บทว่า  นาญฺโต  ความว่า  ย่อมไม่ได้ปัญญาจากบุคคลอื่น  คือ
จากคนอันธพาล.  จริงอย่างนั้น  ธรรมดาปัญญาอันใคร ๆ ย่อมไม่ได้
จากคนอันธพาล  ดุจใคร ๆ  ไม่ได้วัตถุเป็นต้นว่าน้ำมันจากทรายเป็นต้น,
บุคคลรู้ธรรมของสัตบุรุษ  คบบัณฑิตเท่านั้นจึงได้  เหมือนบุคคล
ได้วัตถุเป็นต้นว่านั้นมันจากงาเป็นต้นแล.
           [๕๑]  พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๓ :-
           บทว่า  โสกมชฺเฌ  ความว่า  อยู่ในท่ามกลางสัตว์ทั้งหลาย
ผู้เป็นที่ตั้งแห่งความโศก  หรือผู้ไปตามความโศก  ก็ไม่เศร้าโศก,
เหมือนอุบาสิกาของท่านพันธุลเสนาบดี  และเหมือนสังกิจจสามเณร
ในท่ามกลางพวกโจร ๕๐๐ คน.
                                 [เรื่องนางมัลลิกา]
           ดังได้สดับมา  ในกรุงกุสินารา  มีโอรสของเจ้ามัลละนามว่า
พันธุละ  ได้เป็นผู้เล่าเรียนศิลปะในสำนักอาจารย์เดียวกันกับพระเจ้า
ปเสนทิ.  ท่านพันธุละนั้นพาเทวีนามว่ามัลลิกา  เสด็จไปสู่กรุงสาวัตถี
จากกรุงกุสินารา  ได้เป็นเสนาบดีของพระเจ้าปเสนทิ.  นางมัลลิกา
อาศัยท่านพันธุละนั้น   คลอดบุตรฝาแฝดถึง  ๑๖  ครั้ง.  บุตรแม้
ทั้งหมดนั้นกล้าหาญ  สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง  ได้ถึงความสำเร็จ
ศิลปศาสตร์ทุกชนิด.  ในบุตรเหล่านั้นแล  คนหนึ่ง ๆ  มีบุรุษพันหนึ่ง
เป็นบริวาร.
           ต่อมาวันหนึ่ง  พวกมนุษย์ผู้พ่ายเพราะคดีโกง  เห็นท่าน
พันธุละมา  ก็พากันร้องเรียกถึงเหตุคดีโกงแห่งพวกอำมาตย์ผู้พิพากษา
แด่ท่านพันธุละนั้น.  ท่านได้ไปยังที่วินิจฉัยแล้วพิจารณาคดีนั้น  ทำเจ้า
ของนั้นแหละให้เป็นเจ้าของ.  มหาชนได้ให้สาธุการแล้ว.
           พระราชา   ได้สดับเสียงนั้น  จึงตรัสถาม ทราบความนั้นแล้ว
รับสั่งให้ถอดพวกอำมาตย์ผู้พิพากษาออกเสีย  แล้วทรงมอบการ
พิพากษาให้แก่ท่านพันธุละนั่นแหละ.   ตั้งแต่นั้นมา  ท่านก็พิพากษา
ความโดยชอบ.
Posted by : หน้า ๗๓
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:07:30
          บทว่า  โสกมชฺเฌ  ความว่า  อยู่ในท่ามกลางสัตว์ทั้งหลาย
ผู้เป็นที่ตั้งแห่งความโศก  หรือผู้ไปตามความโศก  ก็ไม่เศร้าโศก,
เหมือนอุบาสิกาของท่านพันธุลเสนาบดี  และเหมือนสังกิจจสามเณร
ในท่ามกลางพวกโจร ๕๐๐ คน.
                                 [เรื่องนางมัลลิกา]
           ดังได้สดับมา  ในกรุงกุสินารา  มีโอรสของเจ้ามัลละนามว่า
พันธุละ  ได้เป็นผู้เล่าเรียนศิลปะในสำนักอาจารย์เดียวกันกับพระเจ้า
ปเสนทิ.  ท่านพันธุละนั้นพาเทวีนามว่ามัลลิกา  เสด็จไปสู่กรุงสาวัตถี
จากกรุงกุสินารา  ได้เป็นเสนาบดีของพระเจ้าปเสนทิ.  นางมัลลิกา
อาศัยท่านพันธุละนั้น   คลอดบุตรฝาแฝดถึง  ๑๖  ครั้ง.  บุตรแม้
ทั้งหมดนั้นกล้าหาญ  สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง  ได้ถึงความสำเร็จ
ศิลปศาสตร์ทุกชนิด.  ในบุตรเหล่านั้นแล  คนหนึ่ง ๆ  มีบุรุษพันหนึ่ง
เป็นบริวาร.
           ต่อมาวันหนึ่ง  พวกมนุษย์ผู้พ่ายเพราะคดีโกง  เห็นท่าน
พันธุละมา  ก็พากันร้องเรียกถึงเหตุคดีโกงแห่งพวกอำมาตย์ผู้พิพากษา
แด่ท่านพันธุละนั้น.  ท่านได้ไปยังที่วินิจฉัยแล้วพิจารณาคดีนั้น  ทำเจ้า
ของนั้นแหละให้เป็นเจ้าของ.  มหาชนได้ให้สาธุการแล้ว.
           พระราชา   ได้สดับเสียงนั้น  จึงตรัสถาม ทราบความนั้นแล้ว
รับสั่งให้ถอดพวกอำมาตย์ผู้พิพากษาออกเสีย  แล้วทรงมอบการ
พิพากษาให้แก่ท่านพันธุละนั่นแหละ.   ตั้งแต่นั้นมา  ท่านก็พิพากษา
ความโดยชอบ.

Posted by : หน้า ๗๓
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:08:10
          ในครั้งนั้น  พวกอำมาตย์ผู้พิพากษาเก่าไม่ได้สินบท  มีลาภน้อย
จึงพากันทูลยุยงพระราชาว่า  "ท่านพันธุละปรารถนาราชสมบัติ."
พระราชา  ทรงเชื่อคำของอำมาตย์เหล่านั้น  จึงรับสั่งให้พวกบุรุษที่
ทรงแต่งให้ปล้นปัจจันตชนบท  แล้วส่งท่านพันธุละไป  ด้วยพระราช-
บัญชาว่า  "ข่าวว่า  ปัจจันตชนบทจลาจล  (กำเริบ)  ท่านจงไปพร้อม  
กับบุตรทั้งหลายของท่าน  จับกุมพวกโจรมาให้จงได้"  ดังนี้แล้ว
ส่งพวกนายทหารผู้ใหญ่ซึ่งสามารถเหล่าอื่นไป   ด้วยทรงกำชับว่า  
"ท่านทั้งหลายจงตัดศีรษะพันธุละ  พร้อมกับบุตร ๓๒ คนในที่นั้นเสีย.
ทหารเหล่านั้น  ได้ทำอย่างนั้น.
           วันนั้น  นางมัลลิกา  นิมนต์พระอัครสาวกทั้ง ๒ พร้อมกับ
ิภิกษุ ๕๐๐ รูป.  ขณะนั้น  ชนทั้งหลายได้ส่งจดหมายแก่นางในเวลา
เช้าว่า  "ทหารทั้งหลาย (ของพระเจ้าปเสนทิ)  ตัดศีรษะสามีของ
ท่านพร้อมกับบุตรทั้งหลาย."  นางได้ทราบข่าวนั้นแล้ว  ไม่บอก
อะไร ๆ แก่ใคร ๆ เลย  เหน็บจดหมายไว้ที่ชายพก  อังคาสภิกษุสงฆ์
เรื่อยไป.
           ขณะนั้น  นางปริจาริกาของนาง  นำภาชนะเนยใสมา ทำภาชนะ
แตกข้างหน้าพระเถระทั้งหลาย.  พระธรรมเสนาบดี กล่าวว่า  "ของ
มีอันแตกเป็นธรรมดา ก็แตกไปแล้ว,  ท่านไม่ควรคำนึงถึง."  นาง
จึงนำเอาจดหมายออกมาจากชายพกแล้วเรียนว่า  "ดิฉันแม้ได้ยิน
เรื่องนี้แล้ว  ยังมิคำนึงถึง  เมื่อภาชนะเนยใสแตกไปแล้ว  ดิฉันจัก
คำนึกถึงทำไมเล่า ? เจ้าข้า."  พระเถระได้แสดงธรรมแก่นางเสร็จแล้ว
Posted by : หน้า ๗๔
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:09:21
ไปสู่วิหาร.
           นางให้หาสุณิสาทั้ง ๓๒ คนมาแล้ว สอนว่า  "สามีของลูกทั้ง
หลายไม่มีความผิด  ได้รับผลกรรมเก่าของตน,  ลูกทั้งหลายอย่าได้
เศร้าโศก,  และอย่างทำความขึ้งโกรธต่อพระราชาเลย"  ดังนี้  ก็มิได้
เศร้าโศกในท่ามกลางสุณิสาผู้ประสบความโศกเหล่านั้น.
            นัยนี้ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาภัททสาลชาดก ๑ เป็นต้น.
                                 [เรื่องสังกิจจสามเณร]
           [๕๓]  ส่วนสังกิจจสามเณร   เป็นบุตรของพราหมณมหาศาล
ในกรุงสาวัตถี  ในเวลามีอายุได้ ๗ ขวบ  ก็บรรพชาในสำนัก
พระสาระบุตรเถระ  ได้บรรลุพระอรหัตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย
ในขณะปลงผมเสร็จนั่นเอง.  ในคราวเป็นสามเณร  เธออยู่ในป่ากับ
ภิกษุ ๓๐ รูป  ถูกพวกโจร  ๕๐๐  คนจับกุมไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง  ด้วย
หารือกันว่า  "พวกเราจักฆ่าผู้นี้  ทำพลีกรรมแก่เทพดา"  ดังนี้  นั่ง
เข้าฌานอยู่ในที่นั้นนั่งเอง.
           นายโจร  สั่งลูกสมุนให้ทำกิจมีก่อไฟเป็นต้นเสร็จแล้ว  เอาดาบ
ฟันคอสามเณร. ดาบพับมา  คมต่อคมกระทบกัน.  นายโจรจึงดัด
ดาบนั้นให้ตรงแล้วฟันใหม่,  ดาบม้วนมาถึงโคนด้ามเหมือนใบตาล.
โจรทั้งหมดนั้น  เห็นความอัศจรรย์นั้น  และได้ฟังเทศนาของเธอ  ก็
เลื่อมใส  บวชในสำนักเธอแล้ว  พากันไปสู่พระเชตวันพร้อมกับ

๑.  ข. ชา.  ๒๗/๓๒๔ ตทฏฺ€กถา.  ๖/๗๕.
Posted by : หน้า ๗๕
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:09:57
สามเณร  ได้ฟังเทศนาของพระศาสดาก็บรรลุพระอรหันต์ผลพร้อมกับ
ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย.
           นัยนี้ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาธรรมบทเป็นต้น.
           [๕๓]  พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๔ :-
           บาทคาถาว่า  าติมชฺเฌ  วิโรติ  ความว่า  ย่อมสง่าใสท่าน
กลางแห่งหมู่ญาติ  ดุจอธิมุตตกสามเณร.
                            [เรื่องอธิมุตตกสามเณร]
           ได้ยินว่า  อธิมุตตกสามเณรนั้น  เป็นหลานของพระสังกิจจ-
เถระ.  เธอถูกเถระส่งไปด้วยสั่งว่า "จงไป,  ถามอายุแล้วกลับ
มา,  เราจักให้เธออุปสมบท"  จึงถือบาตรและจีวรไปยังบ้านพี่สาว
ทำภัตกิจในบ้านนั้นเสร็จแล้วถามอายุ.  พี่สาวของเธอนั้น  กล่าวว่า
"ดิฉันไม่รู้ดอก,  มารดาของเราสิรู้."  เธอกล่าวว่า  "โปรดคอย
(ก่อน),  ฉันจักไปยังสำนัก (บ้าน)  มารดา"  ดังนี้แล้ว  ก็เข้าไป
สู่ดงโจร.  พวกโจรจับเธอไว้,  บางพวกพูดว่า  "จงฆ่าผู้นี้เสีย;"
บางพวกพูดว่า  "จะปล่อยไป."
           สามเณร  คิดว่า  "เรายังเป็นเสขะ  มีกิจจะต้องทำอยู่,  เรา
จักเจรจากับโจรเหล่านี้  ทำตนให้ปลอดภัย"  ดังนี้แล้ว  กล่าวว่า  "ถ้า
พวกท่านจักฆ่าข้าพเจ้าเสียไซร้,  เมื่อเป็นเช่นนั้น  พวกคนเดินทางไกล
รู้เรื่องนั้นเข้า  ก็จักไม่มา,  ท่านทั้งหลายก็จักเสื่อมจากทรัพย์."  โจร  
เหล่านั้น  คิดกันว่า  "ท่านผู้นี้พูดถูก"  ดังนี้แล้ว  กล่าวว่า  "ถ้าท่าน
Posted by : หน้า ๗๖
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:10:48
พบคนอื่นสวนทางมา  จักไม่บอกกกกไซร้,  ก็จงไปเถิด"  เมื่อสามเณร
รับว่า  "ได้จ้ะ"  จึงปล่อยเธอไป.
           เธออันโจรเหล่านั้นปล่อยแล้ว  เดินไปพบแม้ญาติทั้งหลายมี
บิดามารดาเป็นต้น  ก็มิได้บอกแม้แก่เขา.  พวกโจรจับคนเหล่านั้น
ซึ่งมาถึง ณ ภายหลังได้ก็ช่วยกันเบียดเบียน.  
           ทีนั้น  แม้มารดาของสามเณร  คร่ำครวญอยู่  ถูกพวกโจรถาม
แล้ว  บอกว่า  "ดิฉันเป็นมารดาของสามเณรชื่ออธิมุตตกะ,  ผู้นี้เป็น
บิดา,  คนเหล่านี้เป็นพี่น้องชาย."  พวกโจร  คิดว่า  "สมณะผู้นี้พูด
คำจริง"  ดังนี้แล้ว  เสื่อมใส  ปล่อยพวกญาติของเธอไป  แล้วก็พา
กันบวชในสำนักของเธอนั่นเอง.  เธอพาสามเณรเหล่านั้นไปสู่สำนัก
พระสังกิจจเถระ ตนเองอุปสมบทก่อน ภายหลังให้สามเณรเหล่านั้น
อุปสมบท  ทำให้เป็นอันเตวาสิกของตน.  ภิกษุเหล่านั้น  ตั้งอยู่ในโอวาท
ของพระอธิมุตตกเถระ  ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว.
           [๕๔]  พึงทราบวินิจฉัย  ในคาถาที่ ๖ :-
           บทว่า  สาตตํ ความว่า  ตั้งอยู่เป็นสุขตลอดกาลเนืองนิตย์  หรือ
เป็นสุขสิ้นกาลนาน.
           บทว่า  โว แปลว่า  ของท่านทั้งหลาย.
           บทว่า  ปริยาเยน  คือ  โดยเหตุ.  บทว่า  สพํพทุกฺขา  ความ
ว่า  จะมีคุณอันประเสริฐอย่างเดียวหามิได้,  อนึ่ง  บุคคลมิใช่จะได้แต่
ปัญญา,  ไม่เศร้าโศกในท่ามกลางสัตว์ผู้เศร้าโศก,  รุ่งเรืองในท่าม
กลางญาติ,  บังเกิดในสุคติ,  ตั้งอยู่เป็นสุขตลอดกาลนานอย่างเดียว
Posted by : หน้า ๗๗
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:11:33
ที่แท้  ย่อมหลุดพ้นแม้จากทุกข์ประจำวัฏฏะทั้งมวลด้วยแล.
           เรื่องพาณิชทางทะเลมาในอรรถกถาเทวตาสังยุต.*
                      [เปรียบเทียบการคบคนพาลกับบัณฑิต]
           บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ยังตนและหมู่ชนผู้ทำ  (ตาม)  คำของตน
ให้ฉิบหาย  โดยนัยดังแสดงมาฉะนั้นแล.
           [๕๕]  ผู้ใดไม่เสพคนพาล,  ผู้นั้นชื่อว่า  เสพบัณฑิต;  ผู้ใดเสพ
บัณฑิต,  ผู้นั้นชื่อว่าไม่เสพคนพาล;  เพราะฉะนั้น  คำทั้ง ๒ นั้น  โดย
ใจความก็เป็นคำเดียวกันนั่นเอง,  เป็นคำเดียวกันก็จริง;  ถึงอย่างนั้น
บรรดาคำทั้ง ๒ นั้น  คำนี้ว่า  "การไม่เสพคนพาล ๑ "  แม้ในคาถาที่ ๑
นี้  พึงทราบว่าพระผู้มีพระภาคตรัสไว้  เพื่อให้รู้แจ้งแม้ซึ่งความตรง
กันข้ามนี้ว่า  "การเสพคนพาลไม่เป็นมงคล,"  คำนี้ว่า  "การเสพ
บัณฑิต ๑"  พึงทราบว่า   พระองค์ตรัสเพื่อจะให้รู้แจ้งแม้ซึ่งความตรง
กันข้ามนี้ว่า  "การไม่เสพบัณฑิตไม่เป็นมงคล."  เปรียบเหมือนบุรุษ
ผู้ฉลาดในทาง  เมื่อจะบอกทาง  บอกทางที่ไม่ควรถือเอาก่อนแล้ว
จึงบอกทางที่ควรถือเอาภายหลัง  อย่างนี้ว่า "ท่านจงละทางซ้าย
จงถือทางขวา."  ผู้ใดละทางซ้าย  ผู้นั้นชื่อว่าถือทางขวา;  ผู้ใดถือ
ทางขวา  ผู้นั้นชื่อว่าละทางซ้าย;  เพราะฉะนั้น  แม้คำทั้ง ๒ นั้น  โดย
ใจความก็เป็นคำเดียวกันนั่นเอง,  เป็นคำเดียวกันก็จริง  ถึงอย่างนั้น
บรรดาคำทั้ง ๒ นั้น  คำนี้ว่า "จงละทางซ้าย"  พึงทราบว่า  บุรุษนั้น
กล่าวเพื่อให้รู้แจ้งแม้ซึ่งความตรงกันข้ามนี้ว่า  "จงอย่าละทางขวา."

