กระดานข่าว
ตั้งกระทู้ใหม่ที่นี่
เนตติปกรณ์ แปล
(Reader : 4063 )
คำปรารภ

ในเวลาที่พระพุทธเจ้าใกล้จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน   ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า “อานนท์  ต่อไปพวกเธออาจคิดว่า  ปาพจน์  (พระธรรมคำสอน)   ไม่มีพระศาสดาอยู่ พวกเราไม่มีพระศาสดา  ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น    ธรรมและวินัยที่เราตถาคตแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่เธอทั้งหลายนั่นแล     จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย  เมื่อเราล่วงลับไป”

ถ้าพุทธบริษัททั้งหลายยังเคารพเลื่อมใสในพระศาสดา    ก็ควรส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนพระธรรมวินัย   คือ  พระไตรปิฎก   ซึ่งเท่ากับได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า    และได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระโอษฐ์อยู่ตลอดเวลา    แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่คนสมัยนี้อ่านพระไตรปิฎกแล้วไม่ค่อยเข้าใจ    เพราะเราขาดครูอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ   มาถ่ายทอด    เนื่องจากเราเรียนแต่อรรถกถา    คำอธิบายพระไตรปิฎก  ไม่ได้เรียนตัวพระไตรปิฎก    ประวัติการศึกษาของพระสงฆ์ตามที่พระมหาสมณเจ้า       กรมพระยาวชิรญาณวโรรส   ทรงเล่าไว้ในหนังสือพระประวัติของพระองค์   ว่า      “ตั้งแต่สมัยโบราณสืบมาจนถึงรัชกาลที่  ๕   แห่งกรุงรัตนโกสินทร์     การศึกษาของพระภิกษุสามเณรมีอย่างเดียว   คือ  การศึกษาพระปริยัติธรรม   ซึ่งมีวิธีการสอนและการสอบตามประเพณีดั้งเดิม    คือ  การแปลด้วยปาก   สืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี   อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน       พระภิกษุสามเณรผู้สอบปริยัติธรรมได้  ทรงยกย่องตั้งเป็นเปรียญ      แต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเรียกว่า “บาเรียน”   จัดเป็น 3 ชั้น   คือ  ชั้น ๑   เรียกว่า  บาเรียนเอก     ชั้น ๒  เรียกว่าบาเรียนโท     ชั้น ๓  เรียกว่าบาเรียนตรี         หลักสูตรที่ใช้สำหรับเล่าเรียนและสอบความรู้  ใช้พระไตรปิฎก เป็นอักษรขอมจารึกลงในใบลาน     ผู้แปลได้พระสูตรที่คณะกรรมการกำหนดให้   เป็นบาเรียนตรี      แปลได้พระสูตรพระวินัย  เป็นบาเรียนโท      แปลได้ทั้งพระสูตร  พระวินัย  พระปรมัตถ์   เป็นบาเรียนเอก

ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์   ในรัชกาลที่ ๒      ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้แก้ไขหลักสูตร ที่ใช้สำหรับสอนและสอบพระปริยัติเสียใหม่    ตามพระประสงค์   เพื่อที่จะให้พระภิกษุสามเณร ผู้รับการศึกษามีความรู้ดีขึ้นกว่าเดิม    โดยจัดชั้นบาเรียนเป็นประโยค ๆ   ผู้สอบได้ตั้งแต่  ๓  ประโยคขึ้นไป  จึงนับว่าเป็นบาเรียน     เรียกตามลำดับชั้นว่า บาเรียน ๓ ประโยค  ๔ ประโยค  ตามลำดับขึ้นไปจนถึง  ๙  ประโยค”

ฉะนั้นถ้าจะให้การศึกษาพระปริยัติธรรมกลับมารุ่งเรืองอีก   คงต้องกลับไปเรียนพระไตรปิฎก เหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยา    ซึ่งเป็นความหวังที่เป็นไปไม่ได้   เพราะความยึดถือในสิ่งที่ผิดว่าถูก   และทำผิดจนกลายเป็นถูกเสียแล้ว      นอกจากนี้ยังมีลาภสักการะและผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย    ถึงแม้จะเป็นไปไม่ได้   อย่างน้อยเราควรช่วยกันรักษาคัมภีร์ต่าง ๆ   ทางพระพุทธศาสนาไว้    เพื่อเป็นตำราสำหรับศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกต่อไป

คัมภีร์ที่มีประโยชน์มากและน่าสนใจคัมภีร์หนึ่ง   คือ   เนติปกรณ์    ทางประเทศเพื่อนบ้านเรา  จัดไว้ในกลุ่มพระไตรปิฎก    น่าจะเป็นเพราะคัมภีร์นี้เป็นกุญแจไขพระไตรปิฎก   คือ    ช่วยอธิบายขยายความพระไตรปิฎกอย่างมีหลักเกณฑ์  และมีวิธีการที่ละเอียดลึกซึ้ง     ตามประวัติว่า  พระมหากัจจายนเถระผู้ประกอบด้วยปฏิสัมภิทาญาณ  แตกฉานในพระไตรปิฎก   รจนาไว้เพื่ออธิบายพระไตรปิฎกโดยตรง       เมื่อไม่มีการเรียนพระไตรปิฎก คัมภีร์นี้ก็พลอยสูญหายไปด้วย  ไม่ค่อยมีคนรู้จัก      อย่างไรก็ตาม   บัดนี้ได้มีการแปลเนตติปกรณ์นั้นมาสู่พากษ์ภาษาไทยเสร็จเรียบร้อยแล้ว   โดยอาจารย์คุณารักษ์   นพคุณ  ป.ธ. ๗  มูลกัจจายน์    อดีตเคยศึกษาพระปริยัติธรรมที่สำนักวัดท่ามะโอ  จังหวัดลำปาง    เป็นศิษย์ของพระธัมมานันทมหาเถระ  อัครมหาบัณฑิต    ผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฎก      คัมภีร์ที่อยู่ในกลุ่มเนตติยังมีอีกหลายเล่ม  เช่น  เนตติอรรถกถา  เนตติฎีกา  เนตติวิภาวินี  เป็นต้น    ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่อธิบายขยายความเนตติปกรณ์   คงจะมีการแปลในโอกาสต่อไป

เมื่อมีเนตติปกรณ์แปลแล้วก็เห็นว่าควรมีการจัดพิมพ์     เพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอน    ซึ่งจะช่วยอำนวยประโยชน์ต่อการศึกษาพระพุทธพจน์เป็นอันมาก     ในการพิมพ์เนตติปกรณ์แปลครั้งนี้    ได้อาศัยผู้มีจิตศรัทธาบริจาคทรัพย์มากบ้างน้อยบ้าง ตามกำลังศรัทธา    ขออนุโมทนาในกุศลเจตนาขอทุกท่าน     การที่ได้เกิดตำราเนตติปกรณ์แปลนี้ขึ้นมา   สืบเนื่องจากคณะบุคคลกลุ่มหนึ่งร่วมกันจัดตั้งโครงการแปลคัมภีร์ภาษาบาลี      ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากที่ยังไม่เคยได้รับการแปลออกมาเป็นภาษาไทย    โดยเฉพาะคัมภีร์ฎีกาและปกรณ์พิเศษต่าง ๆ   ที่เกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎก    เป็นคัมภีร์ที่ช่วยรักษาพระพุทธพจน์ไว้ไม่ให้คลาดเคลื่อนผิดเพี้ยนไป    หากเราละเลยไม่ให้ความสำคัญกับคัมภีร์ที่โบราณาจารย์ได้รจนาไว้เหล่านี้      ก็จะเกิดการตีความ   ขยายความพระพุทธพจน์เอาเอง    เหมือนวิชาแต่งกระทู้ธรรม   เมื่อยกพุทธพจน์บทใดบทหนึ่งขึ้นมาแล้วก็อธิบายกันไป  สิบคนก็สิบอย่าง      หนังสือตำราพระพุทธศาสนาที่นิยมศึกษากันในปัจจุบัน จึงมักแบ่งไปตามสายของอาจารย์ต่าง ๆ    ถ้าชอบคำอธิบายของอาจารย์ใด  ก็ยึดถือว่าอาจารย์นั้นสอนถูก   อาจารย์อื่นสอนผิด    แม้พระไตรปิฎกก็ผิด   ถ้าขัดแย้งกับคำสอนของอาจารย์หรือสำนักของตน

งานแปลคัมภีร์บาลีที่คณะของเราได้ร่วมกันทำอยู่     ก็ดำเนินไปตามเหตุปัจจัย  เพราะบุคลากรผู้แปลตำราแบบนี้หาได้ไม่ง่ายนัก     แปลแล้วผู้อื่นอ่านรู้เรื่องไม่รู้เรื่องก็อีกปัญหาหนึ่ง    บัดนี้งานแปลที่ส่งมาแล้ว   นอกจากเนตติปกรณ์   คือ  วินยสังคหะ  ๗๐๐  หน้า   แปลโดยพระมหาอาคม,     สีลักขันธวรรคอภินวฎีกา  ๑๐๔  หน้า   แปลโดยพระมหากรีฑา  วชิรญาโณ,     อังคุตตรนิกายฎีกา    แปลโดย  อ.สิริ   เพ็ชรไชย,    วิมติวิโนทนีฎีกา  ๓๕๒  หน้า   แปลโดย   อ.รัชกร   ชุณหะสุต      ซึ่งนับว่าโครงการแปลคัมภีร์ฎีกานี้มีผลงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

อนึ่ง   อ.อิศริยา   นุตสาระ  และคณะ      ได้ก่อตั้งกองทุนพิมพ์เนตติปกรณ์แปลขึ้นในชั้นแรก    ต่อมาเมื่อมีทุนมากขึ้นได้เปลี่ยนมาเป็นชมรมส่งเสริมและเผยแพร่พุทธศาสนา   โดยมีวัตถุประสงค์ตามชื่อชมรม     แต่เน้นการจัดหาทุนการพิมพ์คัมภีร์ที่น่าสนใจ   และเหมาะที่จะนำมาใช้ประกอบการศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก      เพื่อรักษาไว้ซึ่งพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสืบไป

พระครูธรรมธรสุมนต์    นนฺทิโก
      ๖    มิถุนายน    ๒๕๔๔
Posted by : hua วัน/เวลา : 3/10/2549 18:36:11
คำนำ

ถ้าศึกษาดูในพระไตรปิฎกจะพบว่า     บางคนฟังธรรมเพียงครั้งเดียวได้บรรลุโสดาบันก็มี  บรรลุอรหันต์ก็มี    แต่คนในปัจจุบันนี้ฟังธรรมกันมากมายหลายครั้ง  เหตุไรจึงไม่ได้บรรลุมรรคผล  เป็นเรื่องที่น่าคิด      ในเรื่องนี้พึงทราบความแตกต่างกันดังนี้   บุคคลบางคนในสมัยพุทธกาลนั้น  เป็นผู้ที่ได้สร้างสมบุญบารมีมามากแล้ว  อินทรีย์แก่กล้าแล้ว   ฟังธรรมเพียงครั้งเดียวก็สามารถบรรลุมรรคผลได้    เปรียบเหมือนหม้อน้ำที่มีน้ำใกล้จะเต็มอยู่แล้ว  เมื่อเติมอีกเพียงเล็กน้อยก็เต็ม   หรือเปรียบเหมือนดอกบัวที่โผล่พ้นน้ำแล้ว  รอเพียงพระอาทิตย์ส่องแสงมาเท่านั้นก็บาน    และประการสำคัญอีกอย่างหนึ่ง   คือ  ในขณะฟังธรรมนั้นเขาพิจารณาตามไปด้วยจนสามารถแทงตลอดอริยสัจ  ๔    คือ   ทุกข์,    สมุทัย  เหตุให้เกิดทุกข์,     นิโรธ  ความดับทุกข์,     มรรค   หนทางให้ถึงความดับทุกข์    แล้วทำกิจในอริยสัจ  ๔  เสร็จสมบูรณ์       แต่คนสมัยนี้ส่วนมากฟังธรรมแล้วไม่เห็นอริยสัจ  ๔   จึงไม่ได้บรรลุมรรคผล

ด้วยเหตุนี้พระมหากัจจายนเถระผู้แตกฉานในพระไตรปิฎก    และได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้เลิศในทางขยายเนื้อความย่อให้ละเอียดกว้างขวาง    ปรารถนาจะช่วยให้คนทั้งหลาย ฟังธรรมแล้วเข้าใจพระพุทธพจน์อย่างแจ่มแจ้ง  และสามารถแทงตลอดอริยสัจ  ๔    จึงได้แสดงหลักการอธิบายขยายความพระพุทธพจน์ไว้      เรียกว่า “เนตติปกรณ์”   หรือคัมภีร์เนตติ  ที่ท่านให้เชื่อว่า  “เนตติ”   เพราะสามารถนำเวไนยสัตว์ทั้งหลายไปสู่มรรคผลนิพพาน

เนตติปกรณ์นี้    แสดงหลักการอธิบายขยายความพระพุทธพจน์ไว้  ๓  ประการ   คือ
๑.  หาระ     หลักการอธิบายศัพท์พยัญชนะ ให้เข้าใจอย่างละเอียดชัดเจน    มี   ๑๖   หาระ
๒.  นัย      หลักการในการเข้าถึงอรรถะ     มี   ๕   นัย
๓.  สาสนปัฏฐาน       หลักการจำแนกพระสูตรโดยพระเภทต่าง ๆ   เพื่อให้ทราบพุทธประสงค์

แต่ในการดำเนินเรื่องนั้น ท่านจัดระบบไว้ดังนี้     ตัวคัมภีร์แบ่งเป็น  ๒  วาระ   หรือ  ๒  ส่วนใหญ่ ๆ     คือ
๑.   สังคหวาระ     คำที่กล่าวโดยย่อ  ในฉบับบาลีกล่าวไว้เป็นคาถาเพียง  ๕  คาถาเท่านั้น    แต่
       ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด
๒.   วิภาควาระ     เนื้อหาสาระภาคพิสดาร   แบ่งเป็น   ๓   ตอน
(๑)    อุทเทส       หัวข้อธรรมที่เป็นแม่บท
(๒)   นิทเทส        อธิบายขยายความแม่บท
(๓)   ปฏินิทเทส         นำเอานิทเทสมาอธิบายซ้ำให้ละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น

ปฏินิทเทสนั้นยังแบ่งเป็น  ๔  อย่าง   คือ
(๑)   หารวิภังค์
(๒)   หารสัมปาตะ
(๓)   นยสมุฏฐาน
(๔)   สาสนปัฏฐาน

สำหรับหารวิภังค์กับหารสัมปาตะนั้น มีส่วนคล้ายคลึงกันมาก     แต่ก็มีข้อแตกต่างกันพอสังเกตุได้ดังนี้      ในหารวิภังค์เป็นการแสดงโดยยกหาระขึ้นมาหาระหนึ่ง  แล้วนำพระสูตรมาเป็นตัวอย่างหลายสูตร   เรียกว่า  “แสดงหาระเดียวหลายสูตร”         ส่วนในหารสัมปาตะ เป็นการแสดงโดยยกพระสูตรขึ้นมาสูตรหนึ่ง   แล้วอธิบายโดยหาระต่าง ๆ  หลายหาระ     เรียกว่า  “แสดงสูตรเดียวหลายหาระ”

เนตติปกรณ์จัดอยู่ในชั้นพระบาลีหรือพระไตรปิฎก   ที่เป็นเถรภาษิต     แต่ก็มีลักษณะเหมือนอรรถกถาด้วย    เพราะเป็นคัมภีร์อธิบายขยายความพระบาลีพุทธพจน์ ประเภทสังวรรณนาพิเศษ    มีการวางกฎเกณฑ์ไว้เป็นสูตรเหมือนไวยากรณ์        ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่าเนตติปกรณ์นี้เป็นอรรถกถารุ่นแรก  ที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล     ซึ่งเป็นต้นแบบของคัมภีร์อรรถกถาและฎีกาทั้งหลายในภายหลัง       เนตติปกรณ์นี้มีคัมภีร์บริวารอยู่หลายคัมภีร์    เช่น   เนตติอรรถกถา     เนตติฎีกา    เนตติวิภาวินี  เป็นต้น       เนตติอรรถกถา  เป็นคัมภีร์ที่อธิบายขยายความเนตติปกรณ์     รจนาโดยพระธรรมปาลเถระ  แห่งสำนักพทรติตถวิหารอินเดียภาคใต้      เนตติฎีกา  อธิบายเนตติอรรถกถาอีกทอดหนึ่ง   เป็นผลงานของพระธรรมปาลเถระเช่นเดียวกัน      ส่วนเนตติวิภาวินี  อธิบายขยายความทั้งเนตติปกรณ์และเนตติอรรถกถา   รจนาโดยพระสัทธรรมปาละมหาธรรมราชคุรุ   ซึ่งเป็นพระเถระชาวพม่า  (ราว  พ.ศ. ๒๑๐๘)     ตรงกับรัชสมัยพระมหาธรรมราชาของไทย