*  สา. ป. ๑/๖๗.
Posted by : หน้า ๗๘
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:12:51
คำนี้ว่า  "จงถือทางขวา" พึงทราบว่า  เขากล่าวเพื่อให้รู้แจ้งแม้  
ซึ่งความตรงกันข้ามนี้ว่า  "จงอย่าถือทางซ้าย"  ฉะนั้น,  ก็เพราะทำ
อธิบายดังนี้  พระผู้มีพระภาคจึงไม่ตรัสการเสพบัณฑิตก่อน  (แต่)
ตรัสการไม่เสพคนพาลก่อน.  ก็ผิว่า  พระองค์พึงตรัสการเสพบัณฑิต
ก่อนไซร้.  อรรถแห่งพาลศัพท์ เวไนยสัตว์ก็จะไม่เข้าใจได้  เพราะ
ตรัสถึงบัณฑิต  (ก่อน);  เมื่ออรรถแห่งพาลศัพท์นั้น  เวไนยสัตว์ไม่
เข้าใจแล้ว  แม้การเสพคนพาลก็ย่อมไม่เข้าใจเหมือนกัน.
           ก็เพราะพระผู้มีพระภาค ทรงประสงค์จะให้เวไนยสัตว์เข้าใจ
การเสพคนพาลก่อน,  จึงตรัสการไม่เสพคนพาลนั่นและก่อน.  ความจริง
พระองค์ตรัสว่า  "การไม่เสพคนพาล"  ดังนี้  ก็ชื่อว่าให้เวไนย-
สัตว์เข้าใจแม้การเสพคนพาลด้วย.  เพราะพระผู้มีพระภาคเป็นเช่น
เดียวกับบุรุษผู้ฉลาดในทาง,  ฉะนั้น  (พระองค์)  ทรงประกาศการ
เสพคนพาล  กล่าวคือการไม่เสพบัณฑิต   ที่ไม่ควรถือเอา  เช่นเดียว
กับทางซ้าย  ก่อนแล้ว  จึงทรงประกาศการไม่เสพคนพาล  กล่าวคือ
การเสพบัณฑิต ที่ควรถือเอา  เช่นเดียวกับทางขวาในภายหลัง.
                          [การเสพคนพาลไม่เป็นมงคล]
           [๕๖]  แท้จริง  แม้การเสพคนพาล  ซื่อว่าไม่เป็นมงคล  เพราะ
เป็นเหตุแห่งความเสื่อมทราม,  ด้วยเหตุนั้น  พระผู้มีพระภาค  จึง
ตรัสว่า :-
              "พวกอสัตบุรุษย่อมเป็นที่รักของเขา,  เขาไม่ทำ
              พวกสัตบุรุษให้เป็นเป็นที่รัก,  เขาพอใจธรรมของ
Posted by : หน้า ๗๙
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:13:53
          พวกอสัตบุรุษ;  ข้อนั้นเป็นทางของผู้เสื่อมทราม.๑"
                                      [แก้อรรถ]
           บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  อสนฺตสฺส  ความว่า  พวกอสัตบุรุษ
คือคนที่ไม่ดีมีครูทั้ง ๖  เป็นต้น   ย่อมเป็นที่รักของบุคคลนั้น.
           บาทคาถาว่า  สนฺเต  น  กุรุเต  ปิยํ  ความว่า  เขาไม่ทำสัตบุรุษ
ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นให้เป็นที่รักของตน.  ก็ในบาทคาถานี้
พระผู้มีพระภาคทรงทำความต่างแห่งวจนะว่า  "สนฺเต  ปิยํ"  ด้วย
สามารถเวไนยสัตว์.  ทิฏฐิ  ๖๒ ๒  และอกุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่า ธรรม
ของอสัตบุรุษ,  เขาชอบใจ  คือรักใคร่  ได้แก่เสพธรรมของอสัตบุรุษนั้น.
           บทว่า ตํ ความว่า  กรรม ๓ อย่าง  คือ  ความเป็นผู้มีอสัตบุรุษ
เป็นที่รัก ๑  ความเป็นผู้ไม่มีสัตบุรุษเป็นที่รัก ๑  ความชอบในธรรม
ของอสัตบุรุษ ๑  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นทางของบุคคลผู้เสื่อม
ทราม  คือเป็นเหตุแห่งความพินาศของบุคคลผู้เสื่อม  คือผู้พินาศอยู่,
แท้จริง  บุคคลผู้ประกอบด้วยกรรม ๓ อย่างนั่น  ย่อมฉิบหาย คือ
เสื่อม  ได้แก่  ไม่ถึงความเจริญในโลกนี้  ในโลกหน้าทีเดียว,  ด้วย
เหตุนั้น  พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า "เป็นทางของบุคคลผู้เสื่อมทราม"
ดังนี้แล.
              กถาว่าด้วยเสพและไม่เสพพาลและบัณฑิต  จบ.
Posted by : หน้า ๘๐
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:14:44
                                กถาว่าด้วยการบูชา*
                                   [บูชา ๒  อย่าง]
           [๕๗]  ชื่อว่าบูชามี ๒ อย่าง  ด้วยสามารถอามิสบูชาและ
ปฏิบัติบูชา.
           บรรดาบูชา ๒ อย่างนั้น  การบูชาด้วยสักการะมีดอกไม้เป็นต้น
และด้วยปัจจัย ๔  ชื่อว่า  อามิสบูชา,  การบูชาด้วยปฏิบัติ  ชื่อว่า
ปฏิบัติบูชา.  ส่วนในอรรถกถา ๑   ท่านกล่าวว่า  "การทำสักการะ เคารพ
นบนอบและไหว้  ชื่อว่าบูชา."  โดยกำหนดบุคคลอย่างสูงสุด  พระ
พุทธเจ้า  พระปัจเจกพุทธเจ้า  และพระอริยสาวก  ชื่อปูชไนยบุคคล.
จริงอยู่  ท่านเหล่านั้น  เรียกว่า  ปูชไนยบุคคล  เพราะทำภาวะแห่ง
การบูชาที่บุคคลทำในตนแม้เล็กน้อย  นำประโยชน์มุขมาให้ตลอด
กาลนาน  เหตุเป็นทักษิไณยบุคคล.
                                   [แก้ปูชเนยศัพท์]
           ในบทว่า  ปูชเนยฺยา  นั้น  พึงทราบอรรถวิเคราะห์ดังนี้:  อันเขา
ย่อมบูชา  ชื่อว่า  ความบูชา  ลง ยุ  ปัจจัยในภาวสาธนะ  แต่หน้า
ปูช  ธาตุ.  ชนเหล่าใดย่อมควรซึ่งการบูชา  คือเป็นผู้เหมาะแก่การบูชา
เหตุนั้น  ชนเหล่านั้น   ชื่อว่า  ปูชเนยยะ;  อธิบายว่า  "เป็นผู้สมควร
ซึ่งการบูชา  คือเหมาะแก่การบูชา;"  ลง  เอยฺย  ปัจจัย  โดยสูตรใน

*  พระมหาฉาย  สุวฑฺฒโน  ป. ๗  วัดบวรนิเวศวิหาร  แปล.
๑.  ปรมัตถโชติกา  ขุททกปาฐวัณณนา  ๑๓๗.
Posted by : หน้า ๘๑
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:16:24
สัททนีติปกรณ์ว่า "ปัจจัยคือ  อีย  และ  เอยฺย  ลงในอรรถว่าควร."
แต่พุทธศาสนิกชนในบัดนี้สวดกันว่า  "ปูชนียานํ"  ก็มี.  ลง  อีย
ปัจจัย  โดยสูตรนั้นเหมือนกัน.  อาจารย์บางพวกกล่าวว่า "ลง  อนีย
ปัจจัย."  แต่คำนั้นไม่สม  (ด้วยคำ)  ในอรรถกถา  "บทว่า  ปูช-
เนยฺยานํ  ได้แก่  ผู้ควรซึ่งการบูชา"
                            [พุทธบูชามีผลานิสงส์มาก]
           [๕๘]  ก็ชื่อว่า  การบูชาในปูชไนยบุคคลมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
แม้เล็กน้อย  ก็ย่อมนำประโยชน์สุขมาให้ตลอดกาลนาน.  ก็ในข้อนี้
มีนายสุมมมาลาการเป็นต้น  เป็นอุทาหรณ์.
                               [เรื่องนายสุมนมาลาการ]
           ดังได้สดับมา  ในกรุงราชคฤห์  มีนายมาลาการ  (ช่างจัดดอกไม้)
คนหนึ่ง  ชื่อสุมนะ.  เขาบำรุงพระเจ้าพิมพิสารด้วยดอกมลิ ๘  ทะนาน
ในเวลาเช้าทุก ๆ วัน  ได้รับพระราชทาน ๘ กหาปณะ.
           วันหนึ่ง  เขาถือดอกไม้เดินไปสู่ที่บำรุงพระราชา  เห็นพระ
ศาสดาซึ่งหมู่ภิกษุแวดล้อมเปล่งพระรัศมีมีวรรณะ ๖  เสด็จเข้าไปสู่
พระนครเพื่อบิณฑบาต  ก็มีจิตเสื่อมใส  คิดว่า  "พระราชาไม่ได้
ดอกไม้เหล่านี้  จะทรงฆ่าหรือจะทรงเนรเทศเราเสียจากแคว้น  (ก็
ตามเถิด),  เพราะพระองค์แม้เมื่อจะพระราชทานแก่เรา  ก็พึงพระ
ราชทานทรัพย์พอเลี้ยงชีวิตแต่ในปัจจุบันเท่านั้น;  ส่วนการบูชาพระ
ศาสดา  มีผลนับไม่ได้  ย่อมนำมาซึ่งประโยชน์สุขตลอดกาลนาน,  เราจัก
บูชาพระศาสดาด้วยดอกไม้เหล่านี้"  ดังนี้แล้ว  สละชีวิตของตนโปรย
 
Posted by : หน้า ๘๒
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:17:53
ดอกไม้ทั้ง ๘  ทะนาน  จัดให้เป็น ๘ กำมือ.  
           ก็ดอกไม้ ๒ กำมือที่เขาโปรยไปทีแรก  ได้กลายเป็นเพดานดอก
ไม้แผ่อยู่เบื้องบนพระศาสดา.  ๒ กำที่โปรยไปครั้งที่ ๒  อยู่ด้านพระ
ปรัศเบื้องขวา. ๒  กำที่โปรยไปครั้งที่ ๓  อยู่ด้านพระปฤษฏางค์.  ๒ กำ
ที่โปรยไปครั้งที่ ๔ อยู่ด้านพระปรัศเบื้องซ้าย  ตกว่าดอกไม้ ๖ กำได้
เป็นเครื่องกำบังดอกไม้ ๓ ด้าน.  เบื้องพระพักตร์ได้มีเพียงช่องเป็นที่
เสด็จไปเท่านั้น.  ขั้วดอกไม้อยู่ข้างใน,  กลีบอยู่ข้างนอก.
           พระศาสดา  เป็นประดุจถูกแวดล้อมด้วยแผ่นเงิน  เสด็จไป
แล้ว.  แม้ดอกไม้ทั้งหลายก็ไม่แตกไม่ร่วง  ลอยไป (และ) หยุดอยู่
ในที่ประทับยืนกับพระศาสดานั่นเอง.  ทั่วทั้งพระนคร  พากันแตกตื่น
เพราะเห็นอัศจรรย์นั้น.  ก็ภายในพระนครมีคนประมาณได้ ๙ โกฏิ,
ในคนเหล่านั้น  แม้สักคนหนึ่งชื่อว่าจะไม่ถือภิกษาออกมา ไม่มีเลย.
มหาชนทำการโห่ร้องพันหนึ่ง  ทำการสบัดโบกผืนผ้าพันหนึ่ง (แห่แหน)
ไปกับพระศาสดา.
           ส่วนนายมาลาการ  บูชาเชยชมถวายบังคมพระศาสดาอย่างนั้น
แล้วถือแต่กระเช้าเปล่ากลับเรือน  ถูกภรรยาถามว่า  "ดอกไม้อยู่ไหน ?"
ตอบว่า  "ฉันเอาดอกไม้เหล่านั้นบูชาพระศาสดาเสียแล้ว."
           ภรรยา  ถามว่า  "บัดนี้  ท่านจักทำอะไรแด่พระราชเล่า ?"
           นายมาลากา  กล่าวว่า  "พระราชาจะทางฆ่าหรือจะทรง
เนรเทศฉันจากแคว้น  (ก็ตามเถิด),  ฉันสละชีวิตบูชาพระศาสดา,
การบูชาด้วยดอกไม้เป็นเช่นนี้"  ดังนี้แล้ว  จึงบอกเรื่องทั้งหมด.
Posted by : หน้า ๘๓
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:19:25
          ก็ภรรยาของเป็นหญิงอันธพาล  ไม่พลอยทำความเลื่อมใส
ในความอัศจรรย์เห็นปานนั้น  ด่าเขาแล้ว  กล่าวว่า  "ธรรมดาพระ
ราชาทั้งหลายดุร้าย  กริ้วครั้งเดียว  ย่อมทำความพินาศให้แม้มาก,
ความพินาศจะพึงมีแม้แก่ดิฉัน  เพราะกรรมที่ท่านทำแล้ว"  ดังนี้แล้ว
พาลูก ๆ ไปเฝ้าพระราชา  ทูลคำที่นายมาลาการนั้นกล่าวกับตนทุก
ประการ  แล้วทูลว่า  "ขอเดชะ  กรรมที่นายมาลาการนั้นทำแล้ว  จะเป็น
อันทำดีหรือทำชั่ว  (ก็ตาม), กรรมนั้นเป็นของ ๆ เขาคนเดียว;  ขอ
พระองค์ทรงทราบว่าข้าพระองค์หย่าเขาแล้ว."
           พระเจ้าพิมพิสาร  ทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว  ทรงดำริว่า  "แหม
หญิงนี้อันธพาล  ไม่ยังความเลื่อมใสให้เกิดขึ้นในคุณเห็นปานนี้เลย"
ทรงทำทีกริ้ว  ตรัสถามว่า  "เขาทำการบูชาด้วยดอกไม้สำหรับบำรุง
เราหรือ ?"  เมื่อนางทูลว่า  "ถูกแล้ว  พระเจ้าข้า"  ตรัสว่า  "การ
ที่เจ้าหย่าเขาเสียได้  (นับว่า)  เจ้าทำดี,  เราจักรู้กรรมอันควรที่เราจะ
พึงทำแก่สามีของเจ้าผู้เอาดอกไม้สำหรับเราทำการบูชา"  แล้วทรงส่ง
หญิงนั้นไปแล้ว  เสด็จไปสู่สำนักพระศาสดาโดยเร็ว  เสด็จเที่ยวไป
กับพระศาสดานั่นแหละ.
           พระศาสดา  ทรงทราบความเสื่อมใสแห่งจิตของพระราชา
แล้ว  เพื่อจะทรงทำคุณของนายมาลาการให้ปรากฏ  จึงเสด็จเที่ยว
ไปโดยทางเภรีจรณ์ *  ในพระนคร  (ซึ่งมีเนื้อที่)  ประมาณ ๓ คาวุต  ไม่

*  โดยพยัญชนะ  แปลว่า  โดยทางเป็นที่เที่ยวไปแห่งกลอง  โดยอรรถ  หมายความว่า  พระ
ศาสดาเสด็จไปตามทาง  ซึ่งมีคนหรือพนักงานตีกลองร้องป่าวไปข้างหน้า.  วิธีเภรีจรณ์นี้เป็นคติ
โบราณ  เมื่อจะป่าวประกาศเรื่องอะไร  ก็จัดให้มีคนตีกลองไปตามถนนหาทางเช่นนี้.
Posted by : หน้า ๘๔
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:20:07
ประทานบาตรแก่ใคร ๆ  เสด็จไปยังพระลานหลวง  แล้วจึงประทาน
บาตรแก่พระราชาผู้ประสงค์จะรับ  ไม่เสด็จเข้าไปสู่พระราชมนเทียร
ประทับนั่ง ณ ที่นั้นนั่งเอง  อันพระราชาทรงอังคาสด้วยพระกระยาหาร
อันประณีต  ในเวลาเสร็จภัตกิจ  ทรงทำอนุโมทนาเสด็จไปยังพระ
วิหาร  เข้าสู่พระคันธกุฎีแล้ว.  แม้ดอกไม้ทั้งหลาย  เมื่อพระศาสดา
เสด็จดำเนินไป  ก็ลอยไป  เมื่อประทับยืน ก็หยุดอยู่  เมื่อเสด็จเข้า
ไปสู่พระคันธกุฎีแล้ว  ก็ตกอยู่ในซุ้มพระทวาร.
           ฝ่ายพระราชา  ตามเสด็จพระศาสดาแล้วกลับมา  รับสั่งให้หา
นายมาลาการมาแล้ว  ทรงเสื่อมใสในเขา  ได้พระราชทานช้างเป็น
ต้นอย่างละแปด ๆ ๗ อย่าง  คือ  ช้าง  ม้า  ทาส  ทาสี  นารีผู้ประดับ
ด้วยอลังการล้วน  บ้านส่วย  กหาปณะพันหนึ่ง  และเครื่องประดับ
ชื่อมหาประสาธน์แก่เขา.
           พระศาสดา  เสด็จไปสู่พระวิหาร  อันพระอานนทเถระทูลถาม
ว่า  "พระเจ้าข้า  วิบากจักมีแก่นายมาลาการอย่างไรหนอ ?"  ตรัส
ว่า  "อานนท์  นายมาลาการนี้สละชีวิตเพื่อเรา  ทำการบูชาด้วย
ดอกไม้  จักไม่ไปสู่ทุคติทีเดียวตลอดแสนกัปป์  ท่องเที่ยวไปใน
เทวโลกและมนุษย์โลก  แล้วจักเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า "สุมนะ"
ดังนี้แล้ว  เมื่อจะทรงแสดงธรรม  จึงตรัสคาถานี้ในพาลวรรคธรรมบท *
ว่า

*  บาลีในมงฺคลตฺถทีปนี้  เป็น  ปิติโต  ส่วนในธมฺมปทฏฺ€กถา  เป็น  ปติโต  แปลว่า  มีปีติ
อย่างเดียว.
Posted by : หน้า ๘๕
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:21:28
             บุคคลทำกรรมใดแล้ว  ไม่ร้อนใจในภายหลัง
              (และ)  มีปีติมีใจดี  (มีปีติและโสมนัส)  เสวย
              วิบากของกรรมใด,  กรรมนั้นแล  ที่บุคคลทำ
              แล้วเป็นคนดี.
           ในเวลาจบคาถา  ธรรมาภิสมัย  ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นสี่พันแล.
                              เรื่องนายสุมนมาลาการ จบ
                              [เรื่องพระสุธาปิณฑิยเถระ]
           [๕๙]  ดังได้สดับมา  กุลบุตรผู้หนึ่ง  ได้บำเพ็ญกุศล  (บารมี)
ไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อนทั้งหลาย  ก่อสร้างบุญอยู่ในภพนั้น ๆ.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคพระนามว่า  สิทธัตถะ  บังเกิดในเรือนของ
สกุล  เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์อยู่  ไม่อาจทำบุญได้ต่อเมื่อ
พระผู้มีพระภาคปรินิพานแล้ว  ได้ใส่ปูนขาวก้อนหนึ่งลงในระหว่าง
แผ่นอิฐทั้ง ๒  ในเมื่อมหาชนพากันทำห้องสำหรับบรรจุพระเจติยธาตุ
ของพระองค์.  ด้วยบุญกรรมนั้น  เขาได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและ
มนุษย์โลกนั่นเองสิ้น ๙๔ กัปป์  ในพุทธุปบาทกาลนี้บังเกิดในเรือน
แห่งสกุลหนึ่ง  รู้เดียวสาแล้ว  เสื่อมใสในพระศาสดา  บวชไม่สู้
นานนัก  ก็ได้เป็นพระอรหันต์.  ท่านปรากฏนามว่า  "สุธาปิณฑิย-
เถระ."  ท่านเมื่อจะประกาศความไม่ขาดสายแห่งความประพฤติในกาล
ก่อนของตน  ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า  
Posted by : หน้า ๘๖
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:22:45
             "ใคร ๆ ไม่อาจนับบุญของบุคคลผู้บูชาปูชารห-
              บุคคลทั้งหลาย  คือพระพุทธเจ้าหรือเหล่าพระ
              สาวกผู้ล่วงธรรมเป็นเหตุให้เนิ่นช้า  ข้ามโสกะ
              และปริเทวะได้แล้ว  ว่าบุญนี้มีประมาณเท่านี้.
              อนึ่ง  ใคร ๆ ไม่อาจนับบุญของบุคคลผู้บูชา  
              ปูชารบุคคลเหล่านั้น  ผู้คงที่  ดับสนิทแล้ว
              หาภัยแต่ที่ไหนมิได้ว่า 'บุญนี้มีประมาณเท่านี้.'
              อนึ่ง  บุคคลใดในโลกนี้  พึงครอบครองความ
              เป็นบุคคลนั้นนั่น  ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ *  แห่งการ
              บูชานี้เลย.  ข้าพเจ้ามีใจเสื่อมใสได้ใส่ก้อนปูน        
              ขาวในระหว่างแผ่นอิฐ  ในพระเจดีย์ของพระ
              พุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ  ผู้เลิศกว่านรชน
              เพราะกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ในครั้งนั้นข้าพ-
              เจ้าจึงไม่รู้จักทุคติเลยตลอด ๙๔ กัปป์  แต่ภัทท-
              กัปป์นี้เป็นผลแห่งการปฏิสังขรณ์.  ในกัปป์ที่
              ๓๐  แต่ภัททกัปป์  ข้าพเจ้าได้เป็นพระเจ้าจักร-
              พรรดิ์นามว่า  ปฏิสังขารผู้เพียบพร้อมด้วยรัตนะ
              ๗  ประการถึง  ๑๓ ครั้ง  ธรรมเหล่านี้  คือ

* กำเนินศัพท์นี้มาจากเรื่องของดวงจันทร์  เพราะดวงจันทร์ถือกันว่ามี ๑๖ กลา  (โษฑศกลา)
และมีชื่อเรียกทั้ง ๑๖ กลา  จึงไม่เป็นว่าเสี้ยวที่ ๑๕ หรือเสี้ยวที่ ๑๗.
Posted by : หน้า ๘๗
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:23:53
             ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพ-
              เจ้าทำให้แจ้งแล้ว,  คำสอนของพระพุทธเจ้า
              ข้าพเจ้าก็ได้แล้ว.* "
                                       [แก้อรรถ]
           [๖๐]  โยชนาว่า  "บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  ปูชารเห  ความ
ว่า  พระพุทธเจ้า  พระปัจเจกพระพุทธเจ้า  พระสาวก  อาจารย์  อุปัชฌายะ
มารดาบิดา  และครูเป็นต้น  ชื่อว่าปูชารหบุคคล,  ใคร ๆ ไม่อาจนับ
บุญของบุคคลผู้บูชาซึ่งปูชารหบุคคลเหล่านั้น  ด้วยดอกไม้  ประทีป
ธูป  ของหอม  เครื่องประดับ  และปัจจัย ๔ เป็นอาทิ  และด้วยการ
กราบไหว้เป็นต้นได้."
           ต่อนี้  พระเถระกล่าวคำว่า  "พุทฺเธ"  เป็นอาทิ  ก็เพื่อจะแสดง
ปูชารหบุคคลทั้งหลาย  ด้วยสามารถกำหนดปูชารหบุคคลชั้นสูงสุด.
           ในบทเหล่านั้น  บทว่า  พุทฺเธ  หมายทั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทั้งพระปัจเจกพุทธเจ้า.  คำว่า  ยทิจ  แปลว่า  หรือว่า.
           บทว่าคาถาว่า  ปปฺจสมติกฺกนฺเต  ได้แก่  ผู้มีธรรมเครื่อง
เนิ่นช้า  คือตัณหา  ทิฏฐิ  และมานะอันก้าวล่วงแล้ว.
           บาทคาถาว่า ติณฺณโสกปริทฺทเว  ได้แก่  ข้าม คือ ผ่านได้แล้ว
ซึ่งความโศกและความร่ำไร.