นอกจากนี้ยังมีอีกคัมภีร์หนึ่ง  ที่มีเนื้อหาสาระคล้ายคลึงกับเนตติปกรณ์มาก      คือ   “เปฏโกปเท สปกรณ์”    รจนาโดยพระมหากัจจายนเถระเช่นเดียวกัน     นักปราชญ์บางท่านสันนิษฐานว่า    พระมหากัจจายนเถระ รจนาเปฏโกปเทสปกรณ์ก่อน   แล้วปรับปรุงมาเป็นเนตติปกรณ์     แต่  ๒  คัมภีร์นี้มาคนละสายกัน    คือ   เนตติปกรณ์มาทางสายมหาวิหาร  ซึ่งต่อมาเป็นเถรวาท      ส่วนเปฏโกปเทสปกรณ์  มาทางสายอภัยคีรีวิหาร    ซึ่งต่อมาเป็นอาจริยวาท         เมื่อเปรียบเทียบดูจะเห็นว่าเนตติปกรณ์ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย  และเป็นระเบียบกว่าเปฏโกปเทสปกรณ์     อย่างไรก็ตามในเปฏโกปเทสปกรณ์  มีเนื้อหาบางตอนที่ช่วยเสริมเนตติปกรณ์ให้ละเอียดกว้างขวางยิ่งขึ้น

พระมหากัจจายนเถระ  ผู้รจนาเนตติปกรณ์และเปฏโกปเทสปกรณ์        เกิดที่เมืองอุชเชนี   เป็นบุตรของพราหมณ์ปุโหิตที่ปรึกษาของพระเจ้าจัณฑปัชโชต     เมื่อเจริญวัยแล้วได้ศึกษาเล่าเรียนจนจบไตรเพท    ต่อมาได้เป็นปุโรหิตแทนบิดา       วันหนึ่งพระเจ้าจัณฑปัชโชต  ทรงทราบข่าวว่าพระพุทธเจ้า เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก    มีพระประสงค์จะอาราธนาพระพุทธเจ้ามายังกรุงอุชเชนี    จึงได้ส่งกัจจายนปุโรหิตไปกราบทูลอาราธนา     กัจจายนปุโรหิตก็รับที่จะเดินทางไป และได้ทูลลาบวชด้วย   แล้วออกเดินทางไปพร้อมด้วยบริวาร  ๗  คน       เมื่อได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว  ได้ฟังธรรมจนบรรลุอรหันตผลด้วยกันทั้งหมด      กัจจายนปุโรหิตพร้อมด้วยบริวารได้ทูลขออุปสมบท      แล้วกราบทูลอาราธนาพระศาสดาเสด็จไปยังกรุงอุชเชนี       แต่พระศาสดารับสั่งให้ท่านไปแทนพระองค์    พระมหากัจจายนะพร้อมด้วยบริวารจึงถวายบังคมลาไปประกาศศาสนา    ที่กรุงอุชเชนี    ทำให้พระราชาและชาวเมืองเลื่อมใส   แล้วได้กลับไปยังสำนักพระศาสดา     ท่านได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่าเป็นผู้เลิศ  (เอตทัคคะ)  ในทางขยายความย่อให้พิศดาร

พระมหากัจจายนเถระมีอายุยืนยาวมาจนถึงภายหลังพุทธปรินิพพาน       นอกจากรจนาเนตติปกรณ์ และเปฏโกปเทสปกรณ์แล้ว    ท่านยังมีผลงานในพระสุตตันตปิฎก ที่เป็นเถระภาษิตอีกหลายคัมภีร์     คือ    มธุปิณฑิกสูตรในมัชฌิมนิกายมูลปัณณาสก์,    มธุรสูตรในมัชฌิมปัณณาสก์     และอุทเทสวิภังคสูตร ในอุปริปัณณาสก์

เนตติปกรณ์ฉบับเดิมที่เป็นภาษาบาลี     ย่อมอำนวยประโยชน์เฉพาะผู้ที่รู้ภาษาบาลีเท่านั้น    ไม่อำนวยประโยชน์แก่คนทั่วไป      เพื่อให้คัมภีร์นี้อำนวยประโยชน์อย่างกว้างขวาง  จึงได้แปลมาสู่พากษ์ภาษาไทย     ในการแปลนั้นโดยมากแปลแบบถอดความให้เข้าใจง่าย    และเสริมคำอธิบายบ้างตามสมควร  เผื่อท่านที่ไม่มีโอกาสดูอรรถกถา      สำหรับท่านที่มีเวลามาก  มีความสนใจมาก  ก็ควรดูเนตติอรรถกถา    เนตติฎีกา   และเนตติวิภาวินีประกอบด้วย    จะช่วยให้เข้าใจอย่างละเอียดชัดเจน

ถึงแม้จะมีเนตติปกรณ์แปลแล้วก็ตาม      แต่ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับสำนวนบาลีและการดำเนินเรื่องแบบบาลี  อาจจะรู้สึกว่าเข้าใจยาก      แล้วก็เกิดความเบื่อหน่ายในการศึกษาหาความรู้   ดังนั้นจึงได้นำข้อสรุปในเนตติปกรณ์  ซึ่งเรียกว่า    “เนตติสารัตถทีปนี”   มาผนวกไว้ข้างท้ายด้วย      เนตติสารัตถทีปนีนี้  เก็บความจากคัมภีร์   “เนตติหารัตถทีปนี”    ที่รจนาโดยพระวิสุทธาจารเถระ     ซึ่งท่านได้ย่อเนตติปกรณ์แล้วนำมาเรียบเรียงใหม่   ทำให้เข้าใจง่าย   จดจำง่าย

ฉะนั้นทั้งสองส่วน   คือ   เนตติปกรณ์    และเนตติสารัตถทีปนี      ย่อมอำนวยความสะดวกดังนี้      ผู้ที่ศึกษาเนตติปกรณ์แล้วไม่เข้าใจ   หรือจับประเด็นไม่ถูกว่าอะไรเป็นอะไร   เมื่อดูเนตติสารัตถทีปนีประกอบก็จะช่วยให้เข้าใจ          ส่วนผู้ที่ศึกษาเนตติสารัตถทีปนีแล้วต้องการรายละเอียดก็ควรดูเนตติปกรณ์ประกอบ      สำหรับการนำไปใช้นั้นใช้ได้   ๒   แบบ       คือ    ผู้สนใจในการศึกษาพระพุทธศาสนาสามารถใช้เป็นกุญแจไขพระไตรปิฎกได้     และผู้แสดงธรรมหรือบรรยายธรรม   ก็สามารถใช้เป็นคู่มือในการอธิบายขยายความพระพุทธพจน์ได้      ซึ่งในเนตติปกรณ์แนะแนวการสอนบุคคลต่าง ๆ  ไว้ว่า    บุคคลผู้มีปัญญามาก  (อุคฆฏิตัญญู)   ให้แสดงธรรมแบบสังเขป    บุคคลผู้มีปัญญาปานกลาง  (วิปัญจิตัญญู)   ให้แสดงธรรมแบบปานกลาง   คือ  ไม่สังเขป   ไม่พิสดาร      และบุคคลผู้มีปัญญาน้อย  (เนยยะ)  ให้แสดงธรรมแบบพิสดาร


คุณารักษ์    นพคุณ
๑๕    พฤษภาคม    พ.ศ. ๒๕๔๓
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 18:37:26
เนตติปกรณ์แปล
นโม     ตสฺส     ภควโต     อรหโต     สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส.


๑.  สังคหวาระ

ชาวโลกพร้อมทั้งทวยเทพผู้รักษาโลก  ย่อมนอบน้อมบูชาพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐพระองค์ใดในกาลทุกเมื่อ        บัณฑิตทั้งหลายพึงทราบคำสอนอันประเสริฐ  ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐพระองค์นั้น

(ศาสนาทั้ง  ๓  ประการ    เรียกว่าคำสอนอันประเสริฐ,   ในบรรดาศาสนา  ๓  ประการเหล่านั้น    ปริยัติศาสนาชื่อว่า    สูตร).        สูตรมี  ๑๒  บท,    สูตรทั้งปวงนั้นจัดเป็นพยัญชนบท  (ศัพท์)      และอรรถบท  (อรรถ)   ซึ่งทั้ง  ๒  อย่างนั้น  พึงทราบโดยสังเขปว่า    ศัพท์คืออะไร     อรรถคืออะไร

คัมภีร์เนตติที่มีหาระ  ๑๖,     นัย  ๕,      มูลบท  ๑๘      ซึ่งช่วยให้เข้าใจปริยัติศาสนานี้   พระมหากัจจายนเถระได้แสดงไว้
หาระทั้งทั้งหลายช่วยในการพิจารณาศัพท์ของสูตร,     นัย  ๓  อย่าง   (คือ  นันทิยาวัฏฏนัย    ติปุกขลนัย     สีหวิกกีฬิตนัย)     ช่วยในการพิจารณาอรรถของสูตร,    หาระ   และ นัย  ทั้ง  ๒  อย่างนั้น    สามารถนำไปใช้ในสูตรทั้งปวงได้,     คัมภีร์เนตติที่เป็นสังวรรณนาสูตรนี้  ย่อมขยายความตามสมควรแก่สังวัณเณตัพพสูตร  (สูตรที่ควรขยาย)

ผู้ศึกษาพึงทราบพระบาลีและอรรถแห่งพระบาลีทั้งสองอย่างนั้น.     ในการศึกษานั้น    หาระ   และนัยที่จะกล่าวเป็นลำดับต่อไปนี้   เป็นเครื่องช่วยให้เข้าใจ  อรรถแห่งพระพุทธพจน์   อันมีองค์  ๙

สังคหวาระ  จบ

สังคหวาระ       คือ  คำที่กล่าวโดยย่อ   ซึ่งเป็นบทนำของคัมภีร์       ในสังคหวาระนี้ท่านแสดงการนอบน้อมบูชา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง      แล้วทรงประกาศศาสนาไว้ในโลก       นอกจากนี้ยังแสดงโครงสร้างของคัมภีร์เนตติด้วย
คำว่า   โลก      ในที่นี้หมายถึงหมู่สัตว์    ส่วนผู้รักษาโลก   ได้แก่ท้าวมหาราช  ๔  พระองค์   คือ   พระอินทร์    พระยม    ท้าววรุณ    และท้าวกุเวร        อีกนัยหนึ่ง  ได้แก่บุคคลผู้มีคุณธรรม  ๒  อย่าง     คือ    หิริ   และโอตตัปปะ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศศาสนาไว้  ๓  ประการ     คือ   ปริยัติศาสนา    ปฏิบัติศาสนา   และปฏิเวธศาสนา      ใน  ๓  อย่างนั้น   ปริยัติศาสนาชื่อว่า   สูตร  (หรือพระบาลี)    สูตรทั้งปวงแบ่งออกเป็น  ๑๒  บท     หรือ  ๑๒  ส่วน     คือ   พยัญชนะ  (ศัพท์)  ๖     และอรรถะ  ๖.       พยัญชนะ    คือ   ถ้อยคำที่ให้รู้ความหมาย         ส่วนอรรถะ   คือ   เนื้อความของสูตรและกิริยาที่ให้รู้ความหมาย     สำหรับรายละเอียดจะแสดงในนิทเทสวาระข้างหน้า
ปริยัติศาสนา      หมายถึงหลักธรรมคำสอนในขั้นของการศึกษา   นับว่ามีความสำคัญยิ่ง    เพราะเป็นรากฐานแห่งการปฏิบัติและการบรรลุผล       แต่ปริยัติศาสนานั้นมีความละเอียดลึกซึ้ง   มิใช่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ง่าย   เมื่อไม่เข้าใจชัดก็ปฏิบัติไม่ถูก        ดังนั้นพระมหากัจจายนเถระผู้ประกอบด้วยปฏิสัมภิทาญาณแตกฉานในพระไตรปิฎก   และได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้เลิศในทางขยายความย่อให้พิสดาร     จึงรจนาคัมภีร์เนตตินี้ขึ้นเพื่ออธิบายขยายความ    แนะแนวพระไตรปิฎกให้ทราบพุทธประสงค์    และเข้าใจปริยัติศาสนาอย่างถูกต้องชัดเจน       คัมภีร์เนตตินี้ประกอบด้วย    หาระ  ๑๖,     นัย  ๕,     มูลบท  ๑๘
คัมภีร์นี้ชื่อว่า    “เนตติ”         เพราะสามารถนำเวไนยสัตว์ทั้งหลายไปสู่มรรคผลนิพพาน    หรือเป็นเครื่องแนะนำ    หรือเป็นที่แนะนำเวไนยสัตว์ทั้งหลายไปสู่มรรคผลนิพพาน       ดังมีวิเคราะห์ว่า      นยตีติ    เนตติ    เนตฺติ  =   คัมภีร์ใดย่อมนำเวไนยสัตว์ทั้งหลายไปสู่มรรคผลนิพพาน     เพราะเหตุนั้น     คัมภีร์นั้น   ชื่อว่า    เนตติ       หรือ   นยนฺติ    เอตายาติ     เนตฺติ  =    บุคคลผู้แสดงธรรมทั้งหลายย่อมแนะนำเวไนยบุคคลด้วยคัมภีร์นี้          เพราะเหตุนั้น    คัมภีร์นั้น  ชื่อว่า    เนตติ       หรือ    นียนฺติ    เอตฺถาติ    เนตฺติ    =    เวไนยบุคคลทั้งหลายอันบุคคลผู้แสดงธรรมย่อมแนะนำคัมภีร์นี้       เพราะเหตุนั้น   คัมภีร์นั้น   ชื่อว่า     เนตติ
พระพุทธพจน์นั้นประกอบด้วยอรรถะและพยัญชนะ       ดังมีคำที่กล่าวไว้ว่า    "สาตฺถํ    สพฺยญฺชนํ    เกวลปริปุณฺณํ    ปริสุทฺธํ    พฺรหฺมจริยํ     ปกาเสสิ   =    พระพุทธเจ้าทรงประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง    พร้อมด้วยอรรถะและพยัญชนะ”         ฉะนั้นถ้าได้ศึกษาให้เข้าใจทั้งอรรถะและพยัญชนะ    ก็จะทำให้ทราบพุทธประสงค์   และมองเห็นแนวทางแห่งการปฏิบัติ       คัมภีร์เนตตินี้ช่วยให้เข้าใจพระพุทธพจน์

 
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 18:39:58
๒.   อุทเทสวาระ   (หัวข้อเรื่อง)

[ ๑ ]  ในคาถาว่า   “โสฬสหารา  (หาระ  ๑๖)”   เป็นต้นนั้น       หาระ  ๑๖  เป็นไฉน ?     คือ  เทสนาหาระ,     วิจยหาระ,     ยุตติหาระ,     ปทัฏฐานหาระ,     ลักขณหาระ,     จตุพยูหหาระ,      อาวัฏฏหาระ,     วิภัตติหาระ,     ปริวัตตนหาระ,     เววจนหาระ,     ปัญญัตติหาระ,     โอตรณหาระ,     โสธนหาระ,      อธิฏฐานหาระ,     ปริกขารหาระ     และ   สมาโรปนหาระ

คาถาที่กล่าวตามอุทเทสแห่งหาระนั้น     (สำหรับจดจำหาระ  ๑๖)
หาระ  มี  ๑๖  คือ     เทสนาหาระ,    วิจยหาระ,    ยุตติหาระ,    ปทัฏฐานหาระ,    ลักขณหาระ,    จตุพยูหหาระ,    อาวัฏฏหาระ,    วิภัตติหาระ,    ปริวัตตนหาระ,      เววจนหาระ,    ปัญญัตติหาระ,    โอตรณหาระ,     โสธนหาระ,     อธิฏฐานหาระ,    ปริกขารหาระ   และ   สมาโรปนหาระ
หาระ  ๑๖   ที่ข้าพเจ้าแสดงนั้นไม่มีการปะปนระคนกัน โดยเนื้อความ.        การจำแนกโดยนัยอันสมควรจะมีโดยพิสดาร  (ต่อไป)

[ ๒ ] ในคาถาว่า   “โสฬสหารา  (หาระ  ๑๖)”   เป็นต้นนั้น      นัย  ๕  เป็นไฉน  ?     คือ  นันทิยาวัฏฏนัย,    ติปุกขลนัย,     สีหวิกกีฬิตนัย,     ทิสาโลจนนัย,     และ  อังกุสนัย.
คาถาที่กล่าวตามอุทเทสแห่งนัยนั้น     (สำหรับจดจำนัย  ๕)
พึงทราบว่านัยทั้งปวงมี  ๕      ดังนี้    คือ    นัยที่  ๑  ชื่อว่า   นันทิยาวัฏฏะ,      นัยที่  ๒   ชื่อว่า  ติปุกขละ,       นัยที่  ๓   อันสามารถนำมาซึ่งอรรถแห่งพระบาลี    ชื่อว่า    สีหวิกกีฬิตะ,     ท่านกล่าวนัยที่  ๔    อันประเสริฐว่า   ทิสาโลจนะ,     นัยที่  ๕  ชื่อว่า  อังกุสะ

[ ๓ ] ในคาถาว่า   “โสฬสหารา  (หาระ  ๑๖)”   เป็นต้นนั้น      มูลบท  ๑๘   เป็นไฉน  ?    คือ   กุศลบท  ๙    และอกุศลบท  ๙.    
ในบรรดากุศลบทและอกุศลบทเหล่านั้น     อกุศลบท  ๙  เป็นไฉน  ?     คือ   ตัณหา,   อวิชชา,   โลภะ,   โทสะ,   โมหะ,   สุภสัญญา,   สุขสัญญา,   นิจจสัญญา,   และ  อัตตสัญญา.         ธรรมที่เป็นฝ่ายอกุศลทั้งหมดย่อมถึงการรวมเข้าในอกุศลบทเหล่านี้.
ในบรรดากุศลบทและอกุศลบทเหล่านั้น       กุศลบท  ๙  เป็นไฉน  ?    คือ   สมถะ,   วิปัสสนา,   อโลภะ,    อโทสะ,    อโมหะ,    อสุภสัญญา,    อสุขสัญญา,    อนิจจสัญญา,   และ   ออัตตสัญญา.       ธรรมที่เป็นฝ่ายกุศลทั้งหมดย่อมถึงการรวมเข้าในกุศลบทเหล่านี้.
๙    บทเหล่านี้     คือ   ตัณหา,   อวิชชา,   โลภะ,   โทสะ,   โมหะ  และ  วิปัลลาส  ๔    (สุภสัญญา,    สุขสัญญา,    นิจจสัญญา,    อัตตสัญญา)    เป็นอินทรียภูมิ.
๙    บทเหล่านี้    คือ   สมถะ,   วิปัสสนา,   กุศลมูล  ๓    (อโลภะ,   อโทสะ,   อโมหะ)     และสติปัฏฐาน  ๔  (อสุภสัญญา,    อสุขสัญญา,    อนิจจสัญญา,   อนัตตสัญญา)      เป็นอินทรียภูมิ.
สมถะเป็นต้นที่เป็นฝ่ายกุศล      ข้าพเจ้าพรรณนาประกอบด้วย  ๙  บท    และตัณหาเป็นต้นที่เป็นฝ่ายอกุศล    ข้าพเจ้าพรรณนาประกอบด้วย  ๙  บท.       ๑๘  บทเหล่านี้แลชื่อว่า  มูลบท.