* ขุ.  อุ. ๒๓/๑๙๐
Posted by : หน้า ๘๘
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:25:10
          ท่านกล่าวคำว่า  "เต  ตาทิเส"  เป็นอาทิ  เพื่อแสดงความว่า
"ใคร ๆ  ไม่อาจนับบุญของบุคคลผู้บูชาปูชารหบุคคล  เป็นต้นว่าพระ
พุทธเจ้าผู้ยังทรงพระชนม์อยู่  อย่างเดียวเท่านั้นหามิได้,  แม้ในบุญ
ของบุคคลผู้บูชาซึ่งพระพุทธเจ้าเป็นต้น  ผู้ปรินิพพานแล้วก็ดี  ซึ่งเจดีย์
และปฏิมาเป็นต้นของท่านก็ดี  ก็นัยนี้เหมือนกัน."  
           บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  เต  โยค  พุทฺธาทิเก  (แปลว่า  ปูชา-
รหบุคคลมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น).
           บทว่า  ตาทิเส  คือ  ผู้ประกอบด้วยคุณของผู้คงที่  ด้วยสามารถ
คุณตามที่กล่าวแล้ว.
           บทว่า  นิพฺพุเต คือ  ดับสนิทแล้ว  ด้วยความดับแห่งกิเลสมี
ราคะเป็นต้น.  ปูชารหบุคคลมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นเหล่านั้น  ชื่อว่า  หา
ภัยแต่ที่ไหนมิได้  เพราะไม่มีภัยแต่ที่ไหน  คือแต่ภพหรือแต่อารมณ์.
           บทว่า  อิเมตฺตํ  ความว่า  ใคร ๆ ไม่อาจเพื่อจะนับ  คือเพื่อจะ
ทำการนับ  ได้แก่ เพื่อจะคำนวณ  ด้วยสามารถจำนวนมีร้อยละพัน
เป็นต้นว่า  "บุญนี้มีประมาณเท่านี้."
           บทว่า  อปิ  เกนจิ คืออันใคร ๆ คือบุคคลแม้มีอานุภาพมาก;
อีกนัยหนึ่ง  ความว่า  บรรดาการนับ ๓ อย่าง  ด้วยสามารถการวัด
ชั่ง  และตวง   ด้วยการนับแม้อย่างหนึ่ง.  ในการนับ ๓ อย่างนั้น
การคาดหมายว่า  "สิ่งนี้มีประมาณเท่านี้"  ชื่อว่าวัด.  การนับด้วย
ตราชั่ง  ชื่อว่า  ชั่ง.  การตวงให้เต็มในเครื่องตวงมีกึ่งฟายมือ  ฟายมือ
หนึ่ง  และทะนานหนึ่งเป็นต้นแล้วนับ  ชื่อว่า  ตวง.  บัดนี้เพื่อจะแสดง
Posted by : หน้า ๘๙
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:31:34
การบูชานั้น  ท่านจึงกล่าวว่า  "จตุนฺนํปิ  จ  ทีปานํ"  เป็นต้น.
           บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า  ทีปานํ  ได้แก่  ทวีปใหญ่อันมีทวีป
น้อยสองพันเป็นบริวาร.  บทว่า  อิสฺสรํ ความว่า  พึงให้ทำอิสระ
คือความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ในห้องจักรวาลทั้งสิ้น  รวมทวีปทั้งหลาย
ตามที่กล่าวแล้วเข้าด้วยกัน.  
           บาทคาถาว่า  เอติสฺสา  ปูชนาเยตํ  ความว่า  ทรัพย์ทั้งสิ้นมี
รตนะ ๗ ประการเป็นต้น  ในสกลทวีปนั่น  ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการ
บูชาในเพราะปูนขวาก้อนหนึ่งในห้องสำหรับบรรจุพระธาตุในเจดีย์.
           บทว่า  กลํ  ความว่า  ไม่ถึงเสี้ยวแห่งส่วนที่ ๑๖ ซึ่งแบ่งถึง ๑๖
ครั้ง ๑๖ หน ๑  แห่งการบูชาที่ทำในเจดีย์.  บทว่า  นรคฺคสฺส  ความว่า
เมื่อมหาชนพากันทำการฉาบปูนขาวในห้องสำหรับบรรจุพระธาตุ  ใน
เจดีย์ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่า  สิทธัตถะ  ผู้เลิศคือประเสริฐ
กว่านรชนทั้งหลาย.          
           บทว่า  อิฏฺ€กนฺตเร  คือที่ตรงระหว่างแผ่นอิฐทั้ง ๒. อีกอย่างหนึ่ง
ความว่า  ในระหว่างแห่งที่อันเป็นยอดแห่งที่เป็นที่รองดอกไม้.๒
           บทว่า  ทินฺโน  แปลว่า  ใส่.
           เรื่องสุธาปิณฑิยเถระ  มาในทสมวรรคอปทาน.
           แม้เรื่องสุวรรณเจดีย์ในพุทธวรรคธรรมบทก็ควรกล่าวด้วย.

๑.  พระอาจารย์แก่ปางก่อน  คงถือเอานัยแก้อรรถเช่นนี้  แปล  โสฬสึ  ว่า  'ที่ ๑๖ ส่วน
๑๖ หน  หนที่ ๑๖.'  ๒.  ชุกชี ?  แต่คำนี้  สมาคมวรรณคดีว่า  เป็นคำเปอรเซียมาสู่ภาษาไทย
ชุก=รูปบูชา  ชี=ที่  (ตั้ง).
Posted by : หน้า ๙๐
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:32:51
                              [เรื่องโกสาตกีเทพธิดา]
           [๖๑]  เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูเชิญพระสรีรธาตุของพระผู้มีพระ
ภาค  ซึ่งพระองค์ทรงได้รับในเมื่อพระผู้มีพระภาคปรินิพาน  ทรงทำ
พระสถูปและการฉลองพระสถูป  อุบาสิกาชาวกรุงราชคฤห์คนหนึ่ง
ชำระสรีระแต่เช้าตรู่  ถือดอกบวบขม ๔ ดอกด้วยตั้งใจว่า  "จักบูชา
พระสถูปของพระศาสดา"  มีใจอันกำลังศรัทธาให้ขะมักเขม้น  ไม่ทัน
พิจารณาดูอันตรายในทาง  ได้เดินมุ่งหน้าต่อพระสถูป.
           ขณะนั้น  แม่โคลูกอ่อนวิ่งจู่มาโดยเร็ว  เอาเขาขวิดนางให้ถึง
ความสิ้นชีพไป.  นางทำกาละในทันใดนั่นเอง  แล้วบังเกิดในหมู่เทวดา
ชั้นดาวดึงส์  ปรากฏพร้อมกับรถ  ในท่ามกลางบริวารของท้าวสักก-
เทวราชผู้กำลังเสด็จไปเพื่อทรงกรีฑาในพระอุทยาน.
           ท้าวสักกะ  ทอดพระเนตรเห็นนางแล้ว  เมื่อจะทรงถาม  ได้
ตรัสคาถาเหล่านี้ว่า
              "นางผู้เจริญ  ผู้มีภูษาเหลือง  ธงเหลือง  ประดับ
              ด้วยเครื่องอลังการเหลือง  มีองค์ลูบไล้ด้วย
              จันทน์เหลือง  ทัดทรงดอกอุบลเหลือง  มีปรา-
              สาทและที่ไสยาสน์เหลือง  ที่นั่งเหลือง  โภชนะ
              เหลือง  ฉัตรเหลือง  ม้าเหลือง  รถเหลือง  พัด
              เหลือง  ในภพมนุษย์ในกาลก่อน  เธอได้ทำ
              กรรมอะไรไว้ ?  แม่เทพธิดา  เธออันฉันถาม
              แล้วจงบอก:  นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร * "

* ขุ.  วิ.  ๒๖/๘๑  
Posted by : หน้า ๙๑
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:35:18
                                      [แก้อรรถ]
           บรรดาบทเหล่านั้น  บาทคาถาว่า  ปีตจนฺทนลิตฺตงฺเค  คือ มี
สรีระอันลูบไล้ด้วยจันทน์มีสีเหมือนทอง.
           บาทคาถาว่า  ปีตปฺปาสาทสยาน  คือ ประกอบด้วยปราสาทอัน
ทำด้วยทองและที่นอนอันขลิบด้วยทอง.  ด้วยประการฉะนี้  ด้วยปีตศัพท์
ทั้งข้างล่างทั้งข้างบททุก ๆ บท  ท้าวสักกะทรงถือเอาทองทั้งนั้น.
           [๖๒]  ลำดับนั้น  เทพธิดานั้น  เมื่อจะทูลท้าวเธอ  จึงกล่าวคาถา
เหล่านี้ว่า
              "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  บวบขมชนิดเถา  มี
              รสขม  ใคร ๆ ไม่ปรารถนามีอยู่,  หม่อมฉันมีใจ
              เลื่อมใสได้นำเอาดอกบวบขมนั้น ๔ ดอก  ไป
              (บูชา) พระสถูป  เจาะจงพระสรีระของพระ
              ศาสดา,  เพราะหม่อมฉันกำลังมีใจส่งไปถึง
              องค์พระศาสดานั้น  ไม่ทันตรวจดูทางของแม่โค
              นั้น;  ทันใดนั้น  แม่โคได้ขวิดหม่อมฉันผู้มี
              ฉันทะในใจยังไม่ถึงพระสถูป;  ถ้าหม่อมฉันพึงก่อ
              สร้างบุญนั้นไซร้,  สมบัติจะพึงมียิ่งกว่านี้แน่นอน;
              ข้าแต่ท้าวมฆวานจอมเทพ  เทพกุญชร  ก็ด้วยกรรม
              นั้น  หม่อมฉันจึงละร่างมนุษย์มาสู่ความเป็นสหาย
              แห่งพระ *องค์.

*  ขุ.  วิ.  ๒๑/๘๐.
Posted by : หน้า ๙๒
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:36:08
                                      [แก้อรรถ]  
           บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  ลตตฺถิ  ตัดเป็น  ลตา  อตฺถิ. เทพธิดา
เรียกท้าวสักกะด้วยความเคารพว่า  "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ."  บทว่า
อนภิชฺฌิตา  แปลว่า  อันใคร ๆ ไม่ต้องการ.
           บทว่า  สรีรํ  ได้แก่  พระธาตุอันเป็นสรีระ.  ศัพท์นี้  เป็นศัพท์
เรียกรวม  ใช้หมายในส่วนย่อมเท่านั้น  เหมือนอุทาหรณ์ว่า  "ผ้าถูกไฟ
ไหม้,"  และว่า  "สมุทรอันเราเห็นแล้ว."
           บทว่า  อสฺส  โยค  โครูปสฺส *  (แปลว่าแห่งโค).
           บทว่า  มคฺคํ  คือ  ทางเป็นที่มา.  บทว่า  น  อเวกฺขิสฺสํ  คือ
ไม่ทันตรวจดู.
           บาทคาถาว่า  ตทคฺคมนสา  สตี  ความว่า  หม่อมฉันกำลังมีใจ
ส่งไปในพระสถูปของพระศาสดานั้นอย่างเดียว.  อธิบายว่า  เพราะ
หม่อมฉันมีใจส่งไปในพระสถูปของพระศาสดาเท่านั้น  มิได้มีใจส่งไป
ในแม่โคนั้นเลย;  ฉะนั้น  หม่อมฉัน  จึงมิทันได้ตรวจดูทางแห่งแม่โค
นั้น.  บาลีว่า  "ตทงฺคมนสา"  ก็มี.  ความว่า  "ใจของหม่อมฉันนี่
ไปในองค์แห่งพระสถูปนั้น  คือในพระสรีระ  ได้แก่  พระธาตุแห่ง
พระศาสดานั้น  เหตุนั้น  หม่อมฉันนี้  ชื่อว่า มีใจส่งไปในองค์พระ
ศาสดานั้น.

*  รูปศัพท์ในที่นี้เป็นจำพวกศัพท์สกัตถ์   ไม่มีความในภาษาไทย  แต่ลงท้ายศัพท์เพื่อน้อมศัพท์
นั้น ๆ ให้เป็นไปตามลิงค์  ซึ่งโดยปกติศัพท์นั้น ๆ เป็นไม่ได้.  จะว่าเป็นศัพท์แก้ความขัดข้องทาง
ศัพท์มคธก็ได้.  ศัพท์เช่นนี้ยังมีอีกหลายศัพท์  เช่น ก,  คต,  ชาต, ภูต  เป็นต้น.
Posted by : หน้า ๙๓
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:37:10
          บทว่า  ถูปํ  คือเจดีย์.  บทว่า  อปตฺตมานสํ  คือมีอัธยาศัย
ยังไม่ถึงพร้อม.  ก็ฉันทะมีในใจ  เหตุนั้น  ชื่อว่า  มานัส  คืออัธยาศัย
ได้แก่มโนรถ.  เทพธิดากล่าวอย่างนั้น  เพราะมโนรถอันเกิดขึ้นว่า
"เราจักเข้าไปยังพระสถูปแล้วบูชาด้วยดอกไม้ทั้งหลาย"  ยังไม่สมบูรณ์
ก็จิตคิดจะบูชาด้วยดอกไม้ในพระสถูปอันเป็นเหตุเกิดขึ้นในเทวโลกแห่ง
นาง  สำเร็จแล้วแท้จริง.  
           บทว่า  ตํ  ได้แก่  บุญนั้น.  บทว่า  จาหํ  ตัดเป็น  เจ  อหํ.
           บทว่า  อภิสฺเจยฺยํ ความว่า  หม่อมฉันพึงถึงเฉพาะ  คือเข้า
ถึงพระสถูปแล้วก่อสร้าง  คือสั่งสมโดยชอบ  ด้วยการบูชา  ด้วยดอกไม้
ตามที่มุ่งหมายไว้
           คำว่า  ภิยฺโย  นูน  อิโต ความว่า  หม่อมฉันพึงถึงเฉพาะ  คือเข้า
ขึ้นไปกว่าสมบัติตามที่หม่อมฉันได้แล้ว.          
           บทว่า มฆวา  เป็นอาลปนะ  (คำร้องเรียก).
           บทว่า  เทวกุญฺชร  คือ  ผู้เป็นเช่นเดียวกับพระยากุญชรในทวย-
เทพ โดยคุณวิเศษมีกำลังและความบากบั่นทุกอย่างเป็นต้น.  บทนี้
เป็นวิเสสนะของบทว่า  มฆวา  นั้น.
           บทว่า  สหพฺยตํ  คือ  สู่ความเป็นผู้ร่วมกัน.*
              [ท้าวสักกะทรงแสดงธรรมแก่ทวยเทพ]
           [๖๓]  ท้าวสักกะ  ทรงสดับคำนั้นแล้ว  เมื่อจะทรงแสดงธรรม
แก่หมู่เทพมีมาตลีเทพบุตรเป็นประมุข  ได้ตรัสคาถาเหล่านี้ว่า

*  สห+อย=สหาย.
Posted by : หน้า ๙๔
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:39:17
             "มาตลี  เชิญท่านดูผลกรรมอันวิจิตร  น่า
              อัศจรรย์นี้  ไทยทานแม้น้อยอันบุคคลทำแล้ว,  บุญ
              กลับมีผลมาก;  เมื่อจิตเสื่อมใสในพระตถาคต  
              สัมพุทธเจ้า  พระปัจเจกพุทธเจ้า  หรือในพระ
              สาวกของพระสัมพุทธเจ้านั้น  ทักษิณา  ชื่อว่า
              ไม่มีเลย.  มาเถิดมาตลี  แม้พวกเราก็จะฉลอง
              พระธาตุของพระตถาคตเจ้าให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป,  เพราะ
              การสั่งสมบุญทั้งหลายนำสุขมาให้;  แม้เมื่อพระ-
              พุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ก็ดี  นิพพานแล้วก็ดี  เมื่อ
              จิตสม่ำเสมอ  ผลก็ย่อมมีสม่ำเสมอ  เหตุว่า
              สัตว์ทั้งหลายผู้มีการตั้งความปรารถนาแห่งใจเป็นเหตุ  
              ย่อมไปสู่สุคติ  ทายกทั้งหลายทำสักการะ ๑ ในพระ-
              ตถาคตเหล่าใด  แล้วไปสู่สวรรค์  พระตถาคต
              เหล่านั้น  ทรงอุบัติเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอัน
              มากหนอ.๒
                                      [แก้อรรถ]
           โยชนาว่า  "บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  จิตฺตํ  แปลว่า  วิจิตร
คือเป็นอจินไตย  (ไม่ควรคิด).  บทว่า  กมฺมผลํ  ความว่า  ท่านจงดูผล
แห่งบุญกรรม  เมื่อแม้ไทยธรรมเป็นของไม่โอฬาร  กลับโอฬารยิ่ง

๑.  ศัพท์บาลีใช้ว่า  การ.  ศัพท์นี้  นอกจากแปลว่า  สักการะ  ยังแปลว่า  อุปการะ  ก็ได้  เช่น
พหุการโร  มีอุปการะมาก.  แปลว่า  อักษรโดยปกติ.  ๒.  ขุ.  วิ.  ๒๖/๘๒.
Posted by : หน้า ๙๕
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:42:44
เพราะถึงพร้อมแห่งเขต  (ปฏิคคาหก)  และถึงพร้อมแห่งจิต  (เจตนา)"
           บทว่า  กตํ  คือ  ประกอบแล้วในเขตเป็นบ่อเกิด  ด้วยสามารถ
สักการะทีเดียว.  สิ่งของอันทายกพึงให้  ชื่อว่า  ไทยทาน.  กรรมที่
เป็นบุญ  ชื่อว่าบุญ.  
           บัดนี้ ท้าวสักกะ  เมื่อจะทรงแสดงเขตบุญที่บุคคลทำน้อยมี
ีผลมากให้ปรากฏ  จึงตรัสคาถาว่า  "นตฺถิ  จิตฺเต"  เป็นต้น
           บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  สมพุทฺเธ  คือ  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
จ  อักษร  ประมวลพระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าด้วย.
           บทว่า  อมฺเหปิ  แปลว่า  แม้เราทั้งหลาย.  บทว่า  มเหม  เส
คือ  จะฉลอง  ได้แก่  จะบูชา.
           บทว่าคาถาว่า  เจโตปณิธิเหตู หิ  ความว่า  มีการตั้งจิตของตน
ไว้ชอบแท้เป็นนิมิต.  อธิบายว่า  เพราะการตั้งตนไว้ชอบ.
           ท้าวสักกะ  ครั้นทรงแสดงอย่างนั้นแล้ว ทรงระงับการอุตสาหะ
ในการเสด็จกรีฑาในพระอุทยาน  เสด็จกลับจากที่นั้นเอง  ทรงทำการ
บูชาที่พระจุฬามณีเจดีย์  สัปดาหะ ๑ ต่อมา  ตรัสบอกเรื่องนั้นแก่ท่าน
พระนารทเถระผู้เที่ยวจาริกไปในเทวโลกด้วยคาถาทั้งหลาย.
           ในคราวทำประถมสังคายนา  พระเถระได้บอกแก่พระธรรม-
สังคาหกาจารย์ทั้งหลาย.  พระเถระทั้งหลายจึงยกคาถานั้นขึ้นสู่สังคายนา
อย่างนั้นแล.
             เรื่องโกสาตกีเทพธิดาในอรรถกถาปีตวิมานวัตถุ *   จบ.