อุทเทสวาระ  จบ

ทั้งอรรถะและพยัญชนะ  โดยใช้  หาระ  ๑๖    เป็นหลักในการพิจารณาพยัญชนะ  (ศัพท์)      และ นัย  ๓  อย่าง     คือ   นันทิยาวัฏฏนัย   ติปุกขลนัย   สีหวิกกีฬิตนัย     เป็นหลักในการพิจารณาอรรถะ        ส่วนนัยที่เหลืออีก  ๒  อย่าง    คือ  ทิสาโลจนนัย  และอังกุสนัย     เรียกว่า    กรรมนัยหรือโวหารนัย         เป็นเพียงการตรวจดูธรรมที่แสดงแล้วโดยอรรถนัย  ๓  อย่างข้างต้นเท่านั้น     ไม่มีการพรรณนาอรรถต่างหาก
หาระและนัยเหล่านี้     ผู้ศึกษาสามารถนำไปใช้ในสูตรทั้งปวงได้    เพราะท่านกำหนดจากพระบาลีแล้วนำมาวางเป็นกฎเกณฑ์   เป็นหลักในการศึกษา       ดังนั้นคัมภีร์เนตติจึงจัดเป็นสังวรรณนาสูตรที่ขยายความตามสมควรแก่พระบาลีที่เป็นสังวัณเณตัพพสูตร     หรือสูตรที่ควรขยาย


 
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 18:41:46
๓.  นิทเทสวาระ

[ ๔ ]   ในอุทเทสนั้น     ข้าพเจ้าได้แสดงเนตติไว้โดยสังเขป

หาระสังเขป

๑.  อัสสาทะ  (สุขโสมนัสเป็นต้นที่น่ายินดี   และตัณหาอันเป็นเหตุยินดี),    อาทีนวะ  (ทุกข์โทมนัส),    นิสสรณะ  (การออกจากวัฏฏะและพ้นออกไป),    ผล,   อุบาย  และ  อาณัตติ  (การแนะนำตักเตือน)   ของพระพุทธเจ้า       เพื่อประโยชน์แก่โยคีบุคคล  (ผู้ปฏิบัติ)  ชื่อว่า  เทสนาหาระ

๒.  การพิจารณาคำปุจฉาก็ดี    พิจารณาคำวิสัชนาก็ดี    พิจารณาการกล่าวที่สมควรกับคำปุจฉาของสูตรก็ดี    พิจารณาอัสสาทะเป็นต้นของสูตรก็ดี     ท่านเรียกว่า   วิจยหาระ

๓.  ศัพท์อันเป็นภูมิ   และโคจร   กล่าวคืออรรถของสูตรอันใดแห่งหาระทั้งปวง  มีอยู่,    การพิจารณาความสมควรและไม่สมควรแห่งศัพท์และอรรถเหล่านั้น    ท่านเรียกว่า  ยุตติหาระ

๔.  การพิจารณาเหตุใกล้ของธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง    ตลอดจนธรรมทั้งปวงโดยนัยที่กล่าวแล้วนี้     ชื่อว่า  ปทัฏฐานหาระ

๕.  เมื่อท่านกล่าวธรรมอย่างหนึ่ง    ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีลักษณะเหมือนกัน   ธรรมเหล่านั้นทั้งปวง  (แม้ไม่ได้กล่าวไว้)        ก็เป็นอันท่านกล่าวแล้วสังวรรณนาพิเศษนั้นชื่อว่า    ลักขณหาระ

๖.  การวิเคราะห์ก็ดี   การแสดงความประสงค์   (ของผู้แสดงธรรม   มี  พระพุทธเจ้า เป็นต้น)  ก็ดี      การแสดงเหตุแห่งความเป็นเทศนาก็ดี  การสัมพันธ์บทหน้ากับบทหลังก็ดี   โดยศัพท์    สังวรรณนาพิเศษนี้ชื่อว่า    จตุพยูหหาระ

๗.  เมื่อยกธรรมอันหนึ่งซึ่งเป็นปทัฏฐาน (เหตุใกล้)    ในพระบาลีขึ้นสู่เทศนาแล้ว   หาธรรมที่ซึ่งเป็นปทัฏฐานเหมือนกัน  และหมุน  (เทศนา)   ไปในธรรมฝ่ายตรงกันข้าม     สังวรรณนาพิเศษนั้นชื่อว่า    อาวัฏฏหาระ

๘.  หาระที่ท่านจำแนกธรรม,  ปทัฏฐาน,  ภูมิ    และความเป็นสาธารณะ    อสาธารณะ    พึงทราบว่าเป็น    วิภัตติหาระ

๙.  เมื่อแสดงกุศลธรรมที่ควรเจริญ   หรืออกุศลธรรมที่ควรละแล้วพลิกไปในธรรมที่ตรงกันข้ามนี้ชื่อว่า   ปริวัตตนหาระ

๑๐.  ธรรม  (คือ  อรรถของบท)  อันหนึ่ง     มีคำไวพจน์หลายอย่าง  ซึ่งท่านกล่าวไว้ในพระบาลี    ผู้ฉลาดในพระบาลีย่อมรู้ได้   สังวรรณนาพิเศษ  (ที่มีลักษณะการใช้คำไวพจน์)     นั้นชื่อว่า   เววจนหาระ

๑๑.  พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอย่างหนึ่ง   (มี  ขันธ์  เป็นต้น)  ด้วยบัญญัติหลายประการ,    อาการที่ให้รู้ด้วยบัญญัติหลายประการนั้น     พึงทราบว่าเป็น   ปัญญัตติหาระ

๑๒.  สังวรรณนาพิเศษที่หยั่งลงในปฏิจจสมุปบาท,   อินทรีย์,    ขันธ์,    ธาตุ    และ อายตนะ      ชื่อว่า  โอตรณหาระ

๑๓.  การพิจารณาความหมดจดและไม่หมดจด   แห่งอรรถที่ถูกปรารภในคำถามคำตอบ   และคำที่ท่านยกขึ้นสู่คาถานั้น   ชื่อว่า   โสธนหาระ

๑๔.  ธรรมเหล่าใดถูกแสดงโดยสามัญและโดยพิเศษ    ธรรมเหล่านั้น    อันท่านไม่ต้องคำนึงถึงการจำแนกแจกแจง    สังวรรณนานี้ชื่อว่า   อธิฏฐานหาระ

๑๕.  ปัจจยธรรม  (มี  อวิชชา  เป็นต้น)    เหล่าใดยังปัจจยุปปันนธรรม   (มี  สังขาร  เป็นต้น)    อันใดให้เกิดขึ้น  โดยความเป็นสหชาตปัจจัย   และปัจจัยที่สืบ ๆ  กันมา     สังวรรณนาพิเศษที่ชักเหตุ   (มี  อวิชชา  เป็นต้น    อันต่างโดชนก  เป็นต้น)   นั้นมาพรรณนา     ชื่อว่า   ปริกขารหาระ

๑๖.  ธรรม  (มี  ศีล  เป็นต้น)    เหล่าใดเป็นมูลของธรรม  (มี  สมาธิ  เป็นต้น)    เหล่าใด  พึงยกธรรม  (มี  ศีล  เป็นต้น)   เหล่านั้นขึ้นโดยความเป็นปทัฏฐานของธรรม  (มี  สมาธิ  เป็นต้น)  เหล่านั้น.       ศัพท์เหล่าใดมีอรรถเหมือนกัน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว      พึงยกศัพท์เหล่านั้นขึ้นโดยความเป็นคำไวพจน์ของกันและกัน     นี้ชื่อว่า   สมาโรปนหาระ
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 18:43:53
นัยสังเขป

๑๗.  สังวรรณนาพิเศษที่นำตัณหา  และอวิชชาเข้าไป  (ในฝ่ายสังกิเลส)   และนำสมถะ  วิปัสสนา  (ปัญญา)    เข้าไป  (ในฝ่ายโวทาน)   โดยประกอบสัจจะทั้ง  ๔    นี้ชื่อว่า  นันทิยาวัฏฏนัย

๑๘.  สังวรรณนานัยใดย่อมนำอกุศลธรรมทั้งหลายพร้อมทั้งมูลของตน   (คือ  โลภะ   โมหะ โทสะ)   ไป    (สู่ฝ่ายสังกิเลส)     และนำกุศลธรรมทั้งหลายพร้อมทั้งกุศลมูล  (คือ  อโลภะ     อโทสะ   อโมหะ)    ไป    (สู่ฝ่ายโวทาน)    โดยประกอบกับสัจจะทั้ง  ๔  อย่างแท้จริง  ไม่ผิดพลาด      ท่านเรียกนัยว่า    ติปุกขละ

๑๙.  สังวรรณนานัยใดย่อมนำกิเลสธรรมทั้งหลายไป   ด้วยวิปัลลาส  ๔   และนำปฏิปัตติ    ปฏิเวธสัทธรรมทั้งหลายไป   ด้วยอินทรีย์  ๕   (มี  สัทธา  เป็นต้น)     โดยประกอบกับสัจจะทั้ง  ๔    บัณฑิตผู้รู้นัยเรียกนัยนั้นว่า   สีหวิกกีฬิตะ

๒๐.  กุศลและอกุศลธรรมที่กล่าวไว้ในเวยยากรณะ  (การวิสัชนาอรรถแห่งพระสูตร)   ในพระบาลีนั้น ๆ   ย่อมถูกพิจารณาด้วยใจ       ท่านเรียกการพิจารณากุศลและอกุศลด้วยใจนั้นว่า   ทิสาโลจนะ

๒๑.  บุคคลพิจารณา   (ทิสาธรรมเหล่านั้น)   ด้วยทิสาโลจนนัย   แล้วยกออกจากสูตร    นำกุศลธรรมและอกุศลธรรมทั้งปวงไปเชื่อมต่อกันด้วยดี      นัยนี้ชื่อว่า   อังกุสะ

๒๒.  ท่านประกอบหาระ  ๑๖  เป็นเบื้องแรก  แล้วพิจารณาความเป็นทิสาของอัตถนัยด้วยทิสาโลจนนัย    แล้วแสดงพระสูตร  (พระบาลี)    ด้วยอัตถนัย  ๓  ประการ     รวมทั้งอังกุสนัย
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 18:45:29
บท  ๑๒

๒๓.  อักขระ  (อักษรที่ยังไม่สำเร็จเป็นบท),      บท   (บท  ๔   คือ  นาม,  อาขยาต,  อุปสรรค,  นิบาต),        พยัญชนะ  (วากยะที่แสดงอรรถซึ่งมีหลายบท),        นิรุตติ  (คำวิเคราะห์)    นอกจากนั้นนิทเทส  (คำขยายความ)       และอาการ  (ส่วนแห่งวากยะ)    เป็นที่ ๖       ทั้งหมดนี้เป็นพยัญชนะบท

๒๔.  อรรถของพระสูตรและกิริยาการให้รู้ความหมายย่อมถูกแสดงด้วยอรรถบท  ๖   เหล่านี้      คือ  สังกาสนะ  (การแสดงโดยสังเขป),     ปกาสนะ  (การแสดงในเบื้องต้น),     วิวรณะ  (การไขความ),      วิภชนะ  (การจำแนก),      อุตตานีกัมมะ  (การทำให้ปรากฏชัด  หรือการทำให้เข้าใจง่าย),      ปัญญัตติ  (การให้รู้โดยประการต่าง ๆ)

๒๕.  อรรถแห่งพระพุทธพจน์ย่อมประกอบด้วยบท  ๙   (หรือด้วย  ๙  ส่วน)      คือ  นัยที่นับได้  ๓  ถ้วน    และบทที่นับได้  ๖  ถ้วน  แห่งอรรถะ  (อรรถนัย  ๓,  อรรถบท  ๖).

๒๖.  เมื่อรวมทั้ง  ๒  อย่างแล้ว     เนตติมีประมาณ  ๓๓       คือ  อรรถมี  ๙  (หรือ  ๙  ส่วน)   พยัญชนะมี  ๒๔  (คือ    หาระ  ๑๖,    พยัญชนบท  ๖,     กัมมนัย  ๒)


นิทเทสวาระ  จบ

   
 
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 18:47:14
๔.  ปฏินิทเทสวาระ

๑.  เทสนาหารวิภังค์

[ ๕ ]   ในบรรดาหาระ  ๑๖  เหล่านั้น     เทสนาหาระเป็นไฉน ?  คาถาที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  “อสฺสาเททีนวตา  (อัสสาทะ  อาทีนวะ)”  เป็นต้นนั้น    ชื่อว่า  เทสนาหาระ.          เทศนาแสดงอะไร ?      แสดงอัสสาทะ   (สุขโสมมนัสอิฏฐารมณ์ที่น่ายินดี และตัณหา  อันเป็นเหตุยินดี),       อาทีนวะ  (โทษ  มี  ทุกข์  โทมนัส  เป็นต้น),         นิสสรณะ  (อริยมรรคและนิพพานที่ออกจากวัฏฏะ),         ผล  (ผลแห่งเทศนา),          อุบาย  (ปุพพภาคปฏิปทา  อันเป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นแห่งอริยมรรค)      และ  อาณัตติ  (การแนะนำหรือตักเตือนเวไนยบุคคล)    ดังที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ว่า    “ภิกษุทั้งหลาย  เราจะแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น  งามในท่ามกลาง  งามในที่สุด  จะประกาศพรหมจรรย์    พร้อมด้วยอรรถะและพยัญชนะ  อันบริสุทธิ์  บริบูรณ์สิ้นเชิง  แก่เธอทั้งหลาย”

หาระ  คือ  วิธีที่ช่วยขจัดความหลง  ความสงสัย  ความเข้าใจผิดในพระพุทธพจน์.      เทสนาหาระ  คือ  วิธีอธิบายพระพุทธพจน์โดยจำแนกเป็นอรรถ  ๖    มี   อัสสาทะ  เป็นต้น   แล้วนำไปสงเคราะห์ลงในสัจจะ  ๔    วิภังค์    คือ  การจำแนกแจกแจงให้เข้าใจอย่างละเอียด         ดังนั้น  หารวิภังค์จึงหมายถึงการอธิบายหาระแต่ละอย่างโดยละเอียด  ได้แก่การแสดงหาระเดียว  โดยยกสูตรมาเป็นตัวอย่างหลาย ๆ  สูตร

Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 18:49:47
ในคาถาว่า    “อสฺสาเททีนวตา  (อัสสาทะ  อาทีนวะ)”  เป็นต้นนั้น      อัสสาทะเป็นไฉน ?  คาถาว่า
สัตว์โลกย่อมปรารถนาสิ่งใด    ถ้าสิ่งนั้นสำเร็จแก่เขาผู้ต้องการวัตถุกาม  (สิ่งที่น่าใคร่)     เขาย่อมมีใจยินดีแน่แท้    เพราะได้วัตถุกามนั้น
นี้ชื่อว่า      อัสสาทะ

ในคาถาว่า    “อสฺสาทาทีนวตา   (อัสสาทะ  อาทีนวะ)”  เป็นต้นนั้น       อาทีนวะเป็นไฉน ?         คาถาว่า
หากว่ากามเหล่านั้นของสัตว์ผู้ต้องการวัตถุกาม   และเกิดความพอใจแล้วนั้น  เสื่อมไป      เขาย่อมถึงความวิปริต   เหมือนถูกยิงด้วยลูกศร
นี้ชื่อว่า        อาทีนวะ

ในคาถาว่า    “อสฺสาทาทีนวตา  (อัสสาทะ  อาทีนวะ)”  เป็นต้นนั้น         นิสสรณะเป็นไฉน   ?      คาถาว่า
บุคคลใดหลีกเว้นกามทั้งหลาย   เหมือนทำเท้าของตนหลีกศีรษะงู  (ที่พบในทาง)        ฉะนั้น  บุคคลนั้นเป็นผู้มีสติ  ย่อมล่วงพ้นตัณหานี้ได้ในโลก
นี้ชื่อว่า           นิสสรณะ

ในคาถาว่า    “อสฺสาทาทีนวตา  (อัสสาทะ  อาทีนวะ)”  เป็นต้นนั้น           อัสสาทะเป็นไฉน ?         คาถาว่า
ความปรารถนาเนือง ๆ   ซึ่งนา  ไร่  เงินทอง  วัว  ม้า  บรุษทาส  (คนรับใช้)  สตรี   พวกพ้อง    หรือกามคุณอีกหลายอย่าง
นี้ชื่อว่า           อัสสาทะ