*  ขุ.  วิ.  ๒๖/๘๐
Posted by : หน้า ๙๖
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:43:17
          พุทธบูชาย่อมนำมาซึ่งประโยชน์สุขตลอดกาลนาน  ดังพรรณนา
มา  ฉะนั้นแล.
                                  [เรื่องนางปัญจปาปา]
           [๖๔]  ในอดีตกาล  ในกรุงพาราณสี  มีธิดาของคนขัดสนคน
หนึ่ง  ขยำดินเหนียวทาฝาเรือน.
           ครั้งนั้น  พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง  เข้าไปสู่พระนคร เพื่อขอ
ดินเหนียวเพื่อโบกเงื้อมผาของตน  ได้ยืนอยู่ ณ ที่ไม่ไกลนาง.  นางโกรธ
จ้องดูพลางกล่าวว่า "สมณะ  ท่านยังไม่ได้แม้ดินเหนียวหรือ ?"  แล้ว
วางก้อนดินเหนียวก้อนใหญ่ลงในบาตรของท่าน.  พระปัจเจกพุทธเจ้า
ได้รับดินเหนียวนั้นไป.
           นางจุติจากภพนั้นแล้ว  บังเกิดเป็นธิดาของคนขัดสนคนหนึ่งใน
บ้านอันตั้งอยู่ใกล้ประตูด้านปราจีนทิศ ๑ แห่งกรุงพาราณสี.  มือ  เท้า
ปาก  นัยน์ตา  และจมูกของนางขี้เหร่ผิดปกติ ๒  เพราะนางโกรธแล้ว
จ้องดูพระปัจเจกพุทธเจ้า.  ด้วยเหตุนั้น  ชนทั้งหลายจึงสมญานางว่า
"ปัญจปาปา"  แต่สรีระของนางได้ถึงพร้อมด้วยผัสสะ ด้วยผลถวาย
ก้อนดินเหนียว.
           ครั้งนั้น  ได้มีพรเจ้ากรุงพาราณสี  พระนามว่าพกะ.  ในราตรี
วันหนึ่ง  ท้าวเธอปลอมเพศเสด็จตรวจพระนคร  เสด็จไปถึงประเทศ
นั้น.  ฝ่ายนางปัญจปาปา  กำลังเล่นอยู่กับพวกเด็กหญิงชาวบ้าน  ไม่ทัน
รู้เลย.  จึงจับพระหัตถ์ของประราชา.  พระราชาเป็นดุจถูกผัสสะทิพย์

๑.  ทิศตะวันออก  ๒.  วิรูปานิ.
Posted by : หน้า ๙๗
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:45:09
ต้องแล้ว  ไม่อาจดำรงอยู่โดยภาวะของพระองค์ได้  ทรงยินดีด้วยอำนาจ
กำหนัดในผัสสะ  ตรัสถามว่า  "เธอเป็นธิดาของใคร?"  นางตอบว่า
"ของคนที่อยู่ใกล้ประตู (พระนคร)"        
           พระองค์ตรัสถามถึงความที่นางยังไม่มีสามีแล้ว  ตรัสว่า "ฉัน
จักเป็นสามีของเธอ เธอจงไปให้บิดามารดาอนุญาตเสีย." นางไป
เรือนแล้วบอกบิดามารดา.  มารดาบิดาของนางนั้นก็อนุญาต.  นาง
กลับมาทูลแด่พระราชา.  พระราชาเสด็จไปสู่เรือน (ของนาง)  พร้อม
กับนาง  ทรงอยู่ร่วมสมรส เสด็จไปสู่พระราชนิเวศน์แต่เช้าตรู่.  ตั้งแต่
นั้นมา  พระองค์ไม่ทรงปรารถนาเพื่อจะทอดพระเนตร (ไม่โปรด)
นางสนมอื่น ทรงปลอมเพศเสด็จไปในที่นั้นเป็นนิตย์.
           ต่อมาวันหนึ่ง  โรคลงแดงได้เกิดขึ้นแก่บิดาของนาง.  ข้าวปายาส
อันปรุงด้วยนมสด  น้ำผึ้ง  และน้ำตาลกรวดซึ่งไม่อาจจะยังข้าวปายาสนั้น
เป็นต้น   เป็นยาของบิดานางนั้น.  ชนเหล่านั้นไม่อาจจะยังข้าวปายาสนั้น
ให้เกิดขึ้นได้  เพราะเป็นคนขัดสน.  ขณะนั้น  มารดาของนางกล่าวว่า
" แม่  สามีของเจ้าจักอาจเพื่อจะให้ข้าวปายาสเกิดขึ้นได้ไหม ?"  นาง
ได้ทูลความนั้นแด่พระราชาในเวลาเสด็จมาแล้ว.
           พระราช  ตรัสว่า "นางผู้เจริญ  นี้เป็นยาของคนใหญ่โต  เรา
จักได้แต่ที่ไหนเล่า ?"  มีพระราชประสงค์จะนำนางไปภายในพระราช-
นิเวศน์โดยอุบาย  วันรุ่งขึ้น  จึงเสด็จไปสู่พระราชนิเวศน์  แล้วรับสั่ง
ให้หุงข้าวปายาสเช่นนั้น  แล้วทำเป็น ๒ ห่อ  ใส่ปิ่นมณีไว้ห่อหนึ่ง
เสด็จมาในราตรี  ตรัสว่า  "นางผู้เจริญ   วันนี้บิดาของเธอจงบริโภค
Posted by : หน้า ๙๘
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:46:21
ข้าวปายาสห่อนี้,  พรุ่งนี้จงบริโภคห่อนี้."  นางได้ทำเหมือนพระดำรัส
นั้น.  โรคของบิดานางหายแล้ว.  
           วันรุ่งขึ้น  พระราชาเสด็จไปสู่พระราชนิเวศน์  สรงพระพักตร์
แล้ว  ตรัสว่า "ท่านทั้งหลายจงนำปิ่นมณีมาให้เรา."
           พวกเจ้าพนักงาน  ทูลว่า  " ขอเดชะ  พวกข้าพระองค์ไม่เห็น."
           พระราชา  ตรัสว่า  "พวกท่านจงค้นในที่ทุก ๆ แห่ง  ตั้งแต่ภายใน
กรุงกระทั่งภายนอกกรุง  โดยที่สุดแม้ในห่อข้าว."  พวกเจ้าพนักงาน
ค้นพบมณีในเรือนของนางปัญจปาปา จึงมัดมารดาบิดาของนางแล้ว
นำไป.  ขณะนั้น  บิดาของนาง  กล่าวว่า  " พวกข้าพเจ้าไม่ได้เป็นขโมย
มณีนี้  บุตรเขยนำมา."
           พวกเจ้าพนักงาน  ถามว่า  "เขาอยู่ที่ไหน ?"
           บิดานางกล่าวว่า  "ธิดาของข้าพเจ้ารู้"  ดังนี้แล้ว  ถามนาง.
นางปัญจปาปา  ตอบว่า  "พ่อ  เขามาในเวลามือ  กลับไปก็ในเวลามืด
เหมือนกัน;  ด้วยเหตุนั้น  ดิฉันจึงไม่รู้จักรูปร่างของเขา,  (แต่)  ดิฉัน
อาจรู้จักเขาได้ด้วยการสัมผัสมือ."
           บิดานางนั้นจึงแจ้งแก่พวกเจ้าพนักงาน.  แม้เจ้าพนักงานเหล่านั้น
ก็กราบทูลแด่พระราชา.  พระราชา  ทำเป็นเหมือนไม่ทรงทราบตรัสว่า
" ถ้าเช่นนั้น  พวกท่านจงพักหญิงนั้นไว้ภายในม่านที่ลานหลวงแล้ว
เจาะช่องม่านประมาณเท่ามือแล้ว  ให้หญิงจับขโมยด้วยการสัมผัสมือ."
พวกเจ้าพนักงานได้ทำเหมือนพระดำรัสนั้น  ให้ชาวพระนครทั้งสิ้น
ประชุมกัน.
Posted by : หน้า ๙๙
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:47:16
          นางปัญจปาปานั้น  จับมือของคนที่มาแล้ว ๆ ยื่นให้  (จับ)  กล่าว  
ว่า  "ผู้นี้ไม่ใช่คนนั้น."  คนทั้งหลาย  ติดใจในผัสสะของนางเป็นเช่น
สัมผัสทิพย์  ต่างก็คิดว่า  "ถ้าหญิงคนนี้ควรแก่สินไหมไซร้,  พวกเราจัก
ต้องเสียสินไหมก็ดี เข้าถึงความเป็นทาสและกรรมกรก็ดี  ก็จักทำหญิง
นี้ไว้ในเรือน "  ดังนี้แล้ว  ไม่อาจจะจากไปได้,  ทีนั้นพวกเจ้าพนักงาน
(ถึงกับ)  เอาพลองตีคนเหล่านั้นให้ออกไป.  คนทั้งหมดมีอุปราชเป็นต้น
เป็นประหนึ่งคนบ้า.
           ทีนั้น  พระราชา  ตรัสว่า  "ทีจะเป็นเราบ้างกระมัง ?"  ดังนี้แล้ว
ทรงยื่นพระหัตถ์ไป.  นางจับพระหัตถ์เท่านั้น  ก็ร้องลั่นขึ้นว่า
"  เราจับขโมยได้แล้ว "  พระราชา  ตรัสบอกตามความจริงแล้วอภิเษก
นาง  ตั้งให้เป็นอัครมเหสี พระราชทางอิสสริยยสแก่มารดาบิดาของนาง
ตั้งแต่วันนั้นมา  ไม่ทรงเหลียวแลนางสนมแม้เหล่าอื่น.  นางสนมเหล่านั้น
โกรธพระนาง  ต่างคอยหาความผิด.
           ภายหลังวันหนึ่ง  พระนางทรงเห็นนิมิตแห่งความที่พระนาง
จะต้องเป็นพระอัครมเหสีของพระราชา ๒  พระองค์ในพระสุบิน  จึง
ทูลแด่พระราชา.  ทีนั้น  นางสนมเหล่านั้นทราบ  เหตุนั้นแล้ว  จึงได้ให้
สินบนแก่พวกทำนายสุบิน.
           พวกทำนายสุบินเหล่านั้นถูกพระราชาตรัสถาแล้ว  ก็ราบทูลว่า
" ข้าแต่มหาราชเจ้า  ข้อที่พระเทวี (ทรงสุบินว่า)  ได้ประทับนั่ง
เหนือคอช้างเผือกปลอด  เป็นบุรพนิมิตแห่งการสวรรคตแห่งพระองค์;
และข้อที่พระเทวี  (ทรงสุบินว่า)  เสด็จอยู่เหนือคอช้าง  ทรงลูบคลำ
Posted by : หน้า ๑๐๐
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:47:50
พระจันทร์  เป็นบุรพนิมิตแห่งการนำมาซึ่งพระราชาผู้เป็นปัจจามิตรต่อ
พระองค์."  เมื่อท้างเธอตรัสว่า  "บัดนี้  เราควรทำอะไร ?"  ทูลว่า
"ขอเดชะ  จะปลงพระชนม์พระเทวีนี้เสียไม่ควร, (แต่)  ความเชิญ
พระนางลงในเรือแล้วปล่อยเสียในแม่น้ำ"  พระราชา  เชิญพระนาง
ลงในเรือ  ให้ปล่อยไปในราตรีพร้อมกับพระกระยาหาร  ภูษาและ
เครื่องประดับ.  
           ครั้งนั้น  พระราชาพระองค์หนึ่ง  พระนามว่าทีปาวาริกะ  ทรง
เล่นน้ำอยู่ทางใต้  ทอดพระเนตรเห็นพระนางปัญจปาปานั้นในเรือซึ่ง
ลอยมา  ตรัสถามว่า  "เจ้าเหมือนปีศาจ  ชื่ออะไร ?"  พระนางทรง
ยิ้มแล้วทูลความที่พระนางเป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าพกะ  นัยว่า
พระนางปรากฏทั้งชมพูทวีปว่า  "ปัญจปาปา."
           ขณะนั้น  พระราชาทรงจับพระนางแล้ว  ทรงยินดีด้วยอำนาจ
ความกำหนัดในผัสสะ  มิได้ทรงทำแม้ความสำคัญในนางสนมเหล่าอื่น
ตั้งพระนางปัญจปาปานั้นเป็นอัครมเหสี.
           พระเจ้าพกะทรงสดับเหตุนั้นแล้ว  ทรงดำริว่า  "เราจักไม่ให้
พระนางแก่พระราชานั้น"  แล้วเสด็จกรีฑาทัพยกไปตั้งค่ายอยู่ที่ท่า
พรมแดน (ตรงกันข้าม)  แห่งพระเจ้าทีปาวาริกะนั้น  ทรงส่งพระ
ราชสาส์นไปว่า  "พระเจ้าทีปาวาริกะจะให้พระชายาหรือการยุทธ์."
           ฝ่ายพระเจ้าทีปาวาริกะ  ก็ได้ทรงตระเตรียมการยุทธ์ไว้เสร็จสรรพ
แล้ว.  พวกอามาตย์ของพระราชาทั้งสองปรึกษากันว่า  "การตายเพราะ
อาศัยสตรี  ไม่สมควรเลย;  พระเทวีนี้  ย่อมถึงแก่พระเจ้าพกะ  เพราะ
Posted by : หน้า ๑๐๑
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:48:27
พระองค์ทรงเป็นพระราชสวามีมาก่อน,  ย่อมถึงแก่พระเจ้าทีปาวาริกะ
เพราะพระองค์ทรงได้พระนางในเรือ;  เพราะฉะนั้น  พระนาง  จง
ประทับอยู่ในพระราชมนเทียรของพระราชาองค์ละสัปดาห์"  ดังนี้แล้ว
ทูลพระราชาแม้ทั้ง ๒ พระองค์ให้ทรงสัญญากันแล้ว  (ยินยอมกัน).
           พระราชาแม้ทั้ง ๒ พระองค์นั้น  เป็นผู้มีพระราชหฤทัยยินดี  จึง
รับสั่งให้สร้างพระนครทั้งหลาย (๒)  ที่ท่าพรมแดน  ประทับอยู่แล้ว.
พระนางปัญจปาปานั้น  ได้ครองความเป็นพระมเหสีของพระราชาแม้
ทั้ง ๒ พระองค์ ด้วยประการฉะนี้.
                  เรื่องปัญจปาปามาในอรรถกถากุณาลชาดก.๑
                                   [เรื่องนางปทุมวดี]
           [๖๕]  ในอดีตกาล  มีหญิงคนหนึ่ง  ในหมู่บ้างตำบลหนึ่ง  ใน
กรุงพาราณสี  ทำงานด้วยมือของเลี้ยงชีพ วันหนึ่งไปสู่กระท่อมนา ๒
เห็นดอกปทุมบานแต่เช้าตรู่ในสระแห่งหนึ่ง  ในระหว่างทาง   จึงลงไป
ยังสระนั้น  เก็บดอก (ปทุม)  นั้นและในปทุม  เพื่อต้องการใส่ข้าวตอก
เด็ดรวงข้าวสาลีใกล้คันนาแล้วนั่งบนกระท่อม (คั่วข้าวตอกแล้ว)  แบ่ง
ข้าวตอกนับได้  ๕๐๐ เมล็ด
           ขณะนั้น  พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง  ออกจากนิโรธสมาบัติ
บนภูเขาคันธมาทน์  ได้มายืนอยู่  ณ  ที่ไม่ได้ไกลนาง.  นางเห็นท่านแล้ว
ก็ถือเอาดอกปทุมพร้อมกับข้าวตอกลงจากกระท่อม  ใส่ข้าวตอกลง
ในบาตรพระปัจเจกพุทธเจ้า  แล้วเอกดอกปทุมปิดบาตรถวาย, เมื่อ