ในคาถาว่า    “อสฺสาทาทีนวตา  (อัสสาทะ  อาทีนวะ)”  เป็นต้นนั้น           อาทีนวะเป็นไฉน ?          คาถาว่า
กิเลสทั้งหลาย  (ที่ชื่อว่า  อพละ)    ย่อมครอบงำบุคคลผู้ปรารถนาเนือง ๆ   ซึ่งกามนั้น  อันตรายทั้งหลาย   (ที่ปรากฎและไม่ปรากฎ)    ย่อมเบียดเบียนบุคคลผู้แสวงหากามนั้น.    ทุกข์  (มีชาติทุกข์  เป็นต้น)      ย่อมติดตามบุคคลผู้ถูกอันตรายเหล่านั้นครอบงำไป    เหมือนน้ำไหลเข้าไปสู่เรือที่แตก ฉะนั้น
นี้ชื่อว่า           อาทีนวะ

ในคาถาว่า    “อสฺสาทาทีนวตา  (อัสสาทะ  อาทีนวะ)”  เป็นต้นนั้น           นิสสรณะเป็นไฉน ?           คาถาว่า
เพราะฉะนั้นบุคคลเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ   พึงหลีกเว้นกามทั้งหลาย.      เมื่อละกามเหล่านั้นแล้วพึงข้ามโอฆะทั้ง  ๔  ได้    เหมือนบุคคลวิดน้ำออกจากเรือ  (ที่หนักด้วยน้ำ)   แล้วไปถึงฝั่ง  (โดยไม่ยาก)  ฉะนั้น
นี้ชื่อว่า            นิสสรณะ

ในคาถาว่า    “อสฺสาทาทีนวตา  (อัสสาทะ  อาทีนวะ)”  เป็นต้นนั้น               ผลเป็นไฉน ?            คาถาว่า
กุศลธรรมย่อมรักษาผู้มีปกติประพฤติธรรม   ดุจร่มใหญ่ที่ช่วยกันฝนในเวลาฝนตก ฉะนั้น          นี้เป็นอานิสงส์ในธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว    ผู้มีปกติประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ
นี้ชื่อว่า             ผล

ในคาถาว่า    “อสฺสาทาทีนวตา  (อัสสาทะ  อาทีนวะ)”  เป็นต้นนั้น             อุบายเป็นไฉน ?              คาถาว่า
เมื่อบุคคลพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า   “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง  สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์    ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา   เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่ายในวัฏทุกข์   การเบื่อหน่ายในวัฏทุกข์นี้  เป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน
นี้ชื่อว่า            อุบาย

ในคาถาว่า    “อสฺสาทาทีนวตา  (อัสสาทะ  อาทีนวะ)”  เป็นต้นนั้น             อาณัตติเป็นไฉน ?            คาถาว่า
บัณฑิตผู้มีปัญญาในสัตว์โลก  พึงเว้นจากบาป    (ทุจริต ๓)    ดุจบุคคลผู้มีตาดี   เมื่อมีความบากบั่นเดินทางอยู่     พึงเว้นทางที่ขรุขระ ฉะนั้น
นี้ชื่อว่า              อาณัตติ

เทศนา    “ดูก่อนโมฆราช  เธอจงพิจารณาดูโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า”      ชื่อว่า        อาณัตติ
เทศนาว่า    “สทา  สโต  (เป็นผู้มีสติเจริญกรรมฐานทุกเมื่อ)”       ชื่อว่า      อุบายเทศนา
บุคคลถอนแล้ว  (ตัดขาดแล้ว)  ซึ่งสักกายทิฏฐิ  (ด้วยมรรคญาณ)     พึงเป็นผู้ข้ามพ้นวิสัยแห่งมัจจุราชได้ด้วยวิธีอย่างนี้
นี้ชื่อว่า           ผล
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 18:51:05
[ ๖ ]   ในคาถาว่า    “อสฺสาทาทีนวตา  (อัสสาทะ  อาทีนวะ)”  เป็นต้นนั้น     พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนิสสรณะ  แก่อุคฆฏิตัญญูบุคคล,    ทรงแสดงอาทีนวะ และ นิสสรณะ  แก่วิปัญจิตัญญูบุคคล,    ทรงแสดง  อัสสาทะ  อาทีนวะ  และ  นิสสรณะ   แก่เนยยบุคคล

ในเทศนา    มี   นิสสรณะ  เป็นต้นนั้น    ปฏิปทา  (ข้อปฏิบัติ)  มี  ๔,   บุคคลมี  ๔  ดังนี้  บุคคลผู้เป็นตัณหาจริต  มีปัญญาน้อย  ย่อมออกจากวัฏฏะ  (ด้วยอริยมรรค)  ด้วยธรรมที่อาศัยทั้งหลาย กล่าวคือ  สติปัฏฐาน        ด้วยสตินทรีย์   ปฏิปทาอันลำบาก  และการรู้ช้า.    
บุคคลผู้เป็นตัณหาจริต  มีปัญญามาก    ย่อมออกจากวัฏฏะ  (ด้วยอริยมรรค)   ด้วยธรรมที่อาศัยทั้งหลาย กล่าวคือ  ฌาณ       ด้วยสมาธินทรีย์  ปฏิปทาอันลำบาก  และการรู้เร็ว.  
บุคคลผู้เป็นทิฏฐิจริต  มีปัญญาน้อย   ย่อมออกจากวัฏฏะ  (ด้วยอริยมรรค)  ด้วยธรรมที่อาศัยทั้งหลาย กล่าวคือ  สัมมัปปธาน      ด้วยวิริยินทรีย์  ปฏิปทาอันสบาย  และการรู้ช้า.
บุคคลผู้เป็นทิฏฐิจริต  มีปัญญามาก   ย่อมออกจากวัฏฏะ  (ด้วยอริยมรรค)  ด้วยธรรมที่อาศัยทั้งหลาย กล่าวคือ  สัจจะ    ด้วยปัญญินทรีย์  ปฏิปทาอันสบาย  และการรู้เร็ว

ตัณหาจริตบุคคลทั้งสอง  ย่อมออกจากวัฏฏะด้วยเจโตวิมุติ  (อนาคามิผลสมาธิ)   อันเป็นเหตุสำรอกราคะ    ด้วยวิปัสสนาอันมีสมาธิเป็นประธาน   (นำหน้า)    
ทิฏฐิจริตบุคคลทั้งสอง  ย่อมออกจากวัฏฏะด้วยปัญญาวิมุติ  (อรหัตตผลปัญญา)    ด้วยสมาธิอันมีวิปัสสนาเป็นประธาน  (นำหน้า)

ในบรรดาบุคคลเหล่านั้น  ตัณหาบุคคลจริตทั้งสองเหล่าใด   ย่อมออกจากวัฏฏะด้วยปฏิปทาทั้งหลาย อันมีสมาธิเป็นประธาน     บุคคลเหล่านั้นพึงแนะนำด้วย นันทิยาวัฏฏนัย.         ทิฏฐิจริตบุคคลทั้งสองเหล่าใด     ย่อมออกจากวัฏฏะด้วยปฏิปทาทั้งหลายอันมีวิปัสสนาเป็นประธาน  (นำหน้า)     บุคคลเหล่านั้นพึงแนะนำด้วยสีหวิกกีฬิตนัย
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 18:52:50
[ ๗ ]   เทสนาหาระนั้นเกิดในบุคคลไหน ?       พระพุทธเจ้าก็ดี  เพื่อนพรหมจารีผู้น่าเคารพคนใดคนหนึ่งก็ดี    ย่อมแสดงธรรมแก่บุคคลใด  บุคคลนั้นฟังธรรมนั้นแล้วได้ศรัทธา    (เทสนาหาระย่อมเกิดในบุคคลนั้น).

การพิจารณา  อุตสาหะ  ใคร่ครวญ  ไตร่ตรอง  ในธรรมที่ตนได้ฟังนั้น  ชื่อว่า      สุตมยปัญญา
การพิจารณา  ใคร่ครวญ  ไตร่ตรอง  เพ่งด้วยใจ  โดยอาศัยการฟังธรรมนั้น  ชื่อว่า      จินตมยปัญญา

อริยมรรคญาณใดย่อมเกิดในทัสสนภูมิ    (กล่าวคือโสดาปัตติมรรคผล)  ก็ดี     ในภาวนาภูมิ  (กล่าวคือเสกขะและอเสกขะที่เหลือ)  ก็ดี     แก่บุคคลผู้เพียรพยายามกระทำไว้ในใจด้วยปัญญา  ๒  อย่างเหล่านี้     ปัญญานี้ชื่อว่า         ภาวนามยปัญญา

Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 18:54:37
[ ๘ ]   ปัญญาที่เกิดจากปรโตโฆสปัจจัย  (เสียงธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้า)   ชื่อว่า     สุตมยปัญญา     ปัญญาที่เกิดจากการทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย    ซึ่งเกิดภายในตน     ชื่อว่า    จินตมยปัญญา     ปัญญาที่เกิดจากปรโตโฆสปัจจัย  และการทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย    ซึ่งเกิดภายในตน     ชื่อว่า     ภาวนามยปัญญา.

บุคคลที่มีปัญญา  ๒  อย่างนี้     คือ  สุตมยปัญญา  และจินตมยปัญญา   ชื่อว่า  อุตฆฏิตัญญู  บุคคลที่มีสุตมยปัญญา แต่ไม่มีจินตมยปัญญา    ชื่อว่า  วิปัญจิตัญญู              บุคคลที่ไม่มีทั้งสุตมยปัญญา และจินตมยปัญญา      ชื่อว่า      เนยยะ
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 18:55:39
[ ๙ ]   ธรรมเทศนานั้น ย่อมแสดงอะไร ?      แสดงสัจจะทั้ง  ๔  คือ  ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค.           อาทีนวะ  และ  ผล  ชื่อว่า  ทุกขสัจจะ,       อัสสาทะ  ชื่อว่า  สมุทัยสัจจะ,     นิสสรณะ  ชื่อว่า   นิโรธสัจจะ,       อุบาย และ  อาณัตติ  ชื่อว่า  มรรคสัจจะ    ย่อมแสดงสัจจะทั้ง  ๔  เหล่านี้  เทศนานี้ชื่อว่า      ธรรมจักรสูตร

ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า    “ภิกษุทั้งหลาย  เราได้แสดงธรรมจักรอันยอดเยี่ยม ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน  ใกล้เมืองพาราณสี  ว่า  “หมู่เตภูมกธรรม นี้  ชื่อว่า  ทุกขสัจจะ”      ซึ่งสมณะ  (ภิกษุ)  ก็ดี    พราหมณ์ก็ดี    เทวดาก็ดี    มารก็ดี   พรหมก็ดี    บุคคลใดบุคคลหนึ่งก็ดีในโลก  ไม่สามารถแสดงได้”        ดังนี้เป็นต้น  ทั้งหมดนี้ชื่อว่า   ธรรมจักร.๑

๑.    วิ.  มหา.  ๔/๑๓–๑๗/๑๓–๑๖,     สํ.   มหา.   ๑๙/๑๐๘๑/๓๖๗–๓๗๐,    ขุ.  ปฏิ.  ๓๑/๓๐/๓๕๘–๓๖๑
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 18:56:33
ในเทศนานั้น      บทไม่มีประมาณ,      อักษรไม่มีประมาณ,     วากยะ  (พฺยญฺชน)  ไม่มีประมาณ,       ส่วนแห่งวากยะที่จำแนกแล้ว  (นิทเทส)  ไม่มีประมาณ.      การแสดงโดยสังเขป   การแสดงในเบื้องต้น   การขยายความ   การจำแนก   การทำให้เข้าใจง่าย   การให้รู้โดยประเภทแห่งอรรถ  กล่าวคือสัจจะ  ๔  นั้นแล  ไม่มีประมาณ.      พึงทราบทุกขอริยสัจนี้ด้วยประการฉะนี้

ภิกษุทั้งหลาย  เราได้แสดงธรรมจักรอันยอดเยี่ยม  ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสีว่า   “ตัณหานี้ชื่อว่า สมุทัยสัจจะ อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์,      นิพพานนี้ชื่อ ทุกขนิโรธสัจจะ อันเป็นที่ดับทุกข์,     มรรค อันมีองค์  ๘  นี้ชื่อว่า  มรรคสัจจะ    ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงนิพพานอันเป็นที่ดับทุกข์”      ซึ่งสมณะก็ดี  พราหมณ์ก็ดี  เทวดาก็ดี  มารก็ดี  พรหมก็ดี  บุคคลใดบุคคลหนึ่งก็ดีในโลก     ไม่สามารถแสดงได้

ในเทศนานั้น  บทไม่มีประมาณ  อักษรไม่มีประมาณ  วากยะ  (พฺยญฺชน)  ไม่มีประมาณ,   ส่วนแห่งวากยะที่จำแนกแล้ว  (อาการ),   วิเคราะห์  (เนรุตฺต),     คำขยายความวิเคราะห์  (นิทเทส)  ไม่มีประมาณ.       การแสดงโดยสังเขป,  การแสดงในเบื้องต้น,  การขยายความ,  การจำแนก,  การทำให้เข้าใจง่าย,  การให้รู้โดยประเภทแห่งอรรถ กล่าวคือสัจจะ  ๔  นั้นแล ไม่มีประมาณ  พึงทราบทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้  ด้วยประการฉะนี้.

ในบรรดาพยัญชนบท  ๖  เหล่านั้น     พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอรรถโดยสังเขป ด้วยอักษรทั้งหลาย    ทรงแสดงอรรถในเบื้องต้นด้วยบททั้งหลาย    ทรงขยายความด้วยวากยะทั้งหลาย    ทรงจำแนกอรรถด้วยส่วนแห่งวากยะทั้งหลาย     ทรงทำความเข้าใจง่ายด้วยวิเคราะห์ทั้งหลาย     ทรงให้รู้อรรถโดยประเภทด้วยคำขยายความวิเคราะห์ทั้งหลาย

ในบรรดาพยัญชนบท  ๖  เหล่านั้น     พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอรรถที่ประสงค์โดยสังเขป    ด้วยอักษรและบททั้งหลาย     ทรงแสดงโดยไม่สังเขปไม่พิสดาร   ด้วยวากยะและส่วนแห่งวากยะทั้งหลาย    ทรงกระทำให้พิสดาร  ด้วยวิเคราะห์  และขยายความวิเคราะห์ทั้งหลาย

ในบรรดาเทศนาทั้งหลาย     มี   อุคฺฆฏน  (การยกหัวข้อ)  เป็นต้นเหล่านั้น    การแสดงโดยสังเขป เป็นเบื้องต้นแห่งเทศนา,    การแสดงโดยไม่สังเขปไม่พิสดาร เป็นท่ามกลางแห่งเทศนา,     การแสดงโดยพิสดารเป็นที่สุดแห่งเทศนา.        พระสูตร พระอภิธรรม และพระวินัยนั้น   เมื่อพระองค์ทรงแสดงโดยสังเขป  ย่อมแนะนำอุคฆฏิตัญญูบุคคล      เพราะฉะนั้นท่านจึงเรียกพระสูตร พระอภิธรรม และพระวินัยนั้นว่า     “อาทิกลฺยาณ  (มีความงามในเบื้องต้น)”      เมื่อทรงแสดงโดยไม่สังเขปไม่พิสดาร  ย่อมแนะนำวิปัญจิตัญญูบุคคล       เพราะฉะนั้นท่านจึงเรียกพระสูตร พระอภิธรรม และพระวินัยนั้นว่า     “มชฺเฌกลฺยาณ  (มีความงามในท่ามกลาง)”.       เมื่อทรงแสดงโดยพิสดาร  ย่อมแนะนำเนยยบุคคล       เพราะฉะนั้นท่านจึงเรียกพระสูตร พระอภิธรรม และพระวินัยนั้นว่า      “ปริโยสานกลฺยาณ   (มีความงามในที่สุด)
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 18:57:36
[ ๑๐ ]   ในเทศนาว่า    “ธมฺมํ    โว    ภิกฺขเว    เทเสสฺสามิ    (ภิกษุทั้งหลาย   เราจะแสดงธรรมแก่เธอทั้งหลาย)”  นั้น   บท  ๖  ทั้งหลาย ชื่อว่าอรรถแห่งพระบาลี.       บท  ๖  เหล่านั้นเป็นไฉน ?      คือ  เนื้อความโดยสังเขป,   เนื้อความที่แสดงในเบื้องต้น,   เนื้อความที่ขยายความ,   เนื้อความที่จำแนก,   เนื้อความที่ทำให้ปรากฏชัด  (หรือทำให้เข้าใจง่าย),   เนื้อความที่ให้รู้โดยประการต่าง ๆ .       บท  ๖  เหล่านี้  ชื่อว่า      อรรถแห่งพระบาลี.

บท  ๖  ชื่อว่า  ศัพท์.     บท  ๖  เหล่านั้นเป็นไฉน ?      คือ   อักษร,   บท,   วากยะ(ประโยค),   ส่วนแห่งวากยะ,   วิเคราะห์,   คำขยายความวิเคราะห์.      บท  ๖  เหล่านี้  ชื่อว่า  ศัพท์.          เพราะเหตุนั้น   (เพราะความบริบูรณ์ด้วยอรรถบทและพยัญชนบทเหล่านั้น)    พระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า     “ภิกษุทั้งหลาย  เราจะแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น  งามในท่ามกลาง  งามในที่สุด  พร้อมด้วยอรรถะและพยัญชนะแก่เธอทั้งหลาย”.