 ๑.  ขุ.  ชา.  ๒๘๑๑๐๖.  ตทฏฺ€กถา.  ๘/๓๗๘.  ๒. Farm house.
Posted by : หน้า ๑๐๒
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:49:02
พระปัจเจกพุทธเจ้าเดินไปได้หน่อยหนึ่ง,  คิดว่า  "ธรรมดาบรรพชิต
ทั้งหลาย  ไม่มีความต้องการดอกปทุม,  เราจักรับเอาดอก (ปทุม)
มาประดับ"  ดังนี้แล้ว  ไปรับเอาดอก  (ปทุม)  จากมือพระปัจเจก-
พุทธเจ้า  ก็กลับคิดว่า  "ถ้าพระผู้เป็นเจ้าจักไม่มีความต้องการดอก
(ปทุม)  ไซร้, คงจักไม่ให้วางไว้เบื้องบนบาตร;  ท่านคงจักต้องการ
เป็นแน่"  จึงตามไปวางไว้เบื้องบนบาตร  ให้พระปัจเจกพุทธเจ้าอด  
โทษแล้ว  ได้ทำความปรารถนาว่า  "ท่านเจ้าข้า ด้วยผลแห่งข้าวตอก
ของดิฉันเหล่านี้  ดิฉันพึงมีบุตรตามจำนวนข้าวตอก,  ด้วยผลแห่ง
ดอกปทุม  ขอดอกปทุมจงผุดขึ้นเพื่อดิฉันทุก ๆ ก้าวอย่าง ในที่ที่ดิฉัน
บังเกิดแล้ว."
           พระปัจเจกพุทธเจ้า  เมื่อนางเห็นอยู่นั่นเอง  ไม่สู่ภูเขาคันธมาทน์
ทางอากาศ  วางดอกปทุมนั้นไว้ ณ ที่ใกล้บันไดสำหรับพระปัจเจกพุทธ-
เจ้าทั้งหลายเหยียบ  ที่เงื้อมเขาชื่อนันทมูลกะ  ทำให้เป็นเครื่องเช็ดเท้า.
           แม้นางก็บังเกิดในเทวโลกด้วยผลแห่งกรรมนั้นแล้ว.  และตั้งแต่
เวลาที่นางเกิดแล้ว  ดอกปทุมใหญ่ผุดขึ้นเพื่อนางทุก ๆ ก้าวย่าง.  นาง
จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว  บังเกิดในห้อง (ท้อง)  ปทุมในสระปทุมแห่งหนึ่ง
ใกล้เชิงเขา.
           ดาบสองค์หนึ่ง อาศัยสระนั้นอยู่  ได้ไปสู่สระเพื่อต้องการล้าง
หน้าแต่เช้าตรู่  เห็นดอก (ปทุม)  นั้นแล้ว  คิดว่า  "ดอกนี้โตกว่าดอก
นอกนั้น และดอกนอกนั้นบานแล้ว,  ดอกนี้ยังอยู่ทีเดียว,  ในดอก
ปทุมตูมนี้  น่าจะมีเหตุ  (แน่แท้)"  จึงลงไปเก็บดอก(ปทุม) นั้น.
Posted by : หน้า ๑๐๓
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:50:06
ดอกปทุมดอกนั้นพอดาบสนั้นจับเท่านั้นก็บาน.  ดาบสเห็นเด็กหญิง
นอนอยู่ภายในห้องปทุมนั้น  กลับได้ความสิเนหาดุจธิดา  นำไปสู่
บรรณศาลาพร้อมด้วยดอกปทุมนั่นแล  ให้นอนบนเตียงน้อย.  ทันใด
นั้น  น้ำนมบังเกิดที่นิ้วแม่มือ  (ของดาบส)  ด้วยบุญญานุภาพของ
เด็กหญิงนั้น.  เมื่อดอกไม้นั้นเหี่ยวแล้ว,  ท่านก็นำดอกไม้อื่นมาให้
เด็กหญิงนั้นนอน.  
           ต่อมา  ดอกปทุมผุดขึ้นเพื่อนางทุก ๆ ก้าวย่าง  ตั้งแต่เวลาที่นาง
สามารถเล่นด้วยการวิ่งมาวิ่งไปได้.  ดาบสจึงตั้งชื่อว่า  "ปทุมวดี"
วรรณะแห่งสรีระของปทุมวดีนั้น  ได้เป็นเหมือนวรรณะแห่งกองดอก
กุ่ม. นางไม่ถึงวรรณะของเทวดา (แต่) ล่วงวรรณะของหมู่มนุษย์.
พรานของพระเจ้ากรุงพาราณสีเห็นนางแล้ว  ไปสู่กรุงพาราณสี  กราบ-
ทูลแด่พระราชา.
           พระราชา  สดับข่าวนั้นแล้ว  เสด็จไปที่อาศรมบทนั้น  ทรง
นมัสการดาบสแล้ว ประทับนั่น ณ  ส่วนข้างหนึ่ง  พาธิดาของดาบสมา
แล้ว  ตั้งนางไว้เหนือกองกหปณะ  ทรงทำการอภิเษกในที่นั้นนั่นเอง
แล้วเชิญนางมาสู่พระนครของพระองค์  จำเดิมแต่เวลาที่เสด็จกลับ
มาแล้ว  ก็ไม่ทรงเหลียวแลนางสนมนอกนั้น  ทรงอภิรมย์อยู่กับพระ
นางปทุมวดีนั้นเท่านั้น.  แลพระนางทรงครรภ์เพราะอาศัยการอยู่ร่วม
นั้นแหละ.  ก็เมื่อพระนางมีพระครรภ์แก่เต็มที่แล้ว  ก็ได้ประสูติพระ-
โอรส.  พระมหาปทุมกุมารพระองค์เดียวเท่านั้นอยู่ในพระครรภ์.  ส่วน
พระโอรส ๔๙๙  พระองค์นอกนั้น  เป็นสังเสทชะ  (เกิดในเถ้าไคล)
Posted by : หน้า ๑๐๔
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:51:12
ประสูติในเวลาพระมหาปทุมราชกุมารประสูติจากพระครรภ์ พระมารดา
บรรทมแล้ว.  พระราชกุมารเหล่านั้นทุกพระองค์  ในเวลามี  
พระชนม์ได้ ๑๖ ปี  พร้อมกันเล่นอยู่ในสระโบกขรณีมงคล ซึ่งดาดาษ
ด้วยดอกปทุม  ในพระอุทยาน  เห็นดอกปทุมใหม่อันบานและดอก
ปทุมเก่าร่วงหล่นจากขั้ว  จึงทรงดำริว่า  "ความคร่ำคร่าเห็นปานนี้
ยังมีแก่ดอกไม้นี้อันไม่มีวิญญาณครองถึงเพียงนี้.  ก็จะป่วยกล่าวไปไย
ถึงสรีระของพวกเราเล่า,  ด้วยว่า  แม้สรีระของพวกเรานี้  ก็จักมีคติ
อย่างนี้เหมือนกัน."  ดังนี้แล้ว  ถือเอาเป็นอารมณ์  (สำเร็จ)  เป็น
พระปัจเจกพุทธเจ้า  ไปสู่เงื้อมเขานันทมูลกะทางอากาศอยู่ในที่นั้น  ใน
กาลสิ้นอายุ  ก็ปรินิพพาน.
           ฝ่ายพระนางปทุมวดี  จุติจากภพนั้นแล้ว  ก็ท่องเที่ยวไป  ใน
พุทธุปบาทกาลนี้  ได้เป็นพระอุบลวรรณาเถรีแล้วแล.
                    เรื่องนางปทุมวดีมาในอรรถกถาอปทานเป็นต้น.
           แม้การบูชาพระปัจเจกพุทธเจ้า  ย่อมนำมาซึ่งประโยชน์สุขด้วย
ประการฉะนี้แล.
                                   [เรื่องหญิง ๔ คน]
           [๖๖]  ในอดีตกาล  หญิง ๔ คนในพระนครชื่อปัณณกชะ ใน
รัฐชื่อ  เอสิกา  ในกาลของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป.
           บรรดาหญิง ๔ คนนั้น  คนหนึ่งพบภิกษุเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร
รูปหนึ่ง มีจิตเสื่อมใส  ได้ถวายดอกราชพฤกษ์มัดหนึ่งแก่ภิกษุรูปนั้น,
คนหนึ่งได้ถวายดอกอุบลเขียวกำมือหนึ่ง  แก่ภิกษุเห็นปานนั้นเหมือนกัน,
Posted by : หน้า ๑๐๕
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:51:35
คนหนึ่งได้ถวายดอกบัวหลวงกำมือหนึ่งแก่ภิกษุเห็นปานนั้นแล,  คน
หนึ่งได้ถวายดอกมะลิตูมแก่ภิกษุเห็นปานนั้นเช่นกัน.  กำดอกราชพฤกษ์
ชื่อว่า  อินทีวรกลาปะ.  กำดอกบัวหลวง ชื่อว่า  ปทุมหัตถกะ.  ดอกมะลิ
ตูมมีสีดังงาช้าง  ชื่อว่า  สุมนมกุละ.  
           หญิง ๔ คนนั้น  ครั้นทำบุญประมาณเท่านั้นอย่างนั้นแล้ว  ต่อมา
ก็ทำกาละแล้ว บังเกิดในเทวดาชั้นดาวดึงส์  คนหนึ่ง ๆ มีนางอัปสร
พันหนึ่งเป็นบริวาร.  เทวดาทั้ง ๔ องค์นั้น  เสวยทิพยสมบัติในดาวดึงส์
นั้นตราบเท่าสิ้นอายุ  ท่องเที่ยวไปมาอยู่ในดาวดึงส์นั้นนั่นแล ด้วย
เศษวิบากแห่งกรรมนั้นเอง  แม้ในพุทธุปบาทกาลนี้  บังเกิดในสวรรค์
ชั้นนั้นอีกเหมือนกัน.
           ครั้งนั้น  ท่านพระมหาโมคคัลลานะ  เที่ยวจาริกไปในเทวโลก  ไป
สู่ภพดาวดึงส์  พบเทพธิดาเหล่านั้นในวิมานทั้ง ๔ ที่ตั้งอยู่ตามลำดับ
กัน  ในภพดาวดึงส์นั้น  จึงถามบุรพกรรมของเทพธิดาเหล่านั้น  โดย
นัยที่พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวไว้ในจตุริตถีวิมานวัตถุ *  แม้เทพธิดา
เหล่านั้น  ก็ได้บอกบรุพกรรมของตนแก่พระเถระ.
           ลำดับนั้น  พระเถระ  ได้กล่าวอนุปุพพีกถาแล้วประกาศสัจจะ
ทั้งหลายแก่เทพธิดาเหล่านั้น.  ในเวลาจบสัจจะ  เทพธิดาเหล่านั้นแม้
ทุกองค์พร้อมกับบริวารได้เป็นโสดาบันแล้ว.
           พระเถระ มาจากเทวโลก  ไปสู่พระเชตวัน  ทูลเรื่องทั้งปวง
นั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  พระผู้มีพระภาค  ทรงทำความนั้นให้เป็น

* ขุ.  วิ. ๒๖/๗๘.
Posted by : หน้า ๑๐๖
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:52:09
อัตถุปปัตติ  (เหตุเกิด)  แล้ว  ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ประชุมกัน
ในพระเชตวันนั้น.  เทศนานั้น มีประโยชน์แก่มหาชนแล.
                               เรื่องหญิง ๔ คน  จบ.
                                [เรื่องลาชเทพธิดา]
           [๖๗]  ดังได้สดับมา  หญิงเฝ้าไร่ข้าวสาลีคนหนึ่ง  ในกรุงราช-
คฤห์  เก็บรวงข้าวสาลี  ทำข้าวตอกเลี้ยงชีวิต.
           ก็ในที่ใกล้กรุงราชคฤห์   มีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่ง.  ถ้านั้นปรากฏชื่อว่า
ปิปผลิคหา  เพราะไม้เลียบต้นหนึ่งมีอยู่ที่ใกล้ประตู. ท่านพระมหา-
กัสสปเข้านิโรปสมบัติสัปดาห์ ๑ ในถ้ำนั้น  ออกแล้ว  ตรวจดูสถานที่
ภิกษาจารด้วยทิพยจักษุ  เห็นหญิงนั้นแล้ว  ได้ถือบาตรและจีวรยืน
อยู่ ณ ใกล้ไร่. นางเห็นพระเถระแล้วมีจิตเสื่อมใส  เกลี่ยข้าวตอก
ลงในบาตรพระเถระแล้วปรารถนาว่า  "ท่านเจ้าข้า  ดิฉันพึงมีส่วน
แห่งธรรมที่ท่านเห็นแล้ว,"  เมื่อท่านกล่าวว่า  "ขอความปรารถนา
ที่ท่านตั้งไว้อย่างนั้นจงสำเร็จ"  แล้วหลีกไป.  ระลึกถึงทานของตน
พลางเดินกลับมา  ถูกงูมีพิษร้ายเลื้อยออกมาจากโพรงแห่งหนึ่งกัดใน
ทางเป็นที่ไปบนคันนา  ล้มลงในที่นั้นนั่นเอง  ทำกาละแล้ว  ไปบังเกิด
ในวิมานทองซึ่งบริบูรณ์ด้วยนางอัปสรพันหนึ่ง  ในภพดาวดึงส์  มี
อัตภาพ ๓ คาวุต ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ  ประดุจ
หลับแล้วตื่นฉะนั้น  นุ่งผ้าทิพย์ผืนหนึ่ง  ห่มผืนหนึ่ง ยาวประมาณ ๑๒
โยชน์  ยืนอยู่ที่ประตูวิมานอันประดับด้วยขันจอกทองอันเต็มด้วยข้าว
ตอกทองห่อยอยู่  เพื่อประกาศบุรพกรรม  ตรวจดูสมบัติของตนแล้ว
Posted by : หน้า ๑๐๗
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:52:54
ใคร่ครวญอยู่ด้วยทิพจักษุว่า  "สมบัตินี้  เราได้ด้วยกรรมอะไร ?"
ก็ได้ทราบว่า  "ด้วยการถวายข้าวตอกแก่พระมหากัสสปเถระ."
นางประสงค์จะทำสมบัติของตนให้ถาวร  จึงถือไม้กวาดและกระเช้า
เทหยากเยื่ออันทำด้วยทองมากวาดบริเวณของพระเถระ  จัดน้ำฉันและ
น้ำใช้ไว้แต่เช้าตรู่.  
           พระเถระ  เข้าใจว่า  "กิจนี้จักเป็นกิจที่ภิกษุหนุ่มหรือสามเณร
บางรูปได้ทำไว้"  ในวันที่  ๓  เปิดประตูออกตรวจดู  เห็นเทพธิดานั้น
แล้ว  กล่าวว่า  "ไปเสียเถิด  เทพธิดา !  ท่านอย่าทำให้เราถูกพวกพระ
ธรรมกถึกในอนาคตกาลจับพัดอันวิจิตรกล่าวว่า  'ดังได้สดับมา  เทพ-
ธิดาองค์หนึ่ง  ทำวัตรและปฏิวัตร  จัดน้ำฉันและน้ำใช้ (ถวาย)  แก่
พระมหากัสสปเถระ,'  ตั้งแต่นี้ไป  ท่านอย่าหลีกมาในที่นี้."  นางอ้อน
วอนบ่อย ๆ  ว่า  "ขอท่านอย่าให้ดิฉันฉิบหายเสียเลย."
           พระเถระตบมือด้วยกล่าวว่า  "ท่านไม่รู่จักประมาณ (ตัว)  ของ
ท่านเสียเลย."  นางไม่อาจยืนอยู่ในที่นั้นได้  ได้ยืนร้องไห้อยู่ในอากาศ
เรียนว่า  "ท่านเจ้าข้า  ขอท่านอย่าทำสมบัติที่ดิฉันได้แล้วให้ฉิบหาย
เสียเลย,  ขอท่านให้  (ดิฉัน)  ทำสมบัติที่ฉันได้แล้วให้ถาวรเถิด."
           พระศาสดา  ประทับอยู่ในพระคันธกุฎีในพระเชตวัน  ไกล
ถึง  ๔๕  โยชน์  ทรงได้ยินเสียงเทพธิดานั้นร้องไห้  จึงเปล่งพระรัศมี
ไปประหนึ่งประทับนั่นอยู่เฉพาะหน้าของนาง   ตรัสว่า  "เทพธิดา !
การทำความสังวรนั่งเทียวเป็นหน้าที่ของกัสสปบุตรของเรา,  ส่วนการ
กำหนดหมายว่า  ' นี้เป็นประโยชน์ของเรา'  แล้วทำบุญนั่น  เป็น
Posted by : หน้า ๑๐๘
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:53:48
หน้าที่ของผู้มีความต้องการบุญทั้งหลาย,  ด้วยว่า  การทำบุญนำสุข
มาให้อย่างเดียวในโลกทั้ง ๒ "  ดังนี้แล้ว  ตรัสคาถานี้ในปาปวรรค-
ธรรมบท  ว่า
              "ถ้าบุรุษพึงทำบุญไซร้,            พึงทำบุญนั้นย่อม ๆ
              พึงทำความพอใจในบุญนั้น;     เพราะการสั่งสมบุญ
              นำสุข *มาให้."
                                         [แก้อรรถ]
           บรรดาบทเหล่านั้น  สองบทว่า  ปุฺฺเจ  ปุริโส  ความว่า  ถ้า
บุคคลพึงทำบุญคราวเดียวไซร้.  คำว่า  กยิราเถนํ  ความว่า  ไม่พึง
งดเสียด้วยเข้าใจว่า  "เราทำบุญไว้คราวหนึ่งแล้ว,  พอละด้วยบุญ
เพียงเท่านี้"  พึงทำบุญนั่นซ้ำอีก.
           บทว่า ตมฺหิ  ความว่า  พึงทำความพอใจ  คือความชอบใจ
ได้แก่  ความขะมักเขม้น  ในบุญนั้นแม้ในขณะทำบุญนั้นให้ได้.  เพราะ
เหตุไร ?  เพราะการสั่งสม  คือ  การพอกพูนบุญ  ชื่อว่า  เป็นสุข เพราะ
นำสุขมาให้ในโลกนี้และโลกหน้า.
           ในเวลาจบคาถา  เทพธิดานั้นเป็นโสดาบัน  ไปสู่เทวโลก.
                                   เรื่องลาชเทพธิดา  จบ.
           [๖๘]  แม้การบูชาพระสาวก  ก็นำประโยชน์สุขมาให้  และ
พระศาสดาก็ทรงสรรเสริญแล้ว  ด้วยประการฉะนี้.  ในข้อนั้น  มีเรื่อง
นี้  [เป็นอุทาหรณ์]

*  ขุ. ธ. ๒๕/๓๐.
Posted by : หน้า ๑๐๙
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:54:36
                         [เรื่องพราหมณ์ลุงพระสารีบุตร]
           ดังได้สดับมา  พราหมณ์คนหนึ่ง  เป็นลุงของพระสารีบุตรเถระ
อาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์.  พราหมณ์นั้น  ได้ฟัง [โอวาท] จากอาจารย์
ว่า  "ผู้ใดได้ทำทานด้วยการการบริจาคทรัพย์พันหนึ่งทุก ๆ เดือน  ผู้นั้น
จักไปสู่พรหมโลก;  ด้วยว่า  นี้เป็นทางแห่งพรหมโลก"  ดังนี้แล้ว  ก็
ทำอย่างนั้น  ได้ทำทานแก่พวกนิครนถ์.
           พระเถระ   ไปสู่สำนักของเขา  ได้ยินเรื่องนั้นเข้า จึงกล่าวว่า
"ทั้งท่านทั้งอาจารย์ของท่าน  ไม่รู้ทางแห่งพรหมโลก,  พระศาสดา
ของพวกเราพระองค์เดียวเท่านั้นทรงทราบ;  มาเถิด  พราหมณ์;  ฉัน
จักทูลพระศาสดาให้ตรัสบอกทางพรหมโลกแก่ท่าน" ดังนี้แล้ว  ก็พา
พราหมณ์นั้นมาสู่พระเวฬุวัน  ทูลแด่พระศาสดา.
           ครั้งนั้น  พระศาสดา  ตรัสกะเขาว่า  "พราหมณ์ !  การแลดู
สาวกของเราด้วยจิตเสื่อมใสแม้เพียงครู่หนึ่งก็ดี  การถวายเพียงภิกษา
ทัพพีหนึ่งก็ดี  มีผลมากกว่าทานที่ท่านให้แล้วอย่างนั้นตั้ง ๑๐๐ ปี"
เมื่อจะทรงสรรเสริญการบูชาพระสาวก  จึงได้ตรัสคาถานนี้ในสหัสสวรรค
ธรรมบทว่า  
              "ผู้ใด  พึงบูชา  (โลกิยมหาชน)  ด้วยทรัพย์พัน
              หนึ่งทุก ๆ  เดือนตลอด ๑๐๐ ปี,  ส่วนผู้ใด  พึง
              บูชาท่านผู้มีตนอบรมแล้วผู้หนึ่ง  แม้เพียงครู่เดียว,
              การบูชาของผู้นั้นนั่นแหละ  ประเสริฐกว่าของ
              ผู้บูชา  (โลกิยมหาชน)  นั้น,  การบูชาตั้ง ๑๐๐ ปี
              จะประเสริฐอะไร ?"
Posted by : หน้า ๑๑๐
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:55:46
                                          [แก้อรรถ]
           บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  สหสฺเสน  คือ  ด้วยการบริจาคทรัพย์
พันหนึ่ง.  บทว่า ยเชถ  ความว่า  พึงให้ทานแก่โลกิยมหาชน.
           บทว่า  สตํ  คือ  ประมาณ ๑๐๐ ปี.  บทว่า  สมํ  คือ  กาลฝน
หนึ่ง  ได้แก่  ปีหนึ่ง.  แท้จริง  กาลฝน  (ปี)  เรียกกันว่า  สมา
เพราะวิเคราะห์ว่า  ยังบุคคลให้คิด  คือ  ให้เป็นไปในเนื้อความแห่งบท.
           บทว่า  เอกญฺจ  ได้แก่  โดยที่สุดพระโสดาบันบุคคลแม้ผู้เดียว.
           บทว่า  ภาวิตตฺตานํ  ได้แก่  มีตนอันเจริญแล้ว  คือ  มีจิตอัน
พอกพูนแล้วด้วยอำนาจคุณ.
           บทว่า  ปูชเย ความว่า  พึงบูชาด้วยอำนาจการให้ภิกษาทัพพี
หนึ่ง  หรืออาหารพอยังอัตภาพให้เป็นไป  หรือว่า  ผ้าสาฎกเนื้อหยาบ.
           บทว่า  ปูชเย  ความว่า  ประเสริฐกว่าการบูชาที่บุคคลนอกนี้
บูชาตั้ง ๑๐๐ ปี,  อีกนัยหนึ่ง  ศัพท์ว่า  ยฺเจ  เป็นนิบาต  ลงในอรรถ
ปฏิเสธ.  อธิบายว่า  การบูชาอันบุคคลนั้นบูชาตั้ง ๑๐๐ ปี  ย่อมไม่
เป็นของประเสริฐเลย.
           ในเวลาจบคาถา  พราหมณ์ได้เป็นโสดาบัน.
           เรื่องพราหมณ์หลายของพระเถระก็ดี  เรื่องพราหมณ์สหายของ
พระเถระก็ดี  ก็พึงประมวลมา  (สาธก)  อย่างนั้นเหมือนกัน.
           [๖๙]  อามิสบูชายังมีผลมากอย่างนี้ก่อน,  ก็จะกล่าวไปไยถึง
ปฏิบัติบูชาเล่า;  เพราะกุลบุตรเหล่าใดบูชาพระผู้มีพระภาคด้วยคุณ
ทั้งหลายของตน  คือการถึงสรณะ  รับสิกขาบท  และสมาทานองค์
   
Posted by : หน้า ๑๑๑
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:56:37
อุโบสถก็ดี  คือปาริสุทธิศีล ๔ ก็คือ,  ใครเล่าจักพรรณนาผลแห่งการ
บูชาของกุลบุตรเหล่านั้นได้.  อันกุลบุตรเหล่านั้น  ท่านกล่าวว่า
"บูชาตถาคตด้วยบูชาอย่างยิ่ง."
           ถามว่า  "ใครกล่าว ?"  
           ตอบว่า  "พระผู้มีพระภาค."
           แท้จริง เมื่อคราวพระผู้มีพระภาคบรรทม ณ  พระแท่นที่มหาปริ-
นิพพาน,  เทพดาในหมื่นจักรวาลประชุมพร้อมกันในจักรวาลนี้  บูชา
พระผู้มีพระภาคด้วยสักการะทั้งหลายมีมาลาทิพย์เป็นต้นแล้ว.
           ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคบรรทมแล้วนั่นแล  ทอดพระเนตรเห็น
มหาสักการะอันบริษัทผู้ประชุมกันแต่พื้นปฐพีกระทั่งขอบปากจักรวาล
และตั้งแต่ขอบปากจักรวาลกระทั่งถึงพรหมโลก  ทำแล้วด้วยอุตสาหะ
ใหญ่  ทรงแสดงสักการะนั้นแก่พระอานนทเถระ  โดยนัยที่ตรัสไว้ใน
มหาปรินิพพานสูตร ๑ แล้ว  เมื่อจะทรงแสดงความที่พระองค์ไม่เป็นอัน
บริษัทนั้นสักการะแล้วด้วยมหาสักการะแม้นั้นแล  จึงตรัสว่า  "อานนท์ !
ตถาคตเป็นผู้ชื่อว่า  อันบริษัทสักการะ  เคารพ  นับถือ  บูชา  นบนอบแล้ว
ด้วยสักการะเพียงเท่านั้นหามิได้เลย"  ดังนี้.  มีคำทีพระผู้มีพระภาค
ตรัสไว้ดังนี้ว่า  "อานนท์ !  อภินิหาร ๒ อันเราผู้หมอบแทบบาทมูล
ของพระทีปังกรพุทธเจ้า  ทำแล้วเพื่อต้องการมาลา ๓  ของหอม  ดนตรี ๔