บทว่า    "เกวลํ"    หมายความว่า  เป็นโลกุตรธรรมล้วน ๆ  ไม่ระคนด้วยโลกิยธรรม.    บทว่า    “ปริปุณฺณํ”     หมายความว่า  บริบูรณ์  ไม่หย่อนไม่ยิ่ง.     บทว่า  “ปริสุทฺธํ”      คือ  ไม่มีมลทิน  ปราศจากมลทินทั้งปวง  สะอาดหมดจด  เป็นที่ตั้งแห่งคุณวิเศษทั้งปวง.          ข้อปฏิบัตินี้เรียกว่า  “ตถาคตบท  (หนทางเป็นที่เสด็จไปของพระพุทธเจ้า)”  บ้าง,     เรียกว่า  “ตถาคตนิเสวิต  (สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงเสพ)”  บ้าง,      เรียกว่า  “ตถาคตรญฺชิต  (ที่เจาะด้วยพระเขี้ยว  กล่าวคือสัพพัญญุตญาณของพระพุทธเจ้า)”  บ้าง        ด้วยเหตุนั้นพระองค์จึงบัญญัติศาสนานี้ว่า     พรหมจรรย์  (ความประพฤติอันประเสริฐ)     เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า   “เราจะประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์  บริบูรณ์สิ้นเชิง”

ธรรมเทศนานี้  แสดงเพื่อประโยชน์แก่ใคร ?     เพื่อประโยชน์แก่โยคีบุคคล  (ผู้ปฏิบัติ)  ทั้งหลาย.     เพราะฉะนั้น  ท่านมหากัจจายนเถระจึงกล่าวว่า
อัสสาทะ,  อาทีนวะ,  นิสสรณะ,  ผล,  อุบาย  และอาณัตติ  (การแนะนำตักเตือน)  ของพระผู้มีพระภาค    เพื่อประโยชน์แก่โยคีบุคคลทั้งหลาย   เป็นสังวรรณนาพิเศษ    ชื่อว่า    เทสนาหาระ

เทสนาหาระ    ท่านยกจากพระบาลีมาประกอบแล้ว
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 18:59:20
๒.  วิจยหารวิภังค์

[ ๑๑ ]  ในบรรดาหาระเหล่านั้น    วิจยหาระเป็นไฉน ?         คาถาที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า    “ยํปุจฺฉิตญฺจ  วิสฺสชฺชิตญฺจ   (การพิจารณาคำถามก็ดี  การพิจารณาคำตอบก็ดี)”  เป็นต้นนั้น      ชื่อว่า       วิจยหาระ
วิจยหาระ  พิจารณาอะไร ?       พิจารณา    บท,    คำถาม,    คำตอบ,    คำหน้ากับคำหลัง,   อัสสาทะ,   อาทีนวะ,    นิสสรณะ,    ผลแห่งเทศนา,    อุบาย,    อาณัตติ,    อนุคีติ   (การกล่าวโดยสมควร)   และ  พระสูตร  ๙  ประการ    มี   สุตตะ   เคยยะ  เป็นต้นทั้งปวง.         เหมือนอะไร?   เหมือนที่ท่านพระอชิตะทูลถามปัญหาพระผู้มีพระภาคในปารายนสูตร

พระอชิตะทูลถามว่า
สัตว์โลกถูกอะไรห่อหุ้มไว้,      สัตว์โลกย่อมไม่ปรากฎ         เพราะธรรมอะไร,   พระองค์กล่าวอะไรว่าเป็นเครื่องฉาบทาสัตว์โลกนั้น,         อะไรเป็นภัยใหญ่ของสัตว์โลกนั้น๑

๑.    ขุ.  สุ.  ๒๕/๑๐๓๙/๕๓๑,   ขุ.  จูฬ.  ๓๐/๑/๒๕

Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 19:02:18
๔  ประโยคเหล่านี้เป็นคำถาม.      อรรถที่ถูกถามด้วย  ๔  ประโยคนั้นเป็นปัญหาอันหนึ่ง.      เพราะเหตไร ?   เพราะกำหนดเอาวัตถุที่ตั้งคือโลกอันหนึ่ง  สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า  พระอชิตะถามถึงที่ตั้งคือโลกด้วยประโยคว่า  “เกนสฺสุ นิวุโตโลโก  (สัตว์โลกถูกอะไรห่อหุ้มไว้)”       ถามถึงการไม่ปรากฏแห่งโลกด้วยประโยคว่า   “เกนสฺสุ นปฺปกาสติ  (สัตว์โลกย่อมไม่ปรากฏเพราะธรรมอะไร)”       ถามถึงการฉาบทาโลกด้วยประโยคว่า    “กิสฺสาภิเลปนํ  พฺรูสิ  (พระองค์กล่าวอะไรว่าเป็นเครื่องฉาบทาสัตว์โลก)”       ถามถึงภัยใหญ่ของโลกนั้นด้วยประโยคว่า   “กึ  สุ  ตสฺส   มหพฺภยํ   (อะไรเป็นภัยใหญ่ของสัตว์โลกนั้น)”    โลก  มี  ๓  คือ   กิเลสโลก (กล่าวคืออบายสัตว์)     ภวโลก  (กล่าวคือสัตว์ที่นอกจากอบายสัตว์)    และ อินทรียโลก (กล่าวคือสัตว์ที่สมบูรณ์ด้วยอินทรีย์    มี   สัทธา เป็นต้น    ที่สามารถทำให้ถึงวิมุติ)

ในคำปุจฉานั้น   มีวิสัชนา    ดังนี้   :-
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
สัตว์โลกถูกอวิชชาห่อหุ้มไว้,    สัตว์โลกย่อมไม่ปรากฏ
                 เพราะความสงสัย      เพราะความประมาท,     เรากล่าวตัณหาว่า
                 เป็นเครื่องฉาบทาสัตว์โลก,     ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น ๑

๑.    ขุ.  สุ.  ๒๕/๑๐๔๐/๕๓๑,   ขุ.  จูฬ.  ๓๐/๒/๒๖
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 19:03:55
๔  ประโยคเหล่านี้  ( ที่กล่าวไว้ในคาถาปุจฉา)    ท่านวิสัชนาแล้วด้วย  ๔ ประโยคเหล่านี้  (ที่กล่าวไว้ในคาถาวิสัชนา)      ประโยคที่ ๑  (ที่กล่าวไว้ในคาถาปุจฉา)  ท่านวิสัชนาด้วยประโยคที่ ๑ (ที่กล่าวไว้ในคาถาวิสัชนา)     ประโยคที่ ๒ ท่านวิสัชนาด้วยประโยคที่ ๒,    ประโยคที่ ๓ ท่านวิสัชนาด้วยประโยคที่ ๓,       ประโยคที่ ๔ ท่านวิสัชนาด้วยประโยคที่ ๔

ในปัญหาว่า  “เกนสฺสุ นิวุโต โลโก  (สัตว์โลกถูกอะไรห่อหุ้มไว้)”    มีคำวิสัชนาว่า   “อวิชฺชา  นิวุโต  โลโก  (สัตว์โลกถูกอวิชชาห่อหุ้มไว้)”,    สัตว์โลกถูกนิวรณ์ทั้งหลายห่อหุ้มไว้  จริงอย่างนั้น   สัตว์ทั้งปวงมีอวิชชาห่อหุ้ม     สมดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า   “เรากล่าวธรรมอย่างหนึ่ง   คือ  อวิชชา   ว่าเป็นเครื่องห่อหุ้มสัตว์ที่ติดอยู่ในอารมณ์ทั้งปวง  สัตว์ผู้มีลมปราณทั้งปวง  สัตว์ผู้เติบโตทั้งปวง   เพราะเป็นเหตุแห่งกามฉันทนิวรณ์เป็นต้น.     แท้จริงสัตว์ทั้งปวงมีอวิชชาเป็นเครื่องห่อหุ้ม      ภิกษุทั้งหลายเรากล่าวว่า   นิวรณ์ย่อมไม่มีแก่สัตว์ทั้งหลายเพราะการดับ   เพราะการสละ   เพราะการสลัดอวิชชา โดยประการทั้งปวง”.       เพราะเหตุนั้นแล คำวิสัชนา  (ว่า  อวิชฺชาย  นิวุโต โลโก)    แห่งประโยคที่ ๑  (ว่า  เกนสฺสุ  นิวุโต โลโก)  อันท่านประกอบแล้ว

ในปัญหา   (ข้อที่ ๒)  ว่า  “เกนสฺสุ  นปฺปกาสติ  (สัตว์โลกย่อมไม่ปรากฏเพราะธรรมอะไร)”     มีคำวิสัชนาว่า  “วิจิจฺฉา  ปมาทา  นปฺปกาสติ  (สัตว์โลกย่อมไม่ปรากฏเพราะความสงสัย   เพราะความประมาณ)”.     บุคคลที่ถูกนิวรณ์ณ์ทั้งหลายห่อหุ้มย่อมสงสัย  ท่านเรียกว่า วิวิจฺฉา.        บุคคลที่สงสัยย่อมไม่เชื่อ (ผลแห่งกรรม) เมื่อไม่เชื่อ (ผลแห่งกรรม)   ย่อมไม่เพียรพยายามเพื่อละอกุศลธรรมทั้งหลาย และเพื่อกระทำให้ประจักษ์กุศลธรรมทั้งหลาย.    บุคคลนั้นประกอบความประมาทเนือง ๆ  เป็นผู้ประมาทอยู่ในศาสนานี้  ไม่ยังกุศลธรรมที่สะอาดหมดจดให้เกิดขึ้น.   กุศลธรรม มี ศีล สมาธิ เป็นต้น   เหล่านั้นที่ตนไม่ทำให้เกิดขึ้น    ย่อมไม่ปรากฏแก่บุคคลผู้ประมาทนั้น    สมดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า
สัตบุรุษทั้งหลายแม้อยู่ไกลก็ย่อมปรากฏ  (แก่บัณฑิตทั้งหลาย)  เหมือนภูเขา หิมวันต์    แม้อยู่ไกลก็เห็นได้ฉะนั้น    อสัตบุรุษทั้งหลาย  (แม้อยู่ใกล้)  ย่อมไม่ปรากฏ (แก่บัณฑิตทั้งหลาย) ในศาสนานี้    เหมือนลูกศรที่เขายิงไปในเวลากลางคืน ฉะนั้น     สัตบุรุษเหล่านั้น ย่อมปรากฏด้วยคุณ  ชื่อเสียง  และบริวาร๑

๑.    ขุ.  ธ.  ๒๕/๓๐๔/๖๙
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 19:07:18
เพราะเหตุนั้นแล   คำวิสัชนาแห่งประโยคที่ ๒   อันท่านประกอบแล้ว (เช่นนั้น)
ในปัญหา  (ข้อที่  ๓)   ว่า  “กิสฺสาภิเลปนํ พฺรูสิ  (พระองค์กล่าวอะไรว่าเป็นเครื่องฉาบทาสัตว์โลก)”    มีคำว่าวิสัชนาว่า  “ชปฺปาภิเลปนํ พฺรูมิ  (เรากล่าวตัณหาว่าเป็นเครื่องฉาบทาสัตว์โลก)”    ตัณหา  ท่านเรียกว่า ชัปปา.    ตัณหานั้นฉาบทาด้วยอาการอย่างไร ?    ด้วยอาการดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
สัตว์โลกผู้มีราคะย่อมไม่รู้อรรถที่เป็นผล  ย่อมไม่เห็นเหตุ.     ราคะย่อมเบียด เบียนบุคคลใด    ความมืดอย่างยิ่งย่อมมีแก่บุคคลนั้นในกาลนั้น๒
๒.    ขุ.  อิติ.  ๒๕/๘๘/๓๐๕,   ขุ.  มหา.  ๒๙/๕,๑๕๖,๑๙๕/๑๒,๓๐๒,๓๙๙,   ขุ.  จูฬ.  ๓๐/๑๒๘/๒๖๓
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 19:08:57
สัตว์โลกชื่อว่าถูกตัณหาฉาบทา     เพราะเหตุว่า ตัณหานั้นทำบุคคผู้ติดอยู่ในอารมณ์ให้ติดในอารมณ์ยิ่งขึ้นแล้วเบียดเบียนด้วยอาการดังกล่าวนั้น

เพราะเหตุนั้นแล    คำวิสัชนาแห่งประโยคที่  ๓   อันท่านประกอบแล้ว (เช่นนั้น)

ในปัญหา   (ข้อที่ ๔)   ว่า  “กึสุ  ตสฺส  มหพฺภยํ   (อะไรเป็นภัยใหญ่ของสัตว์โลกนั้น)”      
มีคำวิสัชนาว่า   “ทุกขมสฺส   มหพฺภยํ  (ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของสัตว์โลกนั้น)”     ทุกข์มี  ๒  อย่าง     คือ   กายิกทุกข์  (ทุกข์ทางกาย)     และ  เจตสิกทุกข์  (ทุกข์ทางใจ).       ทุกข์ที่เกิดขึ้นในกายวิญญาณจัดเป็นทุกข์,     ทุกข์ที่เกิดในโทสมูลจิตจัดเป็นโทมนัส.         เพราะเหตุที่สัตว์ทั้งปวงหวาดกลัวทุกข์    ฉะนั้นภัยที่เสมอเหมือนกับทุกข์ย่อมไม่มี.       ทุกขตา  (ความเป็นทุกข์)   มี  ๓  อย่าง      คือ  ความเป็นทุกขทุกข์   กล่าวคือทุกขเวทนา,      ความเป็นทุกข์แห่งสังขารธรรม,  ความเป็นวิปริณามทุกข์อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลง.

ในบรรดาทุกข์  ๓  ประการเหล่านั้น   สัตว์โลกย่อมพ้นจากทุกขทุกข์   โดยบางส่วนในบางครั้งบางคราว   บางสัมปัตติภพ,    ย่อมพ้นจากวิปริณามทุกข์แบบนั้นเหมือนกัน,        การพ้นจากทุกข์เช่นนั้นเกิดจากเหตุอะไร ?     เพราะเหตุที่สัตว์ทั้งหลายในโลกเป็นผู้มีโรคน้อยและมีอายุยืน   ฉะนั้นจึงพ้นจากทุกข์เช่นนั้นได้,     แต่สัตว์โลกพ้นจากสังขารทุกข์ได้ด้วยนิพพานธาตุอันไม่มีวิบากนามขันธ์กฏัตตารูป   เหลืออยู่.       เพราะฉะนั้น (พระผู้มีพระภาคจึงตรัสคำนี้)  ว่า    “ทุกฺขมสฺส   มหพฺภยํ   (ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของสัตว์โลกนั้น)”           คำวิสัชนาแห่งประโยคที่  ๔  อันท่านประกอบแล้ว  ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสคำวิสัชนาว่า     “อวิชฺชาย  นิวุโต  โลโก   (สัตว์โลกถูกอวิชชาห่อหุ้มไว้)”

พระอชิตะทูลถามว่า
กระแส  (คือ ตัณหา)  ทั้งหลายย่อมไหลไปในอายตนะทั้งปวง
(มี  รูป  เป็นต้น)      อะไรเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย     ขอพระองค์จงทรงบอกการสังวรกล่าวคือการป้องกันกระแสทั้งหลาย      บุคคลย่อมปิดกั้นกระแสทั้งหลายได้ด้วยธรรมอะไร๑

๑.    ขุ.  สุ.  ๒๕/๑๐๔๑/๕๓๑,   ขุ.  จูฬ.  ๓๐/๓/๓๐
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 19:10:03
๔ ประโยคเหล่านี้เป็นคำถาม   อรรถที่ถูกกล่าวด้วยคาถาเหล่านั้นเป็นปัญหา  ๒  ข้อ  เพราะเหตุไร ?     เพราะเหตุที่อรรถอันถูกกล่าวด้วยคาถาเหล่านี้   ถูกถามแล้วด้วยศัพท์ที่อาศัยหลายอย่าง    ฉะนั้นจึงมีปัญหา  ๒  ข้อ
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 19:11:17
พระอชิตะประสงค์จะถามว่า    สัตว์โลกที่ถูกภัยต่าง ๆ   (มีการสูญเสียญาติเป็นต้นเบียดเบียนเช่นนั้น)     และมีความเศร้าหมองเร่าร้อนเช่นนั้น     จะหมดจดและพ้นจากสังสารวัฏได้อย่างไร      ดังคำที่ท่านกล่าวไว้อย่างนั้น

คำว่า    “สวนฺติ  สพฺพธิ  โสตา    (กระแส  คือ  ตัณหา  ทั้งหลายย่อมไหลไปในอายตนะทั้งปวง)”     หมายความว่า  กระแส (คือ ตัณหา)  ของบุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น      มี   อภิชฌา  พยาบาท  และความประมาทมากย่อมไหลไป.      ในบรรดาธรรม   (มี อภิชฌา เป็นต้น)  เหล่านั้น        ธรรมชาตินี้  (คือ ตัณหา)    ถูกกล่าวว่าเป็น  โลภะ  เป็นอกุศลมูล.      ธรรมชาติใดชื่อว่า   พยาบาท   ธรรมชาตินี้ถูกกล่าวว่าเป็น  โทสะ  เป็นอกุศลมูล.        ธรรมชาติใดชื่อว่า   ปมาท    ธรรมชาตินี้ถูกกล่าวว่าเป็น  โมหะ  เป็นอกุศลมูล.       ตัณหาทั้งหลาย   คือ  รูปตัณหา   สัททตัณหา   คันธตัณหา รสตัณหา   โผฏฐัพพตัณหา   ธัมมตัณหา   ของบุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น   ย่อมไหลไปในอายตนะภายนอก  ๖   ด้วยธรรม  ๓  ประการ         ดังกล่าวนั้น

สมดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย   คำว่า    “สวติ (ไหลไป)”   นี้แลเป็นชื่อของอายตนะภายใน ๖.     จักษุ (ตา)  ย่อมไหลไปในรูปารมณ์ที่น่าพอใจ    ย่อมขัดเคืองในรูปารมณ์ที่ตนไม่ชอบใจ.     โสตะ (หู)   ย่อมไหลไปในสัททารมณ์ที่น่าพอใจ    ย่อมขัดเคืองในสัททารมณ์ที่ตนไม่ชอบใจ.       ฆานะ  (จมูก)  ย่อมไหลไปในคันธารมณ์ที่น่าพอใจ     ย่อมขัดเคืองในคันธารมณ์ที่ตนไม่ชอบใจ.       ชิวหา  (ลิ้น)  ย่อมไหลไปในรสารมณ์ที่น่าพอใจ     ย่อมขัดเคืองในรสารมณ์ที่ตนไม่ชอบใจ.     กายย่อมไหลไปในโผฏฐัพพารมณ์ที่น่าพอใจ     ย่อมขัดเคืองในโผฏฐัพพารมณ์ที่ตนไม่ชอบใจ.     ใจย่อมไหลไปในธัมมารมณ์ที่น่าพอใจ    ย่อมขัดเคืองในธัมมารมณ์ที่ตนไม่ชอบใจ.       ย่อมไหลไปโดยอาการทั้งปวงอย่างนี้.       เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า    “สวนฺติ สพฺพธิ โสตา   (กระแส คือ ตัณหา ทั้งหลายย่อมไหลไปในอายตนะทั้งปวง)”

พระอชิตะถามถึงวิธีละปริยุฏฐานกิเลสด้วยคำว่า    “โสตานํ   กึ   นิวารณํ  (อะไรเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย)”     การละปริยุฏฐานกิเลสนี้เป็นความหมดจด     ถามถึงวิธีตัดอนุสัยกิเลสอย่างเด็ดขาดด้วยคำว่า    “โสตานํ   สํวรํ   พฺรูหิ,    เกน โสตา   ปิธียเร  (ขอพระองค์จงทรงบอกการสังวรกล่าวคือการป้องกันกระแสทั้งหลาย   บุคคลย่อมปิดกั้นกระแสทั้งหลายได้ด้วยธรรมอะไร)”      การตัดอนุสัยกิเลสอย่างเด็ดขาดนี้เป็นเหตุออกจากวัฏสงสาร

คำวิสัชนาในปัญหา   ๒  ข้อนี้      พึงทราบดังนี้    :-
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
(ดูก่อนอชิตะ)   กระแส  (คือ ตัณหา)   เหล่าใดย่อมไหลไปในโลก   สติเป็นเครื่องกั้นกระแส   (คือ ตัณหา)  เหล่านั้น       เรากล่าว    (สตินั้นแหละ)    ว่าเป็นเครื่องป้องกันกระแสทั้งหลาย  (ในขณะแห่งมรรค)      กระแสเหล่านั้นพึงถูกปิดกั้นด้วยมรรค ปัญญา๑

๑.    ขุ.  สุ.  ๒๕/๑๐๔๒/๕๓๒,    ขุ.  จูฬ.  ๓๐/๔/๓๑
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 19:20:53
เมื่อบุคคลเจริญกายคตาสติ    กระทำให้มากแล้ว   จักขุ  (ตา)   ย่อมไม่ดึงไปในรูปารมณ์ที่น่าพอใจ    ย่อมไม่ขัดเคืองในรูปารมณ์ที่ตนไม่ชอบใจ.      โสตะ (หู)   ย่อมไม่ดึงไปในสัททารมณ์ที่น่าพอใจ    ย่อมไม่ขัดเคืองในสัททารมณ์ที่ตนไม่ชอบใจ.       ฆานะ (จมูก)   ย่อมไม่ดึงไปในคันธารมณ์ที่น่าพอใจ     ย่อมไม่ขัดเคืองในคันธารมณ์ที่ตนไม่ชอบใจ.         ชิวหา (ลิ้น)   ย่อมไม่ดึงไปในรสารมณ์ที่น่าพอใจ     ย่อมไม่ขัดเคืองในรสารมณ์ที่ตนไม่ชอบใจ.          กาย  ย่อมไม่ดึงไปในโผฏฐัพพารมณ์ที่น่าพอใจ     ย่อมไม่ขัดเคืองในโผฏฐัพพารมณ์ที่ตนไม่ชอบใจ.     ใจ ย่อมไม่ดึงไปในธัมมารมณ์ที่น่าพอใจ      ย่อมไม่ขัดเคืองในธัมมารมณ์ที่ตนไม่ชอบใจ        เพราะเหตุไร ?    เพราะป้องกันรักษาอินทรีย์ทั้งหลาย  (มี จักขุ  เป็นต้น)  ไว้ดีแล้ว     กระแสทั้งหลาย  มีตัณหาเป็นต้นเหล่านั้น      บุคคลจะป้องกันได้ดี ด้วยธรรมอะไร ?    ด้วยการรักษาคือสติ    เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า    “สติ   เตสํ   นิวารณํ   (สติเป็นเครื่องกั้นกระแส คือ ตัณหา เหล่านั้น)”

บุคคลย่อมละอนุสัยทั้งหลายได้ด้วยปัญญา    เมื่อละอนุสัยแล้วก็เป็นอันละปริยุฏฐานกิเลสด้วย.       เพราะเหตุไร ?    เพราะอนุสัยถูกละแล้ว    เปรียบเหมือน  เมื่อถอนรากถอนโคนต้นไม้ที่มีลำต้นจนหมดสิ้นไป  ฉันใด      เมื่ออนุสัยถูกละแล้ว   ความสืบต่อแห่งปริยุฏฐานกิเลสก็เป็นอันขาดสิ้นถูกปิดกั้น  ฉันนั้นเหมือนกัน.       ถูกปิดกั้นด้วยอะไร ?   ด้วยปัญญา.     เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า    “ปญฺญาเยเต   ปิธียเร  (กระแสเหล่านั้นพึงถูกปิดกั้นด้วยมรรคปัญญา)”

พระอชิตะทูลถามว่า
ข้าแต่พระผู้นิรทุกข์     ปัญญาและสติ  (ที่พระองค์ตรัสแล้ว) ก็ดี    นามรูป   (ที่นอก จาก  ๒  อย่างนั้น)  ก็ดี     ทั้งหมดนี้ย่อมดับสนิทในที่ไหน.        พระองค์อันข้าพเจ้าถามแล้ว ขอจงตรัสบอกที่ดับนี้   (แก่ข้าพระองค์)๑

๑.    ขุ.  สุ.  ๒๕/๑๐๔๓/๕๓๒,    ขุ.  จูฬ.  ๓๐/๕/๓๔
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 19:22:01
พระผู้มีพระภาคบอกว่า
ดูก่อนอชิตะ    เราจะตอบปัญหาที่ถามนั้นแก่เธอ.      นามและรูปย่อมดับสนิทอย่างไม่เหลือในที่ใด     หมู่นามรูปทั้งปวงนี้ย่อมดับสนิทด้วยการดับแห่งวิญญาณในที่นั้น๒

๒.    ขุ.  สุ.  ๒๕/๑๐๔๔/๕๓๒,    ขุ.  จูฬ.  ๓๐/๖/๓๕
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 19:23:56
พระอชิตะนี้ย่อมถามถึงอนุสนธิ   (การสืบต่อ) ในปัญหา.       เมื่อถามอนุสนธิ   ชื่อว่า    ถามอะไร ?       ถามถึงอนุปาทิเลสนิพพานธาตุ  (นิพพานที่ไม่มีวิบากนามขันธ์กฎัตตารูปเหลืออยู่)     อนึ่งสัจจะ ๓    คือ    ทุกขสัจจะ,    สมุทัยสัจจะ,    มรรคสัจจะ    เป็นสังขตะ  (ถูกปัจจัยปรุงแต่ง)   มีความดับเป็นธรรมดา      ส่วนนิโรธสัจจะ  ชื่อว่า  อสังขตะ  (ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง)     ในบรรดาสัจจะเหล่านั้น   สมุทัยสัจจะถูกละในภูมิ  ๒ คือ    ทัสสนภูมิ   และภาวนาภูมิ.     โสดาปัตติมรรคละ    สังโยชน์ ๓    คือ   สักกายทิฏฐิ,    วิจิกิจฉา,    สีลัพพตปรามาส.     มรรคเบื้องบน  ๓     ละสังโยชน์  ๗      คือ    กามฉันท์,   พยาบาท,   รูปราคะ,    อรูปราคะ,    มานะ,   อุทธัจจะ,   และ อวิชชา  อย่างไม่มีเหลือ.       ในธาตุ  ๓   (กามภูมิ,   รูปภูมิ,   อรูปภูมิ)    มีสังโยชน์  ๑๐      คือ    สังโยชน์เบื้องต่ำ  (โอรัมภาคิยะ)  ๕,       สังโยชน์เบื้องสูง  (อุทธัมภาคิยะ) ๕

[๑๒]  ในบรรดาโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕    และ อุทธัมภาคิยสังโยชน์เหล่านั้น    สังโยชน์  ๓     คือ    สักกายทิฏฐิ,   วิจิกิจฉา,   สีลัพพตปรามาส    ถึงอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์แล้วย่อมดับ.      สังโยชน์ ๗     คือ   กามฉันท์,    พยาบาท,    รูปราคะ,    อรูปราคะ,    มานะ,    อุทธัจจะ   และอวิชชา    ถึงอัญญินทรีย์แล้วย่อมไม่มีเหลือ.       อนึ่ง อรหัตตผลญาณ อันเป็นเหตุ   (ของปัจจเวกขณญาณ)   ให้รู้อย่างนี้ว่า    “เราสิ้นการเกิดแล้ว”     ชื่อว่า    ขยญาณ.        อรหัตตผลญาณ   อันเป็นเหตุให้รู้โดยประกาศอย่างนี้ว่า   “กิจคือการเจริญมรรคอย่างอื่นเพื่อประโยชน์แก่มรรคกิจ ๑๖  ประการอย่างนี้  ย่อมไม่มีเหลือแก่เรา”       ชื่อว่า   อนุปปาทญาณ.     ญาณทั้ง  ๒  เหล่านี้  ชื่อว่า    อัญญาตาวินทรีย์    ในบรรดาอินทรีย์เหล่านั้น  อินทรีย์เหล่านี้  คือ  อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์   และ อัญญินทรีย์      ย่อมดับแก่บุคคลผู้บรรลุอรหัตตผลซึ่งเป็นผลอันเลิศ    ในบรรดาญาณเหล่านั้น  ญาณทั้ง  ๒  เหล่านี้    คือ    ขยญาณ    และปนุปปาทญาณ       เป็นอรหัตตผลปัญญาอันเดียวกัน

ถึงแม้จะเป็นอรหัตตผลปัญญาอันเดียวกันก็ได้ชื่อ   ๒  อย่าง     โดยชื่ออารมณ์   คือ  ขยะ   และ อนุปปาทะ.      อรหัตตผลปัญญาของบุคคลผู้รู้ว่า  “เราสิ้นการเกิดแล้ว”  ได้ชื่อว่า  ขยญาณ.    ส่วนอรหัตตผลปัญญาของบุคคลผู้รู้ว่า   “กิจคือการเจริญมรรคอื่นเพื่อประโยชน์แก่มรรคกิจ ๑๖  ประการอย่างนี้  ย่อมไม่มีแก่เรา”      ได้ชื่อว่า   อนุปปาทญาณ.    ปัญญาที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ด้วยกิจคือการปิดกั้นกระแสทั้งหลายนั้น    ชื่อว่า  ปัญญา   ด้วยสภาพที่รู้โดยประการต่าง ๆ.    สติที่พระองค์ตรัสไว้ด้วยกิจ  คือการป้องกันกระแสทั้งหลายนั้น   ชื่อว่า   สติ    ด้วยสภาพที่ไม่เลื่อนลอยหลงลืมอารมณ์ที่รับแล้วนั้น ๆ
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 19:25:22
[๑๓]   ในบรรดาธรรมเหล่านั้น   อุปาทานขันธ์  ๕    ชื่อว่า   นามรูป.   ในบรรดาอุปาทานขันธ์  ๕  เหล่านั้น      หมู่ธรรมอันมีผัสสะเป็นที่ ๕     ชื่อว่า   นาม.      อินทรีย์  ๕    ที่เป็นรูป  ชื่อว่า    รูป.      นามรูปทั้ง  ๒  นั้น    สัมปยุตกับวิญญาณ.        พระอชิตะเมื่อจะถามพระผู้มีพระภาคถึงการดับวิญญาณและนามรูปนั้น    ได้กล่าวคาถาในปารายนสูตร     อย่างนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์      ปัญญาและสติ    (ที่พระองค์ตรัสแล้ว)
ก็ดี      นามรูป  (ที่นอกจาก  ๒  อย่างนั้น)  ก็ดี     ทั้งหมดนี้ย่อมดับสนิทในที่ไหน     พระองค์อันข้าพระองค์ถามแล้ว    ขอจงทรงตรัสบอกที่ดับนี้    (แก่ข้าพระองค์)๑

๑.    ขุ.  สุ.  ๒๕/๑๐๔๓/๕๓๒,    ขุ.  จูฬ.  ๓๐/๕/๓๔
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 19:27:08
ในบรรดาธรรมที่กล่าวไว้ในคาถาปุจฉานั้น     สติ และ  ปัญญา     จัดเป็นอินทรีย์  ๔    สติ    เป็นอินทรีย์  ๒     คือ   สตินทรีย์    และ  สมาธินทรีย์.      ปัญญา   เป็นอินทรีย์  ๒      คือ    ปัญญินทรีย์   และ วิริยินทรีย์.    ในบรรดาอินทรีย์  ๔  เหล่านี้      การเชื่อผลของกรรม และความเชื่อที่หยั่งลงในพระรัตนตรัย     ชื่อว่า  สัทธินทรีย์     จิตเตกัคคตาที่มีศรัทธาเป็นใหญ่ ซึ่งเป็นไปในอินทรีย์เหล่านั้น     ชื่อว่า   ฉันทสมาธิ   (สมาธิที่ทำฉันทะให้เป็นใหญ่)   ฉันทสมาธินี้   ชื่อว่า  วิกขัมภนปหาน      เพราะเมื่อจิตตั้งมั่นแล้วก็ทำลายกิเลสทั้งหลาย   โดยการข่มไว้ด้วยอำนาจการพิจารณาเนือง ๆ   และด้วยอำนาจการเจริญกรรมฐาน.     ในธรรมเหล่านั้น ลมหายใจออก หายใจเข้าก็ดี    วิตกและวิจารก็ดี    สัญญาและเวทนาก็ดี    ธรรมที่โยคีบุคคลระลึกนึกถึง  (โดยความเป็นกิจอย่างหนึ่ง)  ก็ดี     ชื่อว่า  สังขาร.      ฉันทสมาธิที่เรียกว่า  วิกขัมภปหาน   เพราะการข่มกิเลส   ซึ่งกล่าวไว้ข้างต้นเช่นนั้นก็ดี    วิริยสังขารเหล่านี้ก็ดี    ทั้ง   ๒   อย่างนั้น       ย่อมอบรมอิทธิบาทที่ประกอบด้วยฉันทสมาธิ และวิริยสังขาร   ย่อมอบรมอิทธิบาทที่อาศัยวิเวก,  อาศัยวิราคะ,  อาศัยนิโรธ   และแก่กล้าเพื่อประโยชน์แก่ปริจจาคโวสสัคคะและปักขันทนโวสสัคคะ.๑        ในบรรดาธรรมเหล่านั้น    จิตเตกัคคตา  ที่มีวิริยะเป็นใหญ่    ชื่อว่า    วิริยสมาธิ  (สมาธิที่ทำวิริยะให้เป็นใหญ่) ...     ในบรรดาธรรมเหล่านั้น   จิตเตกัคตาที่มีจิตเป็นใหญ่    ชื่อว่า  จิตตสมาธิ  (สมาธิที่ทำจิตให้เป็นใหญ่).      ในบรรดาธรรมเหล่านั้น  จิตเตกัคคตาที่มีวิมังสาเป็นใหญ่    ชื่อว่า  วีมังสาสมาธิ  (สมาธิที่ทำวิมังสาให้เป็นใหญ่)     วีมังสาสมาธินี้    ชื่อว่า   วิกขัมภนปหาน        เพราะเมื่อจิตตั้งมั่นแล้วก็ทำลายกิเลสทั้งหลาย    โดยการข่มไว้ด้วยอำนาจการพิจารณาเนือง ๆ    และด้วยอำนาจการเจริญกรรมฐาน        ในธรรมเหล่านั้น    ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าก็ดี   วิตกและวิจารก็ดี   สัญญาและเวทนาก็ดี      ธรรมที่ใยดีบุคคลระลึกนึกถึง  (โดยความเป็นกิจอย่างหนึ่ง)  ก็ดี      ชื่อว่า   สังขาร.         วีมังสาสมาธิที่เรียกว่า    วิกขัมภนปหาน     เพราะข่มกิเลสที่กล่าวไว้ข้างต้นเช่นนั้นก็ดี    สังขารเหล่านี้ก็ดี     ทั้ง  ๒  อย่างนั้น   ย่อมอบรมอิทธิบาทที่ประกอบวีมังสาสมาธิและวิริยสังขาร      ย่อมอบรมอิทธิบาทที่อาศัยวิเวก   อาศัยวิราคะ,  อาศัยนิโรธ    และแก่กล้าเพื่อประโยชน์แก่ปริจาคโวสสัคคะ   และปักขันทนโวสสัคคะ