๑.  ที.  มหา.  ๑๐/๑๖๐.  ๒.  การกรรมอันเป็นบารมี ที่ทรงบำเพ็ญเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า
๓.  มาลา  คือดอกไม้ที่ทำเป็นปุปผวิกัติ.  ๔.  ดนตรี  หรือ  ดุริยะ  มีองค์ ๕ คืออาตตะ
ดนตรีหุ้มหน้าเดียว ๑.  วิตตะ  ดนตรีหุ้มหนัง ๒ หน้า  ๑.  อาตตะวิตตะ ดนตรีหุ้มหนัง
ตลอด ๑. ฆณะ  ดนตรีเคาะ  ๑.  สุสิระ  ดนตรีกลวง  มีปี่เป็นต้น ๑.
Posted by : หน้า ๑๑๒
วัน/เวลา : 25/8/2549 11:58:46
และสังคีต ๑  ก็หาไม่,  บารมีทั้งหลายอันเราบำเพ็ญแล้วเพื่อต้องการ
มาลาเป็นต้นนั้น  ก็หาไม่;  เพราะฉะนั้น  เราจึงไม่เป็นอันบริษัทบูชา
แล้ว  ด้วยการนั่นเลย."  
           ถามว่า  "ก็ในบาลีประเทศอื่น  พระผู้มีพระภาคทรงพรรณนา
วิบากของบูชา ที่บุคคลถือสักการะแม้เพียงดอกสามหาวดอกเดียว
ระลึกถึงพระคุณทั้งหลาย (เป็นอารมณ์)  ทำแล้ว  (ว่า)  เป็นวิบาก
แม้พระพุทธญาณก็ไม่ทรงกำหนดแล้ว  เหตุไฉน  ในบาลีประเทศนี้
จึงทรงคัดค้านการบูชาใหญ่อย่างนี้เสีย ?"
           แก้ว่า  "เพราะทรงอนุเคราะห์บริษัทอย่างหนึ่ง  เพราะพระองค์
ทรงมีพระประสงค์ถึงการตั้งอยู่ยั่งยืนแห่งพระศาสนาอย่างหนึ่ง"
           จริงอยู่  ผิว่าพระผู้มีพระภาคจะไม่พึงทรงคัดค้านไว้อย่างนั้น
ไซร้  ในอนาคต  ภิกษุทั้งหลายก็จักเป็นผู้ไม่ทำศีลและสมาธิให้
บริบูรณ์  และไม่ยังวิปัสสนาให้ถือซึ่งห้อง ๒  ได้แต่ชักชวนพวก
อุปัฏฐากทำการบูชาเท่านั้น.  ก็ชื่อว่า  อามิสบูชานั่น  ไม่อาจดำรงพระ
ศาสนาไว้ได้ชั่วกาลแม้เพียงดื่มยาคูอีกหนึ่ง,  ความจริง  วิหารพันหนึ่ง
เช่น  มหาวิหารก็ดี  เจดีย์พันหนึ่ง  เช่น  มหาเจดีย์ก็ดี  หาอาจดำรงพระ
ศาสนาไว้ได้ไม่;  ผู้ใดทำ,  อานิสงส์ก็มีแก่ผู้นั้นเท่านั้น.  ส่วนสัมมา-
ปฏิบัติ  เป็นบูชาสมควรไว้ด้วย.  เพราะสัมมาปฏิบัตินั้น  พระ
องค์โปรดด้วย  อาจดำรงพระศาสนาไว้ด้วย.  เพราะฉะนั้น  ครั้งทรง

๑.  สังคีต  มีองค์ ๓  คือ  คีต  เพลง  ๑.  วาทย  ดนตรี  ๑.  นจฺจ  ฟ้องรำ ๑.
๒.  คือให้ตั้งท้องเหมือนข้าวกล้าตั้งท้องมีหวังคลอดเป็นผล.
Posted by : หน้า ๑๑๓
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:00:04
คัดค้านอามิสบูชาแล้ว  จะทรงอนุญาตบูชานอกนี้  จึงตรัสว่า  "อานนท์ !๑
ผู้ใดแล  เป็นภิกษุก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม  อุบาสกก็ตาม  อุบาสิกาก็ตาม
เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม  ปฏิบัติชอบยิ่ง  มีปกติประพฤติ
ตามธรรมอยู่, ผู้นั้น  ชื่อว่า  สักการะ  เคารพ นับถือ  บูชาตถาคต  ด้วย
บูชาอย่างยิ่ง;  เพราะฉะนั้น  อานนท์ !  (เธอทั้งหลาย)  ในพระธรรมวินัย
นี้  (พึงศึกษาว่า)  เราทั้งหลายจักเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
ปฏิบัติของยิ่ง  มีปกติประพฤติตามธรรมอยู่,  อานนท์ !  เธอทั้งหลาย
พึงศึกษาอย่างนี้แล."  
           [๗๐]  นัยอันมาในอรรถกถา ๒ มหาปรินิพพานสูตรว่า  พึงทราบ
วินิจฉัยในพระพุทธพจน์นั้น  บุรพภาคปฏิปทาอันเป็นธรรมสมควรแก่
โลกุตรธรรม ๙ อย่าง ชื่อว่า  ธัมมานุธัมมปฏิปทา. บุรพภาคปฏิปทา
นั้น  โดยความ  ก็ได้แก่พระบัญญัติทางมารยาท  คือศีล  และสมาทาน
ธุดงค์  ได้แก่  สัมมาปฏิบัติ  เพียงไร  แต่โคตรภูญาณลงมานั่นเอง.
บุรพภาคปฏิปทานั้นแล  ตรัสว่าชอบยิ่ง  เพราะเป็นข้อปฏิบัติ
สมควร.  ผู้ใดปฏิบัติประพฤติบำเพ็ญบุรพภาคปฏิปทานั้น ผู้นั้น ตรัสว่า
เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม  ปฏิบัติชอบยิ่ง  มีปกติประพฤติ
ตามธรรม. เพราะฉะนั้น  บรรพชิตผู้ตั้งอยู่ในอคารวะ ๖ ละเมิด
พระบัญญัติเลี้ยงชีวิตด้วยอเนสนา  จึงไม่ชื่อว่า  ผู้ปฏิบัติธรรมสมควร
แก่ธรรม.  บรรพชิตผู้ไม่ละเมิดสิกขาบทที่พระศาสดาทรงบัญญัติไว้
แก่ตนทุกข้อนั้นแม้เพียงเล็กน้อย  เลี้ยงชีพโดยธรรม  จึงชื่อว่า  เป็นผู้

๑.  ที.  มหา.  ๑๐/๑๖๐.  ๒.  สุ.  วิ.  ๒/๑๓๖.
Posted by : หน้า ๑๑๔
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:01:25
ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม.  
           ฝ่ายคฤหัสถ์ผู้ทำเวร ๕  อกุศลกรรมบถ ๑๐ ไม่ชื่อว่า  ปฏิบัติ
ธรรมสมควรแก่ธรรม.  แต่ผู้ใด  เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในสรณะและ
ศีล  รักษาอุโบสถเดือนละ ๘ ครั้ง  ให้ทาน  ทำการบูชาด้วยของหอม
และการบูชาด้วยมาลา  บำรุงมารดาบิดาและสมรณพราหมณ์ผู้ทรงธรรม
ผู้นี้จึงเป็นผู้ชื่อว่า  ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม.  ก็พระผู้มีพระภาคนั้น
เมื่อตรัสคำว่า  "ด้วยบูชาอย่างยิ่ง"  ก็ชื่อว่าทรงแสดงอรรถาธิบาย
นี้ว่า  "ธรรมดาว่านิรามิสบูชา  ย่อมอาจดำรงศาสนาของเราไว้ได้
เพราะว่าบริษัท ๔ นี้  ยังจักบูชาเราด้วยปฏิบัติบูชานี้ตราบใด  ศาสนา
ของเราก็จักรุ่งเรือง  ดังพระจันทร์เพ็ญแจ่มอยู่กลางฟ้าตราบนั้น"
           แม้ในกาลก่อนแต่นี้  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ก็ทรงสรรเสริญปฏิบัติ
บูชาเหมือนกัน.  ในข้อนั้น  มีเรื่องเหล่านี้  (เป็นอุทาหรณ์):-
                              [เรื่องพระติสสเถระ]
           [๗๑]  เมื่อคราวพระผู้มีพระภาคตรัสว่า  "ภิกษุทั้งหลาย !
แต่นี้โดยล่วงไป ๔ เดือน  เราจักปรินิพพาน."  พวกภิกษุที่ยังเป็น
ปุถุชน  ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้.  ภิกษุเหล่านั้น  (ประชุมกัน)  เป็น
พวก ๆ ปรึกษากันว่า  "พวกเราจะทำอะไรหนอ ?"  พากันอยู่ใน
สำนักพระศาสดา.
           ครั้งนั้น  พระเถระรูปหนึ่งชื่อ  ติสสะ  คิดว่า  "ข่าวว่า  โดยล่วง
ไป ๔ เดือน  พระศาสดาจักปรินิพพาน, ก็เรายังเป็นผู้มีราคะยังไม่
Posted by : หน้า ๑๑๕
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:02:39
ปราศแล้ว, เรายึดเอาพระอรหัตไว้เสียให้ได้  ในเมื่อพระศาสดา
ยังทรงพระชนม์อยู่นั่นแล  จึงควร"  ดังนี้แล้ว  ไม่ไปสำนักของภิกษุ
เหล่านั้น  และไม่ทำการสนทนาปราศรัยกับใคร ๆ อยู่คนเดียวเท่านั้น
ในอิริยาบถ ๔.  พวกภิกษุทูลกิริยาของท่านแด่พระศาสดา.  
           พระศาสดา  รับสั่งให้หาท่านมาตรัสถาม  ทรงสดับความนั้น
แล้ว  ประทานสาธุการแก่ท่านแล้ว  ตรัสว่า  "ภิกษุทั้งหลาย !  ผู้ใด
มีความรักในเรา,  ผู้นั้นพึงเป็นเช่นติสสเถระนี่แหละ;  เพราะชน
ทั้งหลายแม้ทำการบูชาด้วยของหอมและมาลาเป็นต้น  หาชื่อว่าบูชาเรา
แท้จริงไม่,  ส่วนหมู่ชนผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนั่นแล ชื่อว่า
บูชาเรา"  ดังนี้แล้ว  ตรัสคาถานี้ในสุขวรรคธรรมบทว่า*
              "พระขีณาสพดื่มรสวิเวกและรสแห่งความสุข
              ดื่มรสคือปีติในธรรมอยู่  ย่อมเป็นผู้หมดความ
              กระวนกระวาย  ไม่มีบาป."
                                    [แก้อรรถ]
           บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  ปวิเวกรสํ  คือ  รสอันเกิดแต่ความ
สงัดเงียบ,  อธิบายว่า  สุขอันเกิดแต่ความเป็นผู้ผู้เดียว.
           บทว่า  ปิตฺวา  ความว่า  พระขีณาสพผู้ทำกิจมีการกำหนดรู้
ทุกข์เป็นต้นอยู่  ดื่ม (รสวิเวก)  แล้ว  ด้วยสามารถทำให้แจ้งโดย
อารมณ์.
           บทว่า  อุปสมสฺส  ได้แก่ พระนิพพานอันเป็นที่ระงับกิเลส.

*  ขุ. ธ.  ๒๕/๔๒.
Posted by : หน้า ๑๑๖
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:03:25
          บทว่า  นิทฺทโร  ความว่า  ชื่อว่า  เป็นผู้หมดความกระวนกระวาย
เพราะความไม่มีเครื่องกรวะวนกระวายคือราคะเป็นต้นภายใน  และ
ชื่อว่าไม่มีบาป  เพราะไม่มีบาปคือราคะเป็นต้น  เหตุดื่มรสทั้ง ๒ นั้น.
           บทว่า  ธมฺมปีติรสํ  ได้แก่  รสกล่าวคือความเอิบอิ่มอันเกิดขึ้น
ด้วยสามารถโลกุตรธรรม ๙ อย่าง.  บทว่า  ปิวํ  แปลว่า  ดื่มอยู่.
           ในเวลาจบคาถา  พระติสสเถระ  บรรลุพระอรหัตแล.
                                 เรื่องพระติสสเถระ  จบ.
                                [เรื่องพระอัตตทัตถเถระ]
           [๗๒]  แม้พระอัตตทัตถเถระ  ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน  ไม่ไป
สำนักของภิกษุทั้งหลายเลย  อยู่คนเดียวเท่านั้น  ปฏิบัติเพื่อพระอรหัต
จริง ๆ.  พวกภิกษุก็ทูลเรื่องนั้นแด่พระศาสดา.
           พระศาสดา  ประทานสาธุการแม้แก่ท่าน  แล้วตรัสว่า  "ภิกษุ
ทั้งหลาย  ผู้ใด  มีความรักในเรา,  ผู้นั้น  พึงเป็นเหมือนอัตตทัตถเถระ
เถิด;  ชนทั้งหลายถึงบูชา (เรา)  อยู่ด้วยของหอมเป็นต้น ก็ไม่
ชื่อว่า  บูชา,  ส่วนเหล่าชนผู้บูชาอยู่ด้วยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
ชื่อว่า  บูชาเรา  ดังนี้แล้ว  ตรัสคาถานี้ในอัตตวรรคธรรมบทว่า *
              "บุคคลไม่พึงพร่าประโยชน์ของตน  เพราะ
              ประโยชน์ของผู้อื่นแม้มาก  รู้จักประโยชน์
              ของตนแล้ว  พึงเป็นผู้ขวนขวายในประโยชน์
              ของตน."

* ขุ. ธ.  ๒๕/๓๗.
Posted by : หน้า ๑๑๗
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:04:32
                                     [แก้อรรถ]
           บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า  อตฺตทตฺถํ  คือ  ประโยชน์ของตนแม้
ประมาณกากณิกหนึ่ง
           สองบทว่า  ปรตฺเถน  พหุนาปิ  คือ  เพราะประโยชน์ของผู้อื่น
แม้ประมาณพันหนึ่ง.
           บทว่า  น  หาเปเย  ความว่า  บุคคลไม่ควรพร่าทีเดียว,  สำหรับ
คฤหัสถ์ก่อน  ประโยชน์ของตนแม้ประมาณกากณิกหนึ่ง  ก็ย่อมทำ
ของควรเคี้ยวหรือควรบริโภคให้สำเร็จได้,  ประโยชน์ของผู้อื่น
หาทำให้สำเร็จได้ไม่.  ก็คำว่า  ประโยชน์ของตนนี้  พระผู้มีพระภาค
ไม่ตรัสด้วยทรงประสงค์อย่างนี้  ตรัสด้วย (มุ่ง) กัมมัฏฐานเป็นใหญ่
เพราะฉะนั้น  ภิกษุไม่ควรพร่ากิจมีการซ่อมแซมเจดีย์เป็นต้น  ซึ่งเกิด
ขึ้นแก่สงฆ์  หรือวัตรมีอุปัชฌายวัตรเป็นต้น  ด้วยคิดเสียว่า  "เรา
จะไม่พร่าประโยชน์ของตน."  ด้วยว่า  ภิกษุผู้ทำอภิสมาจาริกวัตรให้
บริบูรณ์เท่านั้น  จึงทำให้แจ้งซึ่งอริยผลเป็นต้นได้; เพราะฉะนั้น
แม้ธรรมนี้  ชื่อว่าประโยชน์ของตนแท้.  อันภิกษุผู้ปรารภวิปัสสนา
อย่างยวดยิ่ง  เที่ยวปรารถนาการแทงตลอดอยู่ว่า  "วันนี้ ๆ แหละ"
ควรพร่าแม้วัตรมีอุปัชฌายวัตรเป็นต้นแล้ว  ทำกิจของตนแท้.
           บาทคาถาว่า  อตฺตทตฺถมภิญฺาย  คือ กำหนดประโยชน์ของตน
เช่นนี้ว่า "นี้เป็นประโยชน์สำหรับตัวของเรา."
           บาทคาถาว่า  สทตฺถปฺปสุโต  สิยา  ความว่า  ภิกษุพึงเป็นผู้
ขวนขวายขะมักเขม้นในประโยชน์อันเป็นของตนนั้น.
Posted by : หน้า ๑๑๘
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:06:05
          ในเวลาจบคาถา  แม้พระอัตตทัตถเถระ  ก็บรรลุพระอรหัตแล.
                            เรื่องพระอัตตทัตถเถระ  จบ.
           แม้เรื่องพระธัมมารามเถระ  ในภิกขุวรรคธรรมบท  ก็ควร
ประมวลมา  (สาธก).
           [๗๓]  ปฏิบัติบูชาเท่านั้น  พึงเห็นว่าเป็นการบูชาอันพระศาสดา
ทรงสรรเสริญ  และเป็นบูชาอันสูงสุด  ดังพรรณนามาฉะนี้.
           เหมือนอย่างว่า  บรรพชิตผู้บูชาด้วยอามิส  ไม่ชื่อว่า  ปฏิบัติ
ธรรมสมควรแก่ธรรมฉันใด,  คฤหัสถ์จะเป็นฉันนั้นหามิได้.  ด้วยว่า
ด้วยเหตุนั้น  ในอธิการแห่งธัมมานุธัมมปฏิบัติสำหรับคฤหัสถ์  ใน
อรรถกถา * มหาปรินิพพานสูตร  ท่านจึงกล่าวว่า  "ให้ทาน,  ทำการ
บูชาด้วยของหอม  และบูชาด้วยมาลา"  ดังนี้.  ก็คฤหัสถ์ผู้บูชาด้วย
อามิส ชื่อว่า ทำ(ตาม)  โอวาทที่พระศาสดาประทานไว้แก่ตน  และ
ผู้ทำตามโอวาท ชื่อว่าบูชา;  เพราะฉะนั้น  คฤหัสถ์นั้น  ชื่อว่าบูชา  
พระศาสดาด้วยคุณของตน  คือการทำอามิสบูชาที่ทำให้สมควรแก่
โอวาทของพระศาสดาแล.
   [บูชาคนดีเป็นศรีแก่ตัว  บูชาคนชั่วพาตัวจัญไร]
           [๗๔]  ผู้ใด  บูชาสักการะสรรเสริญสัตบุรุษมีพระพุทธเจ้า
เป็นต้น  ผู้สูงสุด  เข้าถึงความเป็นผู้ควรบูชาตามลำดับ  ด้วยการไม่เสพ

* สุ.  วิ.  ๒/๑๓๖
Posted by : หน้า ๑๑๙
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:07:15
คนพาลและด้วยการเสพบัณฑิต  ตามที่กล่าวมา,  ผู้นั้นย่อมประสบ
ประโยชน์สุข  ดังพรรณนามาฉะนี้;
           ผู้ใด  บูชาเหล่าอสัตบุรุษซึ่งตรงกันข้ามกับสัตบุรุษนั้น, ผู้นั้น
ย่อมประสบทุกข์.  ในข้อนั้น  มีเรื่องเหล่านี้  (เป็นอุทาหรณ์):-
             [พระเจ้าอชาตศัตรูบูชาพระเทวทัต]
           [๗๕]  ดังได้สดับมา  ครั้งหนึ่ง พระเทวทัตอยู่ในที่ลับ  คิดว่า
"ภิกษุเหล่านี้อย่างนี้  คือ  บริษัทของพระสารีบุตร  บริษัทของ
พระโมคคัลลานะ  ได้เป็นผู้มีธุระคนละแผนก ๆ,  แม้เราก็จะนำธุระ
ของคณะสักอย่างหนึ่ง,  แต้เว้นลาภเสียไม่อาจให้บริษัทเกิดขึ้นได้
เอาเถิด  เราจะร่วมมือกับพระเจ้าอชาตศัตรู  ยังลาภให้บังเกิด"  ดังนี้
แล้ว  ให้พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเลื่อมใสด้วยอิทธิปาฏิหาริย์  โดยนัยอัน
มาแล้วในสังฆเภทขันธกะ.*
           พระเจ้าอชาตศัตรูนั้น  ก็ทรงเสื่อมใสพระเทวทัตนั้น ทรงยก
ย่องเธอ  ซึ่งเป็นอสัตบุรุษ  มีพระประสงค์จะทำสักการะแก่เธอ ทรง
บริจาคพระราชทรัพย์เป็นอันมาก  ให้สร้างวิหารที่คยาสีสประเทศ
ได้พระราชทานสำรับอาหาร ๕๐๐ สำรับทุก ๆ วัน  และได้เสด็จไปสู่ที่
บำรุงพระเทวทัตทั้งเย็นทั้งเช้า.  ท้าวเธอทรงเชื่อคำของพระเทวทัต
ปลงพระชนม์พระราชบิดา  ตัดอุปนิสัยแห่งปฐมมรรคของพระองค์เสีย
ทรงประสบทุกข์  โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง.