๑.   ในที่นี้  วิเวก    มี  ๓     คือ   ตทังควิเวก  (สงบกิเลสชั่วขณะ)   สมุจเฉทวิเวก  (สงบกิเลสเด็ดขาด)   และนิสสรณวิเวก  (สงบกิเลสโดยการพ้นออกไป).       วิราคะ   มี ๓    คือ   ตทังควิราคะ  (สำรอกกิเลสชั่วขณะ)   สมุจเฉทวิราคะ  (สำรอกกิเลสเด็ดขาด)     และนิสสรณวิราคะ (สำรอกกิเลสโดยการพ้นออกไป).      นิโรธมี  ๓     คือ   ตทังคนิโรธ  (ดับกิเลาชั่วขณะ)    สมุจเฉนิโรธ  (ดับกิเลสเด็ดขาด)     และนิสสรณนิโรธ   (ดับกิเลสโดยการพ้นออกไป).     ปริจจาคโวสสัคคะ   คือ   การละกิเลสด้วย ตทังคปหานในขณะวิปัสสนา    ละสมุจเฉทปหานในขณะแห่งมรรค.         ปักขันทนโวสสัคคะ   คือ   การแล่นไปสู่นิพพานโดยการน้อมไปนิพพานในขณะวิปัสสนา   และโดยการทำให้เป็นอารมณ์ในขณะแห่งมรรค

         
Posted by : hua
วัน/เวลา : 3/10/2549 19:29:45
[ ๑๔ ]    อิทธิบาทสมาธิทั้งปวง    มีญาณเป็นมูล    มีญาณนำหน้า     คล้อยตามญาณ.
(อิทธิบาทสมาธิ)    คล้อยตามญาณในภพก่อนฉันใด     ย่อมคล้อยตามญาณในภพหลัง   (ภพที่เป็นอนาคต)    ฉันนั้น.            คล้อยตามญาณใน  ๗  วันหลัง  (ที่เป็นอนาคต)   ฉันใด        ย่อมคล้อยตามญาณใน  ๗ วันก่อน  (ที่เป็นอดีต) ฉันนั้น.          คล้อยตามญาณในกลางวันฉันใด      ย่อมคล้อยตามทิพพจักขุญาณในกลางคืนฉันนั้น.         คล้อยตามทิพพจักขุญาณในกลางคืนฉันใด   ย่อมคล้อยตามทิพพจักขุญาณในกลางวัน   ฉันนั้น๑

๑.    ขุ.  เณร.  ๒๖/๓๙๗/๓๓๑

Posted by : hua
วัน/เวลา : 5/10/2549 16:23:06
ย่อมอบรมจิตที่มีความสว่างด้วยจิตอันเปิดออก  ไม่ถูกกิเลสพัวพ้นอย่างนี้.       เมื่อจิตที่เกิดขึ้น  อินทรีย์  ๕  ที่เป็นกุศล  เป็นไปร่วมกับจิตที่เกิดขึ้น.           เมื่อจิตดับก็ดับด้วย   แม้นามรูปที่มีวิญญาณเป็นเหตุ    ก็เกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย          เหตุ  (มี   ตัณหา  อวิชชา    เป็นต้น)  ของวิญญาณนั้นย่อมขาดไปด้วยมรรค      วิญญาณที่ไม่มีเหตุ  (ขาดเหตุ)  ไม่มีความยินดีในอารมณ์ก็ทำให้ปฏิสนธิเกิดไม่ได้  จึงดับไปแม้นามรูปที่ไม่มีเหตุ  (คือ วิญญาณ)  ไม่มีปัจจัย (คือ  วิญญาณ)  ก็ไม่ทำให้ภพใหม่เกิดขึ้น        ปัญญา  สติ และ นามรูป   ย่อมดับไปเพราะวิญญาณดับโดยนัยที่กล่าวมาฉะนี้       เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

(ดูก่อนอชิตะ)   เราจะตอบปัญหาที่ถามนั้นแก่เธอ     นาม และรูปย่อมดับสนิทอย่างไม่เหลือในที่ใด      หมู่นามรูปทั้งปวง ย่อมดับสนิทด้วยการดับแห่งวิญญาณในที่นั้น๒

๒.    ขุ.  สุ.  ๒๕/๑๐๔๔/๕๓๒,     ขุ.  จูฬ.  ๓๐/๖/๓๕

Posted by : hua
วัน/เวลา : 5/10/2549 16:25:34
พระอชิตะทูลถามว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์   บุคคลที่มีธรรมอันพิจารณาแล้วโดยความไม่เที่ยงเป็นต้น    และบุคคลที่ยังต้องศึกษาศีลสิกขาเป็นต้น    มีอยู่มากในโลกนี้    พระองค์ผู้เป็นบัณฑิตอันข้าพระองค์ถามแล้ว      ขอจงตรัสบอกข้อปฏิบัติของบุคคลเหล่านั้น  แกข้าพระองค์ ๑

๑.    ขุ.  สุ.  ๒๕/๑๐๔๕/๕๓๒
 
Posted by : hua
วัน/เวลา : 5/10/2549 16:26:36
[ ๑๕ ]    ประโยชน์เหล่านั้นมีปัญหา  ๓  ข้อ.      เพราะเหตุไรจึงมีปัญหา  ๓  ข้อ  ?          เพราะประกอบคำถาม  (ตั้งคำถาม)  เกี่ยวกับเสกขบุคคล   อเสกขบุคคล   และการละกิเลสที่มีวิปัสสนานำหน้า        ดังคำที่พระอชิตะกล่าวไว้เช่นนั้น   ท่านถามถึงความเป็นอรหันตบุคคลด้วยคำว่า   “เย   จ   สงฺขาตธมฺมา  เส  (บุคคลที่มีธรรมอันพิจารณาแล้วโดยความไม่เที่ยงเป็นต้น)”.       ถามถึงเสกขบุคคลด้วยคำว่า  “เย   จ   เสกฺขา   ปุถู   อิธ  (และบุคคลที่ยังต้องศึกษาศีลสิกขาเป็นต้น)”.       ถามถึงการละกิเลสที่มีวิปัสสนานำหน้าด้วยคำว่า  “เตสํ   เม   นิปโก    อิริยํ,     ปุฏฺโฐ   ปพฺรูหิ  มาริส   (พระองค์ผู้เป็นบัณฑิตอันข้าพระองค์ถามแล้ว  ขอจงตรัสบอกข้อปฏิบัติของบุคคลเหล่านั้นแก่ข้าพระองค์)”.

คำวิสัชนาในปัญหา ๓  ข้อนั้น      พึงทราบดังนี้    :-
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
(ดูก่อนอชิตะ)   เสกขบุคคลไม่พึงติดในวัตถุกามทั้งหลาย,       พึงเป็นผู้มีใจไม่มัวหมอง  (ด้วยกิเลส),       อเสกขบุคคลผู้ฉลาดในธรรมทั้งปวง  มีสติสมบูรณ์     พึงเป็นผู้ถึงภาวะอันประเสริฐดำรงอยู่ ๒

 ๒.    ขุ.  สุ.  ๒๕/๑๐๔๖/๕๓๒,     ขุ.  จูฬ.  ๓๐/๘/๓๘
 
Posted by : hua
วัน/เวลา : 5/10/2549 16:27:28
กายกรรมทั้งปวง,  วจีกรรมทั้งปวง,  มโนกรรมทั้งปวงของพระผู้มีพระภาค  มีญาณนำหน้า    คล้อยตามญาณ   ทรงมีญาณทัสสนะ  (การเห็นด้วยญาณ)  ที่ไม่ติดขัดในส่วนอดีต  อนาคต  และ ปัจจุบัน
ก็ความขัดข้องแห่งญาณทัสสนะจะมีในอารมณ์ไรเล่า ?      ความไม่รู้ไม่เห็นในอนิจจัง    ทุกขัง  และ อนัตตา   เป็นความขัดข้องแห่งญาณทัสสนะ        เปรียบเหมือนคนในโลกนี้  เห็นดวงดาวทั้งหลายได้    แต่ไม่สามารถนับดวงดาวเหล่านั้นได้.       นี้เป็นความขัดข้องแห่งญาณทัสสนะ.

ส่วนพระผู้มีพระภาคทรงมีญาณทัสสนะอันไม่ติดขัด.     แท้จริงพระพุทธเจ้าผู้มีบุญญาธิการทั้งหลาย  ทรงมีญาณทัสสนะอันไม่ขัดข้อง.    ในบรรดาเสกบุคคล  และอเสกขบุคคลเหล่านั้น    เสกขบุคคลพึงรักษาจิตในธรรม  ๒  อย่าง    คือ  รักษาจิตไม่ให้ติดในอารมณ์ที่น่ายินดี   และไม่ให้ขัดเคืองในอาฆาตวัตถุที่ชวนประทุษร้าย.     ในบรรดาความยินดีและความขัดเคืองเหล่านั้น   พระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงห้ามความอยากได้  ความลุ่มหลง  ความปรารถนา  ความรักใคร่  ความสนุกสนาน     จึงตรัสอย่างนี้ว่า   “กาเมสุนาภิคิชเฌยฺย   (ไม่พึงติดในวัตถุกามทั้งหลาย)”.

พระองค์ตรัสการทำลายปริยุฏฐานกิเลสด้วยคำว่า  “มนสานาวิโล   สิยา  (พึงเป็นผู้มีใจไม่มัวหมอง)”.       จริงอย่างนั้น   เสกขบุคคลเมื่อติด (ในอารมณ์ที่น่ายินดี)  ย่อมก่อกิเลสที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น   และทำกิเลสที่เกิดแล้วให้เจริญขึ้น.        ส่วนเสกขบุคคลใดมีความดำริที่สะอาดหมดจด  ไม่ติด (ในอารมณ์ที่น่ายินดี)  ย่อมขวนขวาย.     (ขวนขวายอย่างไร ? ).    เสกขบุคคลนั้นยังกุศลฉันทะให้เกิดขึ้น ขวนขวาย เพียรพยายาม ประคองจิต รักษาจิต เพื่อไม้ให้บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดนั้นเกิดขึ้น.      เสกขบุคคลนั้นยังกุศลฉันทะให้เกิด  ขวนขวาย  เพียรพยายาม  ประคองจิต  รักษาจิต  เพื่อให้กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วตั้งมั่น  ไม่เสื่อมสูญ  เพิ่มพูน  แผ่ขยาย  เจริญงอกงาม  บริบูรณ์

Posted by : hua
วัน/เวลา : 5/10/2549 16:28:15
[ ๑๖ ]   บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด  เป็นไฉน  ?      คือ  กามวิตก,   พยาบาทวิตก,  วิหิงสาวิตก.      เหล่านี้ชื่อว่าบาปอกุศลที่ยังไม่เกิด.      บาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเป็นไฉน  ?      คือ  อกุศลมูลทั้งหลายที่เป็นอนุสัย.  เหล่านี้ชื่อว่าบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว.     กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เป็นไฉน  ?     คือ  อินทรีย์ทั้งหลายมีสัทธาเป็นต้น  ของโสดาบันบุคคล.     เหล่านี้ชื่อว่ากุศลธรรมที่ยังไม่เกิด.      กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว  เป็นไฉน  ?    คือ  มรรคอินทรีย์ทั้งหลายของบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค   ที่ปฏิบัติเพื่อให้แจ้งประจักษ์โสดาปัตติผล.    เหล่านี้ชื่อว่ากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว.

ในบรรดาอินทรีย์ที่ป้องกันกามวิตก   ชื่อว่าสตินทรีย์.     อินทรีย์ที่ป้องกันพยาบาทวิตก   ชื่อว่า   สมาธินทรีย์.       อินทรีย์ที่ป้องกันวิหิงสาวิตก    ชื่อว่า  วิริยินทรีย์.      อินทรีย์ที่ละทำให้หาย   ทำให้สิ้น  ทำให้ไม่เกิดอีก  ทำให้ตั้งอยู่ไม่ได้   ซึ่งบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย    ชื่อว่า  ปัญญินทรีย์.      ความเชื่อ   ความเลื่อมใส  ในอินทรีย์ทั้ง  ๔  เหล่านี้     ชื่อว่า   สัทธินทรีย์
 
ในบรรดาอินทรีย์เหล่านนั้น    พึงทราบ  (จดจำ)      สัทธินทรีย์ได้ในที่ไหน  ?   ในเหตุแห่งการถึงกระแส   คือ  กุศล.       พึงทราบวิริยินทรีย์ได้ในที่ไหน  ?   ในสัมมัปปธาน  ๔.      พึงทราบสตินทรีย์ได้ในที่ไหน  ?  ในสติปัฏฐาน ๔.       พึงทราบสมาธินทรีย์ได้ในที่ไหน  ?  ในฌาน ๔.      พึงทราบปัญญินทรีย์ได้ในที่ไหน  ?   ในอริยสัจ  ๔.       เสกขบุคคลผู้ไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งปวงอย่างนี้  อันพระผู้พระภาคตรัสแล้ว  โดยความเป็นผู้ไม่มีใจมัวมอง    เพราะฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า    “มนสา  นาวิโล  สิยา  (พึงเป็นผู้มีใจไม่มัวหมอง)”

Posted by : hua
วัน/เวลา : 5/10/2549 16:31:05
[ ๑๗ ]   ในคำว่า  “กุสโล  สพฺพธมฺมานํ  (อเสกขบุคคลเป็นผู้ฉลาดในธรรมทั้งปวง)”    นี้ชื่อว่า   โลก  มี  ๓  อย่าง     คือ  กิเลสโลก,  ภวโลก  และ อินทรีย์โลก.     ในบรรดาโลก  ๓  อย่างนั้น    ภวโลกเกิดขึ้นมาด้วยกิเลสโลก.     บุคคลผู้ตั้งอยู่ในมหัคคตธรรมนั้นย่อมยังอินทรีย์  มีสัทธา  เป็นต้นให้เกิดขึ้น.       เมื่อผู้นั้นเจริญอินทรีย์    มี  สัทธา  เป็นต้นแล้ว     ย่อมมีการกำหนดรู้ธรรมที่ควรรู้.      ปริญญา (การกำหนดรู้) นั้น   ควรพิจารณาโดย  ๒  ประการ   คือ ทัสสนปริญญา (ญาตปริญญา)  และ ภาวนาปริญญา (ตีรณปริญญา).      ขยายความว่าในเวลาที่เสกขบุคคลกำหนดธรรมที่ควรรู้นั้น  ธรรมที่ควรรู้ก็เป็นอันกำหนดรู้แล้วด้วยสัญญามนสิการ  อันเป็นไปพร้อมด้วยความเบื่อหน่าย.      เสกขบุคคลนั้นย่อมได้รับวิปัสสนาธรรม  ๒  อย่าง ที่ถึงความฉลาด    ซึ่งเป็นทัสสนโกสัลละ    กล่าวคือ  ปฐมมรรคญาณ    และเป็นภาวนาโกสัลละ    กล่าวคือ   มรรคญาณเบื้องบน.

พึงทราบว่าญาณนั้นมี  ๕ ประการ   คือ  อภิญญา   ปริญญา   ปหาน   ภาวนา  และ สัจฉิกิริยา.     ในบรรดาญาณเหล่านั้น  อภิญญาเป็นไฉน  ?     ญาณในการกำหนดรู้ลักษณะของธรรมทั้งหลาย    คือ  ธรรมปฏิสัมภิทา   และ อรรถปฏิสัมภิทา    ชื่อว่า    อภิญญา.

ในบรรดาญาณเหล่านั้น   ปริญญาเป็นไฉน  ?      การกำหนดรู้ว่า  “นี้เป็นกุศล,  นี้เป็นอกุศล,  นี้เป็นโทษ,  นี้ไม่มีโทษ,  นี้เป็นธรรมดำที่เศร้าหมอง,  นี้เป็นธรรมขาวสะอาดหมดจด,  สิ่งนี้ควรเสพ,   สิ่งนี้ไม่ควรเสพ,     ธรรมเหล่านี้ที่บุคคลถือเอาโดยลักษณะอย่างนี้  (มี อนิจจะ เป็นต้น)  แล้วทำให้เกิดผล  (มี อุทยัพพยะ เป็นต้น)  นี้การรู้สัจจะทั้งหลายนี้   แห่งอุทยัพพยะเป็นต้นเหล่านั้น  ซึ่งบุคคลถือเอาอย่างนี้เป็นผล”     แห่งบุคคลผู้รู้อย่างนี้แล้วดำรงอยู่     นี้ชื่อว่า    ปริญญา.