* วิ.  จุล.  ๗/๖๑๓.
Posted by : หน้า ๑๒๐
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:13:08
                            [เรื่องสัญชีวมาณพ]
           [๗๖]  พระเจ้าอชาตศัตรูนั้นแล  ในอดีตกาล  ได้เป็นมาณพ
ชื่อว่า  สัญชีวะ (นับเข้า)  ภายในมาณพ  ๕๐๐ คน  ซึ่งเป็นอันเตวาสิก
ของอาจารย์ทิสาปาโมกข์  ในกรุงพาราณสี.
           สัญชีวมาณพนั้น  ได้เรียนมนต์สำหรับปลุกผ้าที่ตายให้กลับลุก
ขึ้นอย่างเดียว  ในสำนักอาจารย์  ไม่ได้เรียนมนต์สำหรับแก้.
           วันหนึ่ง  เขาไปป่าเพื่อต้องการฟืนพร้อมกับพวกมาณพ  พบ
เสือโคร่งตาย  จึงพูดว่า "ท่าน ผู้เจริญ !  ข้าพเจ้าจักปลุกเสือนี้ให้ลุก
ขึ้น."  มาณพเหล่านั้น  พูดว่า  "ถ้าท่านอาจ,  ก็จงปลุกมันให้
ลุกขึ้นเถิด"  แล้วก็พากันขึ้นต้นไม้เสีย.  เขาจึงร่ายมนต์เอาก้อนกรวด
ซัดเสือโคร่งนั้น. เสือโคร่งลุกขึ้น (วิ่ง)  ไปโดยเร็ว  กัดสัญชีวมาณพ
เข้าที่ก้านคอ  ให้ถึงความสิ้นชีวิตแล้ว  (มัน)  ก็ล้มลงในที่นั้นมั่นเอง.
แม้สัญชีวมาณพก็ล้มลงในที่นั้นเหมือนกัน.  คนและเสือทั้ง ๒ นอน
ตายอยู่ในที่เดียวกันนั่นแล.
           มาณพ  มาบอกแก่อาจารย์.  ท่านกล่าวว่า  "พ่อทั้งหลาย !
ขึ้นชื่อว่าผู้ทำการยกย่องอสัตบุรุษ ทำสักการะและนับถือในฐานะอันไม่
ควรย่อมกลับได้ทุกข์เช่นนั้นแหละ"  เมื่อจะแสดงธรรมจึงกล่าวคาถานี้ว่า
              "ผู้ใด  ยกย่องอสัตบุรุษ ส้องเสพอสัตบุรุษ
              อสัตบุรุษกลับทำผู้นั้นนั่นแล  ให้เป็นเหยื่อ
              เหมือนเสือโคร่งกลับมีชีวิต  ทำสัญชีวมาณพ
              ให้เป็นเหยื่อ  ฉะนั้น."
Posted by : หน้า ๑๒๑
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:14:21
                                  [แก้อรรถ]
           บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  อสนฺตํ  ได้แก่  คนที่ประกอบด้วย
ทุจริต ๓ เป็นผู้ทุศีล  มีธรรมอันทราม.  บทว่า   โย  คือ  บรรดาบุคคล
ทั้งหลายมีกษัตริย์เป็นต้น  คนใดคนหนึ่ง.
           บทว่า  ปคฺคณฺหาติ  ความว่า  ยกย่อง คือ ทำสักการะและ
ความนับถือบรรพชิต  ด้วยการมอบถวายปัจจัยมีจีวรเป็นต้น  หรือคฤหัสถ์
ด้วยการมอบตำแหน่งมีตำแหน่งอุปราชและเสนาบดีเป็นต้น.
           บทว่า อุปเสวติ  ได้แก่  คบ.
           สองบทว่า  ตเมว  ฆาสํ  ความว่า  คนทุศีล  ย่อมทำผู้ที่ยกย่อง
ตนนั้นนั่นเอง  ให้เป็นของเคี้ยว.  อธิบายว่า   ย่อมกิน  คือเคี้ยวผู้นั้น
เสีย  ได้แก่  ให้ถึงความพินาศ.
           ถามว่า "เหมือนอะไร ?"
           แก้ว่า  "เหมือนเสือโคร่งที่ตาย  อันสัญชีวมาณพร่ายมนต์
ยกย่องด้วยการมอบให้ชีวิต  คงคืนชีวิต  กลับปลิดสัญชีวมาณพผู้ให้
ชีวิตตนนั่นเองเสียจากชีวิต  ให้ถึงความวอดวายไปฉะนั้น."
           แม้ผู้อื่นก็อย่างนั้น  ผู้ใดยกย่องอสัตบุรุษใด  อสัตบุรุษนั้นทุศีล
ย่อมทำผู้นั้นซึ่งยกย่องตนนั่นแล  ให้ฉิบหาย;  อธิบายว่า  ชนทั้งหลาย
ผู้ที่ยกย่องอสัตบุรุษ  ย่อมถึงความพินาศอย่างนั้น.
           เรื่องสัญชีวมาณพ  มาในสัญชีวชาดกเอกนิบาต *.

*  ขุ.  ชา.  ๒๗/๔๘.  ตทฏฺ€กถา.  ๒/๔๑๐.
 
Posted by : หน้า ๑๒๒
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:15:21
                          [เรื่องปริพาชกผู้ยกย่องแพะ]
           [๗๗]  ในอดีตกาล  ได้มีปริพาชกคนหนึ่ง  ชื่อจัมมสาฎกในกรุง
พราณสี.  นัยว่าหนังเท่านั้น  เป็นทั้งผ้านุ่งทั้งผ้าห่มของเขา.
           วันหนึ่ง  ปริพาชกนั้น เที่ยวไปเพื่อภิกษาอยู่ในกรุงพาราณสี  ถึง
สถานที่ชนแพะ.  ขณะนั้น  แพะตัวหนึ่งเห็นปริพกชกนั้นแล้ว  ประสงค์
จะขวิด   จึงย่อตัวลง.  ปริพาชกไม่ถอยออกไป  ด้วยเข้าใจว่า  "แพะ
นี่ทำความนอบน้อมเรา"  แล้วคิดว่า  "ในระหว่างมนุษย์เหล่านี้มี
ประมาณถึงเท่านี้  แพะนี้ตัวเดียวเท่านั้น  รู้คุณเรา"  ดังนี้แล้ว  ได้ยืน
ประณมมือ (ตอบ)  แก่แพะนั้น.  พาณิชผู้ฉลาดนั่งอยู่ในตลาด  เห็น
เหตุนั้น  จึงห้ามว่า  "พราหมณ์ !  ท่านอย่าไว้วางใจแก่สัตว์ ๔ เท้า
เพราะได้เห็นเพียงชั่วขณะหนึ่ง,  เพราะมันต้องการจะขวิดให้เหมาะจึง
ย่อตัวลง."
           ทันใดนั้นเอง  แพะ (วิ่ง)  มาโดยเร็ว  ขวิดเข้าที่อก  ทำให้
ปริพาชกนั้นล้มลงในที่นั้นนั่นเอง.  เขาประสบเวทนา  นอนอยู่ ณ ที่
นั้นนั่นแล  คร่ำครวญว่า
              "ผู้ใดสรรเสริญผู้ที่ไม่ควรบูชา,  ผู้นั้นก็กลับถูก
              ผู้ไม่ควรบูชาฆ่านอนอยู่  เหมือนเราผู้โฉดเขลา
              ถูกแพะขวิด จะตายในวันนี้ฉะนั้น"
แล้วได้ทำกาละ.
                                       [แก้อรรถ]
           บรรดาบทเหล่านั้น  หลายบทว่า  โส  นิหโต  เสติ  ความว่า  ผู้นั้น
Posted by : หน้า ๑๒๓
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:16:43
คือ   ผู้ยกย่องคนที่ไม่ควรบูชา  ถูกคนที่ไม่ควรบูชานั้นให้ตายนอนอยู่.
           บทว่า  อปูชํ  คือ  บุคคลผู้ซึ่งใคร ๆ  ไม่ควรบูชา.  คำว่า  ยถาห-
มชฺช ความว่า  เหมือนเราทำความยกย่องอสัตบุรุษยืนอยู่ในวันนี้
           บทว่า  ปหโต  คือ  ถูกแพะขวิดด้วยการขวิดที่เหมาะ.
           บทว่า  หโต  คือ  ให้ตาย.  บทว่า  ทุมฺมติ  ได้แก่ผู้ไร้ปัญญา.
มีคำที่ปริพาชกกล่าวว่า  "แม้บุคคลอื่นใด  จักทำความยกย่อง  อสัตบุรุษ
บุคคลแม้นั้น  ก็จักเสวยทุกข์เหมือนเรา."  
           ปริพาชกนั้นแล  ได้มาเป็นปริพาชกผู้มีชื่ออย่างนี้  ในกรุงสาวัตถี
ในพุทธุปบาทกาลนี้  ปฏิบัติอยู่เช่นนั้น   ได้ถูกแพะขวิดแล้วแล.
           เรื่องปริพาชก  มาในจัมมสาฏกชาดกจตุกกนิบาต.*
                    กถาว่าด้วยการบูชาผู้ควรบูชาอย่างสูงสุด  จบ.
           [๗๘]  อีกนัยหนึ่ง  ในบทว่า  ปูชเนยฺยานํ  นี้  พึงทราบปูชเนยย-
บุคคลทั้งหลายอย่างนี้  คือ  "บรรดาบรรพชิต  อาจารย์และอุปัชฌายะ
เป็นปูชเนยยบุคคลของพวกอันเตวาสิกเป็นต้น,  ภิกษุผู้แก่กว่าเป็น
ปูชเนยยบุคคลของภิกษุผู้ใหม่,  บรรพชิตทั้งหมด  เป็นปูชเนยยบุคคล
ของพวกคฤหัสถ์.  ส่วนบรรดาคฤหัสถ์  พี่ชายหญิง  เป็นปูชเนยย-
บุคคลของน้องชายน้องหญิง,  มารดาบิดา  เป็นปูชเนยยบุคคลของบุตร
ทั้งหลาย,  สามีและพ่อผัวแม่ผัว  เป็นปูชเนยยบุคคลของบุตร
ในสกุล."
           ก็การบูชาปูชาเนยยบุคคลแม้เหล่านั้น  จัดเป็นมงคลทั้งนั้น  เพราะ

*  ขุ.  ชา.  ๒๗/๑๔๔.  ตทฏฺ€กถา.  ๔/๓๒๙.
 
Posted by : หน้า ๑๒๔
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:17:48
เป็นการสมาทานกุศลธรรม  และเพราะเป็นเหตุแห่งความเจริญด้วย
ธรรมมีอายุเป็นต้น.  ด้วยเหตุนั้น  ในจักกวัตติสูตร*  พระผู้มีพระภาค
จึงตรัสว่า  "มนุษย์เหล่านั้นจักเป็นผู้เกื้อกูลมารดา  เกื้อกูลบิดา  เกื้อ
กูลสมณะ  เกื้อกูลพราหมณ์  มีอันอ่อนน้อมต่อผู้เป็นใหญ่ในสกุลเป็น
ปกติ,  จักสมาทานประพฤติกุศลธรรมนี้,  มนุษย์เหล่านั้น  จักเจริญ
ด้วยอายุบ้าง  จักเจริญด้วยวรรณะบ้าง  เพราะเหตุสมาทานธรรมอัน
เป็นกุศลทั้งหลาย"  ดังนี้.
                                     [แก้อรรถ]
           บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  เต  ความว่า  ภิกษุทั้งหลาย !  มนุษย์
เหล่าใด  เป็นบุตรของมารดาบิดาซึ่งมีอายุประมาณสองหมื่นปี  จัก
เป็นมนุษย์มีอายุสี่หมื่นปี,  มนุษย์ผู้เกิดมาเป็นบุตรเหล่านั้น.
           บทว่า  มตฺเตยฺยา  ได้แก่  เกื้อกูลแก่มารดา  คือ  ปฏิบัติชอบ
ในมารดา.  บทว่า  เปตฺเตยฺยา  ได้แก่  เกื้อกูลแก่บิดา.
           บทว่า  สามฺา  ได้แก่  เกื้อกุลแก่สมณะ.  บทว่า  พฺรหฺมฺา
ได้แก่  เกื้อกูลแก่พราหมณ์.
           บทว่า กุเล  เชฏฺ€าปจายิโน  ความว่า  มีปกติอ่อนน้อม  คือ
ประพฤติถ่อมตนแก่ชนทั้งหลายผู้เป็นใหญ่  คือ  ผู้เจริญ  มีลุง  อา  และ
พี่ชายเป็นต้น  ในสกุลของตน.
           บทว่า  กุสลานํ  ได้แก่  ที่มีลักษณะอันหาโทษมิได้.

* ที.  ปา.  ๑๑/๘๑.
Posted by : หน้า ๑๒๕
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:19:32
          บทว่า  สมาทานเหตุ  คือ  เพราะเหตุแห่งการสมาทานประพฤติ.
                           กถาว่าด้วยการบูชาผู้ควรบูชา  จบ.
                                [สรุปความแห่งคาถาที่ ๑]
           [๗๙]  พระผู้มีพระภาคตรัสมงคล ๓ ประการมีอันไม่เสพคนพาล
เป็นต้นด้วยคาถานี้,  มงคล ๓ ประการทั้งหมดนั้น  พึงทราบว่าเป็น
มงคล  เพราะเป็นเหตุเจริญด้วยสมบัติมีความสรรเสริญในโลกนี้เป็นอาทิ
โดยนัยดังพรรณนามาฉะนี้.
           ส่วนในอรรถกา *  ท่านกล่าวว่า  "การไม่เสพคนพาล  ชื่อว่า
เป็นมงคล  เพราะเป็นเหตุแห่งประโยชน์เกื้อกูลในโลกทั้ง ๒ ด้วยอัน
ป้องกันเสียซึ่งเหตุแห่งทุกข์มีภัยเป็นต้น  ที่มีการเสพคนพาลเป็นปัจจัย,
การเสพบัณฑิตและการบูชาผู้ควรบูชา  ชื่อว่า เป็นมงคล  เพราะเป็น
เหตุแห่งพระนิพพานและสุคติ" ดังนี้.  แม้คำเป็นคาถานี้  ก็เป็นปัฐยาวัตร
แล.
                            กถาพรรณนาความแห่งคาถาที่ ๑ จบ.

*  ปรมัตถโชติกา  ขุททกปาฐวัณณนา ๑๔๔.
Posted by : หน้า ๑๒๖
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:21:10
                     พรรณนาความแห่งคาถาที่ ๒ *
           [๘๐]  พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๒:  การอยู่ในประเทศอัน
สมควร  ชื่อว่า  " ปฏิรูปเทสวาส."  ก็โอกาสเป็นที่อยู่ของหมู่สัตว์
แห่งใดแห่งหนึ่ง  มีคาม  นคร  และชนบทเป็นต้น  ชื่อว่า  "ประเทศ."
           บทว่า  ปุพเพ  แปลว่า  ในก่อน  อธิบายว่า ในชาติที่ล่วงแล้ว.
           ความเป็นผู้มีกุศลอันสั่งสมไว้แล้ว  ชื่อว่า  ความเป็นผู้มีบุญ
อันทำไว้แล้ว.  
           การตั้งความปรารถนาไว้  ความดำรงไว้  การประกอบไว้ซึ่ง
ตนโดยชอบ  ชื่อว่า  อตฺตสมฺมาปณิธิ.
           บทว่า  เอตํ  ความว่า  "เทพดา !  ท่านจงถือว่า  การอยู่ใน
ประเทศอันสมควร ๑ ความเป็นผู้มีบุญอันทำไว้ในก่อน ๑ การตั้ง
ตนไว้ชอบ ๑ กรรม ๓ อย่างแม้นี้  เป็นมงคลอันสูงสุด"  ความ
สังเขปในคาถาที่ ๒ นี้เท่านี้.  ส่วนความพิสดารในคาถาที่ ๒ นี้ ดังต่อ
ไปนี้:-

* สมเด็จพระวันรัต  (จับ  ป.  ๙)  วัดโสมนัสวิหาร  แปลครั้งเป็นเปรียญ.
Posted by : หน้า ๑๒๗
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:22:14
                    กถาว่าด้วยการอยู่ในประเทศอันสมควร
           [๘๑]  บริษัท ๔ ย่อมเที่ยวไป  บุญกิริยาวัตถุมีทานเป็นต้น
ย่อมเป็นไป  คำสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ ย่อมรุ่งเรืองในประเทศใด
ประเทศนั้น  ชื่อว่า  ประเทศอันสมควร.  การอาศัยอยู่ในประเทศอัน
สมควรนั้น  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  "เป็นมงคล"  พระเป็นปัจจัยแห่ง
การทำบุญแห่งสัตว์ทั้งหลาย.  ในข้อนั้น  มีเรื่องนี้  (เป็นอุทาหรณ์).
                                   [เรื่องชาวประมง]*
           [๘๒]  ดังได้สดับมา ชาวประมงคนหนึ่งชื่อ  อริยะ  อาศัยอยู่ใน
กรุงสาวัตถี.  วันหนึ่ง  เขากำลังเอาเบ็ดตกปลา  เห็นพระศาสดาเสด็จมา
เที่ยวบิณฑบาตในบ้าน  ใกล้ประตูด้านเหนือแห่งกรุงสาวัตถี  มีภิกษุ
สงฆ์แวดล้อม  กำลังเสด็จมาจากบ้านนั้นแล  จึงได้วางคันเบ็ดยืนอยู่.
           พระศาสดา  ประทับยืนใกล้เขาแล้ว  ตรัสถามนามของพระสาวก
ทั้งหมด, ชะรอยจะตรัสถามนามของเราบ้าง."  พระศาสดา   ทรง
ทราบจิตของเขาแล้ว  ตรัสถามว่า  "อุบาสก !  ท่านชื่อไร ?"
           ชาวประมง.  ข้าพระองค์ชื่อ  "อริยะ  พระเจ้าข้า."

* เกวฏฺโฏ=เก=ในน้ำ  วฏฺฏ=เป็นไป เกวฏฺโฏ=ผู้เป็นไปในน้ำ  หมายความว่า  ชาวประมง
Posted by : หน้า ๑๒๘
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:24:14
          ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาค  ตรัสกะเขาว่า  "อุบาสก !  ผู้ทำ
สัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไปเช่นท่าน  หาชื่อว่า  อริยะไม่,  ส่วนพระอริยะ
ทั้งหลาย  ตั้งอยู่ในภาวะ  คือ  การไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย"  เมื่อจะ
ทรงแสดงธรรม  จึงตรัสคาถานี้  ในธัมมัฏฐวรรคธรรมบท *  ว่า
              "บุคคล  เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย  ด้วยเหตุใด
              จะเป็นผู้ชื่อว่าอริยะ  ด้วยเหตุนั้น  หามิได้,  เรา
              เรียกว่า  อริยะ  เพราะไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง."
                                        [แก้อรรถ]
           บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  เตน  แปลว่า  ด้วยเหตุนั้น.  บทว่า
หึสติ  แปลว่า  เบียดเบียน.
           บทว่า  อหึสา  ความว่า  เพราะไม่เบียนเบียนสัตว์ทั้งปวง  ด้วย
เครื่องประหารมีฝ่ามือเป็นต้น.
           บาทคาถาว่า  อริโยติ  ปวุจฺจติ  ความว่า  บุคคลผู้ตั้งอยู่ไกล
จากการเบียดเบียนเท่านั้น  เรียกว่า  "อริยะ"  เพราะเป็นผู้ตั้งอยู่ใน
ภาวนามีเมตตาเป็นต้น.
           ในเวลาจบคาถา  ชาวประมงได้เป็นโสดาบัน.
           การอยู่ในประเทศอันสมควรของชาวประมงนั้น  ชื่อว่า  "เป็น
มงคล"  เพราะเป็นปัจจัยแห่งบุญกิริยาวัตถุ  คือการฟัง  (ธัมมัส-
สวนมัย).
                                    เรื่องชาวประมง  จบ.

*  ขุ.  ธ.  ๒๕/๕๐-๕๑.
Posted by : หน้า ๑๒๙
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:25:09
          [๘๓]  อีกอย่างหนึ่ง  ประเทศเป็นที่ผ่องใสแห่งพระปัญญาเครื่อง
ตรัสรู้แห่งพระศาสดา,  ประเทศอันพระผู้มีพระภาคยังธรรมจักรให้เป็น
ไป,  ประเทศ  คือ  โคนแห่งคัณฑามพฤกษ์   ที่พระผู้มีพระภาคทรง  
แสดงยมกปาฏิหาริย์  ทำลายความเมาของเดียรถีย์ทั้งปวง  ในท่าม
กลางบริษัทประมาณ ๑๒ โยชน์,   ประเทศเป็นที่เสด็จลงจากเทวโลก
ก็หรือประเทศเป็นที่ประทับแห่งพระพุทธเจ้ามีกรุงสาวัตถี  และกรุงราช-
คฤห์เป็นต้น  แม้อื่นใด  ประเทศนั้น  ชื่อว่า  ปฏิรูปเทส,  การอยู่ใน
ปฏิรูปเทสนั้น  ชื่อว่า  เป็นมงคล  เพราะเป็นปัจจัยให้ได้อนุตตริยะ ๖
แห่งสัตว์ทั้งหลาย.
           [๘๔]  ก็กิจมีการเห็นรูปเป็นต้น  อันเว้นจากกิจอื่นที่ยิ่งกว่า  คือ
ไม่มีกิจอื่นยิ่งกว่า  ชื่อว่า  อนุตตริยะ.
                                     [อนุตตริยสูตร]
           อนุตตริยะเหล่านั้น  พึงทราบโดยนัยที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ใน
อนุตตริยสูตร *  ฉักกนิบาตอังคุตตรนิกายอย่างนี้ว่า
                                  [ทัสสนานุตตริยะ]
           "ภิกษุทั้งหลาย !  คนบางคนในโลกนี้  ไปเพื่อเห็นรัตนะ คือ  ช้าง
บ้าง  ไปเพื่อเห็นรัตนะ คือ  ม้าบ้าง  ไปเพื่อเห็นรัตนะ  คือ  มณีบ้าง  ก็
หรือไปเพื่อเห็นรัตนะสูงต่ำ  ไปเพื่อเห็นสมณะหรือพราหมณ์  ผู้เห็นผิด
ปฏิบัติผิด,  ภิกษุทั้งหลาย  ความเห็นอยู่นั่น  มีอยู่,  เราไม่กล่าวว่าความเห็น

*  องฺ.  ฉกฺก.  ๒๒/๓๖๒.
Posted by : หน้า ๑๓๐
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:26:38
นั่นไม่มี,  ภิกษุทั้งหลาย !  ก็แต่ความเห็นนั้นนั่นแล  ยังทราม  เป็นของ
ชาวบ้าน  เป็นของปุถุชน  ไม่ประเสริฐ  ไม่ประกอบด้วยประโยชน์  ย่อม
ไม่เป็นไปเพื่อนิพพิทา  เพื่อวิราคะ  เพื่อนิโรธ เพื่ออุปสมะ เพื่ออภิญญา
เพื่อสัมโพธะ  เพื่อพระนิพพาน.  ภิกษุทั้งหลาย !  ส่วนชนใดแล  มี
ศรัทธาตั้งมั่น  มีความรักตั้งมั่น  ถึง  (พระรัตนตรัย)  โดยส่วนเดียว
เสื่อมใสยิ่งแล้ว  ไปเพื่อเห็นตถาคตหรือสาวกของตถาคต,  ภิกษุ
ทั้งหลาย !  บรรดาการเห็นทั้งหลาย !  ข้อที่ชนมีศรัทธาตั้งมั่น  ฯลฯ
เสื่อมใสยิ่งแล้ว  ไปเพื่อเห็นตถาคตหรือสาวกของตถาคตนั่น  ชื่อว่าเป็น
ยอดเยี่ยม  (ย่อมเป็นไป)  เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย  เพื่อ
ความก้าวล่วงซึ่งโสกะและปริเทวะ  เพื่อความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์และ
โทมนัส  เพื่อบรรลุญายธรรม  เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน, ภิกษุ
ทั้งหลาย !  นี้เราเรียกว่า  ทัสสนานุตตริยะ.
                                 [สวนานุตตริยะ]
           ภิกษุทั้งหลาย !  คนบางคนในโลกนี้  ไปเพื่อฟังเสียงกลองบ้าง,
ไปเพื่อฟังเสียงพิณบ้าง,  ไปเพื่อฟังเสียงเพลงขับบ้าง,  ก็หรือไปเพื่อฟัง
เสียงสูงต่ำ, ไปเพื่อฟังธรรมของสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ปฏิบัติ
ผิด; ภิกษุทั้งหลาย !  การฟังนั่นมีอยู่, เราไม่กล่าวว่า  "การฟังนั่น
ไม่มี" ภิกษุทั้งหลาย ! ก็แต่การฟังนั้นนั่นแล  ยังทราม  เป็นของชาว
บ้าน ฯลฯ  เพื่อพระนิพพาน. ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนชนใดแล  มีศรัทธา
ตั้งมั่น  มีความรักตั้งมั่น  ถึง (พระรัตนตรัย)  โดยส่วนเดียว  เสื่อมใส
Posted by : หน้า ๑๓๑
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:27:48
ยิ่งแล้ว  ไปเพื่อฟังธรรมของตถาคตหรือสาวกของตถาคต,  ภิกษุ
ทั้งหลาย !  บรรดาการฟังทั้งหลาย ข้อที่ชนมีศรัทธาตั้งมั่น  ฯลฯ
เสื่อมใสยิ่งแล้ว  ไปเพื่อฟังธรรมของตถาคตหรือสาวกของตถาคตนั่น
ชื่อว่าเป็นยอดเยี่ยม  (ย่อมเป็นไป)  เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์
ทั้งหลาย ฯลฯ  เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน. ภิกษุทั้งหลาย !  นี้เรา
เรียกว่า  สวนานุตตริยะ.
                               [ลาภานุตตริยะ]
           ภิกษุทั้งหลาย !  คนบางคนในโลกนี้  ย่อมได้ลาภคือบุตรบ้าง,
ได้ลาภคือภริยาบ้าง,  ได้ลาภคือทรัพย์บ้าง,  ก็หรือได้ลาภสูงต่ำ,  ได้
ศรัทธาในสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด  ปฏิบัติผิด; ภิกษุทั้งหลาย !
ลาภนั่นมีอยู่,  เราไม่กล่าวว่า  "ลาภนั่นไม่มี;"  ภิกษุทั้งหลาย !  ก็แต่
ลาภนั้นนั่นแล  ยังทราม เป็นของชาวบ้าน ฯลฯ  เพื่อพระนิพพาน.
ภิกษุทั้งหลาย !  ส่วนชนใดแล  มีศรัทธาตั้งมั่น  ฯลฯ  เสื่อมใสยิ่งแล้ว
ย่อมได้ศรัทธาในตถาคตหรือสาวกของตถาคต,  ภิกษุทั้งหลาย !  บรรดา
ลาภทั้งหลายข้อที่ชนมีศรัทธาตั้งมั่น  ฯลฯ เสื่อมใสยิ่งแล้วได้  ศรัทธาใน
ตถาคต หรือสาวกของตถาคตนั่น  ชื่อว่าเป็นยอดเยี่ยม  (ย่อมเป็นไป)
เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ  เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน,
ภิกษุทั้งหลาย !  นี้เราเรียกว่า  ลาภานุตตริยะ.
                                   [สิกขานุตตริยะ]
           ภิกษุทั้งหลาย !  คนบางคนในโลกนี้  ย่อมศึกษาในเพราะ (เรื่อง)
Posted by : หน้า ๑๓๒
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:28:30
ช้างบ้าง, ศึกษาในเพราะ (เรื่อง)  ม้าบ้าง,  ศึกษาในเพราะ  (เรื่อง)
รถบ้าง,  ศึกษาในเพราะ (เรื่อง)  อาวุธบ้าง,  ก็หรือศึกษาศิลปะสูง
ต่ำ,  ศึกษาต่อสมณะหรือพราหมณ์  ผู้เห็นผิด ปฏิบัติผิด;  ภิกษุ
ทั้งหลาย !  การศึกษานั่นมีอยู่,  เราไม่กล่าวว่า  "การศึกษานั่นไม่มี,"
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็แต่การศึกษานั้นนั่นแล  ยังทราม  เป็นของชาวบ้าน  
ฯลฯ  เพื่อพระนิพพาน.  ภิกษุทั้งหลาย !  ส่วนชนใดแล  มีศรัทธา
ตั้งมั่น  ฯลฯ  เสื่อมใสยิ่งแล้ว  ย่อมศึกษาอธิสีลสิกขาบ้าง  ศึกษา
อธิจิตตสิกขาบ้าง  ศึกษาอธิปัญญาสิกขาบ้าง  ในธรรมวินัยอันตถาคต
ประกาศแล้ว,  ภิกษุทั้งหลาย !  บรรดาการศึกษาทั้งหลาย  ข้อที่ชนมี
ศรัทธาตั้งนั่น  ฯลฯ  เสื่อมใสยิ่งแล้ว  ศึกษาอธิสิลสิกขาบ้าง  ฯลฯ
ในธรรมวินัยอันตถาคตประกาศแล้วนั่น  ชื่อว่าเป็นยอดเยี่ยม (ย่อม
เป็นไป)  เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย  ฯลฯ  เพื่อทำให้แจ้ง
ซึ่งพระนิพพาน,  ภิกษุทั้งหลาย !  นี้เราเรียกว่า สิกขานุตตริยะ.
                               [ปาริจริยานุตตริยะ]
           ภิกษุทั้งหลาย !  คนบางคนในโลกนี้  ย่อมปรนนิบัติกษัตริย์บ้าง,
ปรนนิบัติพราหมณ์บ้าง,  ปรนนิบัติคฤหบดีบ้าง,  ก็หรือปรนนิบัติชน
สูงต่ำ,  ปรนนิบัติสมณะหรือพราหมณ์  ผู้เห็นผิด  ปฏิบัติผิด;  ภิกษุ
ทั้งหลาย !  การปรนนิบัตินั่นอยู่  เราไม่กล่าวว่า  "การปรนนิบัตินั่น
ไม่มี,"  ภิกษุทั้งหลาย !  ก็แต่การปรนนิบัตินั้นนั่นแล  ยังทราม  เป็น
ของชาวบ้าน  ฯลฯ  เพื่อพระนิพพาน.  ภิกษุทั้งหลาย !  ส่วนชนใดแล
 
Posted by : หน้า ๑๓๓
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:29:18
มีศรัทธาตั้งมั่น ฯลฯ  เสื่อมใสยิ่งแล้ว  ย่อมปรนนิบัติตถาคตหรือ
สาวกของตถาคต,  ภิกษุทั้งหลาย !  บรรดาการปรนนิบัติทั้งหลาย  ข้อ
ที่ชนมีศรัทธาตั้งมั่น  ฯลฯ  เสื่อมใสยิ่งแล้ว  ปรนนิบัติตถาคตหรือ
สาวกของตถาคตนั่น  ชื่อว่าเป็นยอดเยี่ยม (ย่อมเป็นไป) เพื่อความ
บริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย  ฯลฯ   เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน,  ภิกษุ
ทั้งหลาย !  นี้เราเรียกว่า  ปาริจริยานุตตริยะ.
                                 [อนุสสตานุตตริยะ]
           ภิกษุทั้งหลาย!  คนบางคนในโลกนี้  ย่อมระลึกถึง ๑ บุตรบ้าง,
ระลึกถึงภริยาบ้าง,  ระลึกถึงทรัพย์บ้าง,  ก็หรือระลึกถึง ๒ ทรัพย์สูงต่ำ,
ระลึกถึงสมณะหรือพราหมณ์   ผู้เห็นผิด  ปฏิบัติผิด;  ภิกษุทั้งหลาย !
ความระลึกนั่นมีอยู่,  เราไม่กล่าวว่า  "ความระลึกนั่นไม่มี"  ก็แต่
ความระลึกนั้นนั่นแล ยังทราม  เป็นของชาวบ้าน ฯลฯ  เพื่อพระนิพพาน
ภิกษุทั้งหลาย  ส่วนชนใดแล  มีศรัทธาตั้งมั่น  ฯลฯ  เสื่อมใสยิ่ง
แล้ว  ระลึกถึงตถาคตหรือสาวกของตถาคต.  ภิกษุทั้งหลาย !  บรรดา
ความระลึกทั้งหลาย  ข้อที่ชนมีศรัทธาตั้งมั่น ฯลฯ  เสื่อมใสยิ่งแล้ว
ระลึกถึงตถาคตหรือสาวกของตถาคตนั่น  ชื่อว่าเป็นยอดเยี่ยม  (ย่อม
เป็นไป)  เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย  ฯลฯ  เพื่อทำให้แจ้ง
ซึ่งพระนิพพาน,  ภิกษุทั้งหลาย  นี้เราเรียกว่า  อนุสสตานุตตริยะ" ดังนี้

๑.  ในบาลี. องฺ. ฉกฺก.  ว่าระลึกลาภคือบุตรบ้าง.  ลาภคือภริยาบ้าง.  ลาภคือทรัพย์บ้าง.
๒.  บาลีในพระสูตร ไม่มี
Posted by : หน้า ๑๓๔
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:29:58
          [๘๕]  นัยอันมาในอรรถกถา *อนุตตริยสูตรนั้นว่า  "บรรดาบท
เหล่านั้น  บทว่า  อุจฺจาวจํ ได้แก่  รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง  ใหญ่เล็ก
หรือสูงต่ำ.  บทว่า  หีนํ  คือทราม.      
           บทว่า  คมฺมํ  คือ  เป็นของมีอยู่แห่งชาวบ้าน.
           บทว่า  โปถุชฺชนิกํ  คือ  เป็นของมีอยู่แห่งปุถุชน.
           บทว่า  อนริยํ  คือ  ไม่ประเสริฐ  ไม่สูงสุด  ไม่บริสุทธิ์.
           บทว่า  อนตฺถสฺหิตํ  คือ  ไม่ประกอบด้วยประโยชน์.
           บทว่า  นิพฺพิทาย  ได้แก่  เพื่อเบื่อหน่ายในวัฏฏะ.
           บทว่า  วิราคาย ได้แก่  เพื่อคลายแห่งกิเลสมีราคะเป็นต้น.
           บทว่า  นิโรธาย  ได้แก่  เพื่อดับโดยไม่เป็นไปแห่งกิเลสเหล่านั้น.
           บทว่า  อุปสมาย  ได้แก่  เพื่อระงับแห่งกิเลสเหล่านั้น.
           บทว่า  อภิญฺาย คือ  เพื่อรู้ยิ่ง.  บทว่า  สมฺโพธาย  ได้แก่
เพื่อแทงตลอดซึ่งมรรคญาณ  ๔ กล่าวคือปัญญาเครื่องตรัสรู้.
           บทว่า  นิพฺพานาย  คือ  เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน.
           บทว่า  นิวิฏฺ€สฺสทฺโธ  คือ  มีศรัทธาตั้งลงแล้ว.  แม้ในบทที่ ๒
ก็นัยนั่น.  บทว่า เอกนฺตคโต  ได้แก่  ถึงแล้วโดยส่วนเดียว. อธิบาย
ว่า มีศรัทธาไม่หวั่นไหว.
           บทว่า  อภิปฺปสนฺโน  ได้แก่  เสื่อมใสยิ่ง.
           บทว่า เอตทานุตฺตริยํ  ตัดบทเป็น  เอตํ  อนุตฺตริยํ.
           บทว่า  วิสุทฺธิยา  ได้แก่  เพื่อถึงความบริสุทธิ์.

* มโน.  ปู.  ๓/๑๒๗.
   
Posted by : หน้า ๑๓๕
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:31:09
          บทว่า  โสกปริเทวานํ  ได้แก่  ซึ่งโสกะและปริเทวะ.
           บทว่า  อตฺถงฺคมาย  ได้แก่  เพื่อถึงความไม่ตั้งอยู่.
           บทว่า  ายสฺส ได้แก่  เพื่อมรรคที่ประกอบด้วยวิปัสสนา.
           บทว่า  นิพฺพานสฺส  ได้แก่  นิพพานที่ไม่ปัจจัย  (หรืออัน
กองกิเลสและกองทุกข์ไม่ก่อ).  
           บทว่า  ปุตฺตลาภํ  ได้แก่  ลาภกล่าวคือบุตร.
           บทว่า  หตฺถิสฺมึ  ความว่า  ย่อมศึกษาศิลปะมีช้างเป็นนิมิต
ที่ควรศึกษา  ชื่อว่า  ศึกษาในเพราะ  (เรื่อง)  ช้าง.  ในบททั้งปวงก็
นัยนั่น.  ก็อาวุธทุกอย่าง  ชื่อว่า  ถรุ  ในบทว่า  ถรุสฺมึ นี้.
           บทว่า  อุจฺจาวจํ  ได้แก่  ศิลปะใหญ่น้อย.
           บรรดาการเห็นรูปทั้งหลาย การเห็นยอดเยี่ยม  ชื่อว่า  ทัสสนา-
นุตตริยะ  ในอนุตตริยะ ๖ เหล่านั้น.  ในบททั้งปวง   ก็นัยนั่น.
           แท้จริง  การเห็นพระศาสดา  ภิกษุสงฆ์ หรือนิมิตมีอสุภ-
นิมิตเป็นต้น  อย่างใดอย่างหนึ่ง   แห่งผู้มีศรัทธาตั้งมั่นแล้ว  ชื่อว่า
ทัสสนานุตตริยะ,  การเห็นรัตนะมีรัตนะคือช้างเป็นต้น   ไม่ชื่อว่า
ทัสสนานุตตริยะ.
           การฟังกถาพรรณนาคุณพระรัตนตรัย  และพุทธวจนะคือพระ
ไตรปิฎก  ชื่อว่า  สวนานุตตริยะ,  การฟังกถาพรรณนาคุณของ
กษัตริย์เป็นต้น  ไม่ชื่อว่า  สวนานุตตริยะ.
           การได้อริยทรัพย์ ๗ อย่างเท่านั้น  ชื่อว่า  ลาภานุตตริยะ, การ
ได้รัตนะคือมณีเป็นต้น  ไม่ชื่อว่า  ลาภานุตตริยะ.
Posted by : หน้า ๑๓๖
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:34:25
          การบำเพ็ญไตรสิกขาเท่านั้น  ชื่อว่า  สิกขานุตตริยะ,  การ
ศึกษาศิลปะในเพราะ  (เรื่อง)  ช้างเป็นต้น  ไม่ชื่อว่า  สิกขานุตตริยะ.
           การปรนนิบัติพระรัตนตรัยเท่านั้น  ชื่อว่า  ปาริจริยานุตตริยะ,
การปรนนิบัติกษัตริย์เป็นต้น  ไม่ชื่อว่า  ปาริจริยานุตตริยะ.
           ความระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยเท่านั้น  ชื่อว่า  อนุสสตา-
นุตตริยะ,  ความระลึกถึงคุณของกษัตริย์เป็นต้น  ไม่ชื่อว่า  อนุสสตา-
นุตตริยะ."
                                      [อรรถกถา]
           [๘๖]  นัยอันมาในอรรถกถา*เอกนิบาตอังคุตตรนิกาย พร้อม
ทั้งฎีกาว่า  "พระอานนทเถระ   ได้เพื่อเห็นพระศาสดาด้วยจักขุ-
วิญญาณในเวลาเย็นเช้า  นี้ชื่อว่า ทัสสนานุตตริยะ. ท่านได้เพื่อสดับ
พระดำรัสของพระศาสดาเนือง ๆ นี้ชื่อว่า  สวนานุตตริยะ  ท่านได้
ศรัทธาในพระศาสดาว่า  "พระผู้มีพระภาคตรัสรู้เองโดยชอบ"  เป็น
ต้น  นี้ชื่อว่า ลาภานุตตริยะ.  ท่านศึกษาไตรสิกขาในศาสนาของพระ
ศาสดา  นี้ชื่อว่า สิกขานุตตริยะ.  ท่านปรนนิบัติ  คือทำอุปัฏฐาก
พระศาสดาเนือง ๆ นี้ชื่อว่า  ปาริจริยานุตตริยะ.  ท่านระลึกถึงพระ
คุณที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระของพระศาสดา  นี้ชื่อว่า  อนุสสตา-
นุตตริยะ.
           พระโสดาบัน  พระสกทาคามี  และพระอนาคามี  แม้เหล่าอื่น

*  มโน.  ปู.  ๑/๑๒๔
Posted by : หน้า ๑๓๗
วัน/เวลา : 25/8/2549 12:37:14
ขออ่านฉบับเต็มของมงคลทีปนีครับ นมัสการ
Posted by : Homhuan Burabha
วัน/เวลา : 12/3/2559 11:42:38
แสดงความคิดเห็น
ข้อความ
รูปภาพ
ชื่อ
อีเมล์
ให้ใส่เป็นตัวเลขอารบิก