ธรรม   ๓   อย่าง     คือ   ธรรมอันควรละ   ธรรมอันควรเจริญ    และ ธรรมอันควรทำให้แจ้งประจักษ์     ย่อมเหลือแก่บุคคลที่กำหนดรู้อย่างนี้แล้วดำรงอยู่.      ในบรรดาธรรม  ๓  ประการเหล่านั้น      ธรรมที่ควรละเป็นไฉน  ?   คือ  อกุศล.      ในบรรดาธรรม  ๓  ประการเหล่านั้น     ธรรมที่ควรเจริญเป็นไฉน  ?    คือ  กุศล.      ในบรรดาธรรม  ๓  ประการเหล่านั้น     ธรรมอันควรทำให้แจ้งประจักษ์เป็นไฉน ?    คือ  นิพพานอันเป็นอสังขตธรรม.       บุคคลที่รู้อย่างนี้  ท่านเรียกว่า    ผู้ฉลาดในอรรถ   ผู้ฉลาดในบาลี   ผู้ฉลาดในความเป็นคนดี   ผู้ฉลาดในความเป็นอรหัตตผล   ผู้ฉลาดในความเจริญ    ผู้ฉลาดในความเสื่อม    ผู้ฉลาดในฐานุปปัตติเหตุ  (เหตุที่เกิดขึ้นโดยฐานะอันสมควร)   ผู้สมบูรณ์ด้วยความเป็นผู้ฉลาดอันประเสริฐ      เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า   “กุสโล   สพฺพธมฺมานํ   (อเสกขบุคคลเป็นผู้ฉลาดในธรรมทั้งปวง)”   เป็นต้น

ส่วนคำว่า   “สโต    ภิกฺขุ    ปริพฺพเช   (มีสติสมบูรณ์   พึงเป็นผู้ถึงภาวะอันประเสริฐดำรงอยู่)”     ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่   ในเวลาก้าวไปข้างหน้า   ถอยกลับข้างหลัง   แลดู    เหลียวดู    คู้    เหยียด    ครองสังฆาฏิบาตรและจีวร    ฉัน    ดื่ม    ขบเคี้ยว    ลิ้มรส    ถ่ายอุจจาระ  ปัสสาวะ    เดิน    ยืน    นอน    ตื่น    พูด    อยู่นิ่ง  ๆ.       พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตข้อปฏิบัติ  ๒    อย่างนี้     คือ   ข้อปฏิบัติอันหนึ่ง   สำหรับบุคคลผู้หมดจดแล้ว     ข้อปฏิบัติสำหรับบุคคลที่กำหลังหมดจดอยู่.      บุคคลเหล่าไหนชื่อว่าหมดจดแล้ว   คือ  พระอรหันต์ทั้งหลาย.      บุคคลเหล่าไหนชื่อว่ากำลังหมดจด    คือ  พระเสกขะทั้งหลาย.      แท้จริงอินทรีย์ทั้งหลายของพระอรหันต์กระทำกิจเสร็จแล้ว.      ธรรมที่ควรรู้มี  ๔  ประการ   โดยอภิสมัย  คือ  การกำหนดรู้ทุกขสัจจะ      อภิสมัย    คือ   การละสมุทัยสัจจะ     อภิสมัย    คือ   การเจริญมรรคสัจจะ  และ  อภิสมัย    คือ   การทำให้แจ้งประจักษ์นิโรธสัจจะ        บุคคลที่รู้สัจจะที่ควรรู้  ๔  อย่างเช่นนี้    ท่านเรียกว่าเป็นผู้มีสติก้าวไปข้างหน้า    เป็นผู้มีสติถอยกลับหลัง    เพราะสิ้นราคะ    สิ้นโทสะ    สิ้นโมหะ       เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า   “สโต    ภิกฺขุ   ปริพฺพเช  (มีสติสมบูรณ์   พึงเป็นผู้ถึงภาวะอันประเสริฐดำรงอยู่)”.      เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า

(ดูก่อนอชิตะ)   เสกขบุคคลไม่ควรติดในวัตถุกามทั้งหลาย,        ควรเป็นผู้มีใจไม่มัวหมอง,          อเสกขบุคคลฉลาดในธรรมทั้งปวง   มีสติสมบูรณ์         พึงเป็นผู้ถึงภาวะอันประเสริฐดำรงอยู่ ๑

พึงปุจฉาอย่างนี้     พึงวิสัชนาอย่างนี้    พึงนำมาซึ่งสุตตันตเทศนาอื่นอันสมควร แก่สังวัณเณตัพพสูตร  โดยอรรถและศัพท์.           จริงอย่างนั้นศัพท์ที่ปราศจากอรรถ   เป็นถ้อยคำที่ไม่มีประโยชน์   แม้อรรถของบทวากยะที่ตั้งไว้ไม่ดีก็รู้ได้ยาก๒        

๑.    ขุ.  สุ.  ๒๕/๑๐๔๖/๕๓๒,     ขุ.  จูฬ.  ๓๐/๘/๓๘             ๒.   องฺ.  ทุก  ๒๐/๒๐/๕๘

Posted by : hua
วัน/เวลา : 5/10/2549 16:32:12
เพราะฉะนั้นควรสังคายนาสูตรที่สมบูรณ์ด้วยอรรถและสภาวนิรุตติ   และควรเลือกเฟ้นสูตร.        สูตรนี้คือสูตรอะไร ?   ควรเลือกเฟ้นสูตรอย่างนี้    คือ  สูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เอง    สูตรที่สาวกทั้งหลายกล่าวไว้    สูตรที่มีอรรถอันรู้ได้โดยตรง    สูตรที่มีอรรถอันนำคำอื่นมาอธิบายแล้วจึงรู้ได้    สูตรที่เป็นส่วนสังกิเลส,    สูตรที่เป็นส่วนวาสนา,    สูตรที่เป็นส่วนนิพเพธะ,    สูตรที่เป็นส่วนอเสกขะ.        พึงตรวจดูสัจจะทั้งหลายของสูตรนี้ในที่ไหน ?       พึงตรวจดูในเบื้องต้น   ท่ามกลาง   และที่สุด.     พึงเลือกเฟ้นสูตรอย่างนี้       เพราะฉะนั้น  พระมหากัจจายนเถระจึงกล่าวว่า   “ยํ   ปุจฺฉิตญฺจ   วิสฺสชฺชิตญฺจ,   สุตฺตสฺส   ยา   จ    อนุคีติ   (การพิจารณาคำถามก็ดี   การพิจารณาคำตอบก็ดี   การพิจารณาการกล่าวโดยสมควรกับคำถามของสูตรก็ดี)”

วิจยหาระ  ท่านยกจากพระบาลีมาประกอบแล้ว

Posted by : hua
วัน/เวลา : 5/10/2549 16:34:01
๓.  ยุตติหารวิภังค์

[ ๑๘ ]    ในบรรดาหาระเหล่านั้น      ยุตติหาระเป็นไฉน  ?    คาถาว่า   “สพฺเพสํ  หารานํ  (หาระทั้งปวง)”   เป็นต้นนั้น    ชื่อว่า  ยุตติหาระ.       ในยุตติหาระนี้ท่านประกอบอะไร  ?   ประกอบดังนี้     คือ  มหาปเทส  (หลักการกล่าวอ้างใหญ่ของธรรม)   มี  ๔    คือ  พุทธาปเทส  (กล่าวอ้างพระพุทธเจ้า)      สังฆปเทส  (กล่าวอ้างพระสงฆ์)       สัมพหุลัตเถราปเทป  (กล่าวอ้างพระเถระจำนวนมาก)       เอกัตเถราปเทป  (กล่าวอ้างพระเถระรูปเดียว).๓         ๔   อย่างเหล่านี้   ชื่อว่า     มหาปเทส.        อรรถบทและพยัญชนะบทเหล่านั้น    ท่านจัดเข้าในสูตรแสดงไว้ในวินัย   ใส่ไว้ในธรรมดา

๓.   ที.  มหา.  ๑๐/๑๘๗/๑๐๙,    องฺ. จตุกฺก.  ๒๑/๑๐๘/๑๙๑

Posted by : hua
วัน/เวลา : 5/10/2549 16:36:35

จัดลงในสูตรไหน  ?      ในอริยสัจ  ๔.      แสดงในวินัยไหน  ?   ในราควินัย  (วินัยเป็นเหตุกำจัดราคะ)     โทสวินัย  (วินัยเป็นเหตุกำจัดโทสะ)      โมหวินัย  (วินัยเป็นเหตุกำจัดโมหะ).       ใส่ไว้ในธรรมดาไหน  ?     ในปฏิจจสมุปบาท.    ท่านจัดลงในอริยสัจ  ๔   ย่อมแสดงในกิเลสวินัย (วินัยเป็นเหตุกำจัดกิเลส  มีราคะเป็นต้น)     ย่อมไม่ทำให้ขัดแย้งกับธรรมดา      เมื่อเป็นเช่นนี้     ย่อมไม่ทำให้อาสวะ  (มีกามาสวะเป็นต้นเกิดขึ้น)      อรรถใด  ๆ     บาลีใด  ๆ     ย่อมควรกับมหาปเทส  ๔    ย่อมควรด้วยเหตุใด ๆ    ย่อมควรด้วยประการใด  ๆ     ควรถือเอาอรรถและบาลีนั้น ๆ

Posted by : hua
วัน/เวลา : 5/10/2549 16:38:32
[ ๑๙ ]    ผู้ถูกกามปัญหาควรประมวล    ควรเลือกเฟ้นโดยบทว่า    ที่เป็นปัญหามีกี่บท.     ถ้าบททั้งปวงกล่าวอรรถ  (ที่ประสงค์)   อันเดียวก็เป็นปัญหาข้อเดียว       ถ้า ๔ บท  กล่าวอรรถ (ที่ประสงค์)  อันเดียวก็เป็นปัญหาข้อเดียว    ถ้า  ๓  บทหลัง   กล่าวอรรถ  (ที่ประสงค์)   อันเดียวก็เป็นปัญหาข้อเดียว    ถ้า  ๒  บท    กล่าวอรรถ  (ที่ประสงค์)   อันเดียวก็เป็นปัญหาข้อเดียว.      ถ้าบทเดียวกล่าวอรรถ  (ที่ประสงค์)   อันเดียวก็เป็นปัญหาข้อเดียว.       (เมื่อเป็นเช่นนี้   บทนั้นก็เป็นปัญหาข้อเดียว)       ผู้พิจารณาปัญหานั้นควรทราบว่า   “ธรรมเหล่านี้มรอรรถต่างกัน   มีศัพท์ต่างกัน  หรือ อรรถอันเดียวของธรรมเหล่านี้มีศัพท์ต่างกันเท่านั้น”       เหมือนอะไร ?    เหมือนที่เทวดานั้นทูลถามปัญหาพระผู้มีพระภาคว่า

สัตว์โลกถูกอะไรกำจัด      ถูกอะไรแวดล้อม      ถูกลูกศรอะไรเสียบแทง      ถูกอะไรทำให้เร่าร้อนทุกเมื่อ ๑

๔   บทเหล่านี้เป็นคำถาม    อรรถที่ถูกถามด้วย  ๔  ประโยคเหล่านั้น    เป็นปัญหา  ๓  ข้อ.       รู้ได้อย่างไร  ?    รู้ได้เพราะพระผู้มีพระภาคตรัสตอบเทวดาว่า

สัตว์โลกถูกความตายกำจัด     ถูกชราแวดล้อม      ถูกลูกศร คือตัณหาเสียบแทง     ถูกตัณหาทำให้เร่าร้อนทุกเมื่อ๒

๑.   สํ.  ส.   ๑๕/๖๖/๔๕                  ๒.   สํ.  ส.  ๑๕/๖๖/๔๕,   ขุ.  เถร.  ๒๖/๔๔๘/๓๓๗
   
Posted by : hua
วัน/เวลา : 5/10/2549 16:39:47
[ ๒๐ ]    ในคาถาวิสัชนานั้น  ๒  อย่างเหล่านี้คือ    ชราและมรณะ   มีลักษณะเป็นสังขตะแห่งปัญจขันธ์ที่ถูกปรุงแต่ง.      ชรานี้ได้แก่ความเป็นอย่างอื่น (ความเปลี่ยนแปลง)   แห่งการตั้งอยู่.         มรณะ  ได้แก่ความเสื่อมสิ้น.    ในคำข้างต้นนั้น   ชรากับมรณะมีความแตกต่างกันโดยอรรถ.        เพราะเหตุไร ?    เพราะแม้สัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในครรภ์ก็ย่อมตายได้    ซึ่งสัตว์เหล่านั้นยังไม่ทันแก่.           เทวดาทั้งหลายก็ยังมีความตาย   ซึ่งสรีระของเทวดาเหล่านั้นย่อมไม่แก่.         บุคคลอาจจะป้องกันความแก่ได้แต่ไม่สามารถป้องกันความตาย   ยกเว้นผู้มีฤทธิ์ทั้งหลาย     สามารถป้องกันความตายด้วยฤทธิ์ได้.           ส่วนตัณหาที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในคำว่า   “ตณฺหาสลฺเลน  โอติณฺโณ  (ถูกลูกศร คือตัณหาเสียบแทง)”  นั้น      พระอรหันต์ทั้งหลายผู้ปราศจากตัณหาแม้จะแก่แม้จะตายก็ย่อมปรากฏ.       ถ้าว่าตัณหาเหมือนกับชราและมรณะไซร้    เมื่อเป็นเช่นนี้สัตว์ทั้งปวงที่ตั้งอยู่ในความเป็นหนุ่มก็พึงปราศจากตัณหา.        ตัณหาเป็นเหตุแห่งทุกข์   ฉันใด  แม้ชราและมรณะก็เป็นเหตุแห่งทุกข์  ฉันนั้น.       ตัณหาไม่เป็นเหตุแห่งทุกข์   ชราและมรณะก็ไม่เป็นเหตุแห่งทุกข์เหมือนกัน.       (ความจริง)  ตัณหาเป็นเหตุแห่งทุกข์เท่านั้น.       ตัณหาพึงทำลายด้วยมรรค  ฉันใด    แม้ชราและมรณะก็พึงทำลายด้วยมรรค  ฉันนั้น.        ควรหาความเป็นอย่างอื่นด้วยเหตุอันสมควรอื่น ๆ    โดยยุตติความสมควร  (ดังที่กล่าวแล้ว)  นี้.        ถ้าว่าเมื่อยกขึ้นสู่ยุตติ   ย่อมแสดงความเป็นอย่างอื่นโดยอรรถ.        ควรหาความเป็นอย่างอื่นโดยศัพท์.      ธรรมเหล่านี้ที่กล่าวไว้ว่า  “สลฺโล”  ก็ดี “ธูปายนํ”  ก็ดี     มีความเป็นอันเดียวกันโดยอรรถ.       แท้จริงไม่สมควรที่อิจฉากับตัณหาจะต่างกันโดยอรรถ.       เมื่อความประสงค์ด้วยตัณหาไม่เต็มอยู่    ความโกรธและความผูกโกรธย่อมเกิดขึ้นในอาฆาตวัตถุ  ๙  อย่าง.       ความต่างกันโดยอรรถแห่ง  ชรา  มรณะ  และ ตัณหา     ย่อมควรด้วยยุตติความสมควรเช่นนี้.

พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกคำนี้ด้วยชื่อ  ๒  อย่าง   ว่า  “อิจฉา”  บ้าง  “ตัณหา” บ้าง     ด้วยอำนาจแห่งอารมณ์ของวัตถุ     มี  รูปารมณ์เป็นต้นภายนอก.         แท้จริงตัณหาทั้งปวงมีลักษณะเหมือนกันด้วยลักษณะการเหนี่ยวอารมณ์มายึดไว้    เปรียบเหมือนไฟทั้งปวงมีลักษณะเหมือนกันด้วยลักษณะคือความร้อน     แม้จะเหมือนกันเช่นนั้นก็ยังได้ชื่ออื่น ๆ   ว่า  ไฟไหม้  บ้าง   ไฟหญ้า  บ้าง   ไฟสะเก็ดไม้  บ้าง   ไฟโคมัย  บ้าง    ไฟแกลบ  บ้าง    ไฟขยะ  บ้าง    ด้วยอำนาจแห่งเชื้อ.     แท้จริงไฟทั้งปวงมีลักษณะเป็นความร้อนเท่านั้น    ตัณหาทั้งปวงก็เช่นเดียวกัน   มีลักษณะเหมือนกันด้วยลักษณะคือการเหนี่ยวอารมณ์มายึดไว้       แต่ท่านเรียกด้วยชื่ออื่น ๆ  ว่า   อิจฉา  (ธรรมชาติที่ต้องการอารมณ์)  บ้าง    ตัณหา  (ธรรมชาติที่ติดอยู่ในอารมณ์)  บ้าง    สัลละ  (สิ่งที่เสียบแทง)  บ้าง     ธูปยาน (สิ่งที่ทำให้เร่าร้อน)  บ้าง     สริตา  (สิ่งที่ทำให้แล่นไป)  บ้าง      วิสัตติกา  (สิ่งที่ซ่านไป)  บ้าง      สิเนหะ  (ความรัก)  บ้าง        กิลมถะ   (สิ่งที่ทำให้ลำบาก)  บ้าง       ลตา  (สิ่งที่รัดรึงเหมือนเถาวัลย์)  บ้าง       มัญญนา   (ธรรมชาติที่นึกว่าสมบัติของเรา)  บ้าง        พันธะ  (สิ่งที่ผูกไว้)  บ้าง        อาสา  (ธรรมชาติที่ปรารถนา)  บ้าง       ปิปาสา  (ธรรมชาติที่ต้องการดื่มรสในอารมณ์)  บ้าง.          ตัณหาทั้งปวงมีลักษณะเหมือนกันด้วยลักษณะเหนี่ยวอารมณ์มายึดไว้อย่างนี้    สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในเววจนหารวิภังค์ว่า

ความหวัง ความปรารถนา ความยินดียิ่งย่อมมี       ธรรมชาติที่ไหลไปดุจแม่น้ำ      ธรรมชาติที่เป็นที่ตั้งแห่งธาตุเป็นอันมากก็ดี        สิ่งที่เป็นที่เกิดคือโมหมูลก็ดี     สิ่งที่กระซิบก็ดี      ย่อมมี      เราทำตัณหาทั้งปวงพร้อมทั้งรากเหง้าให้สิ้นสุดแล้ว ๑

คำว่า  “อาสา   ปิหา  (ความหวัง  ความปรารถนา)”  เป็นต้นนี้     เป็นคำไวพจน์ของตัณหา       สมดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ๒     ดูก่อนติสสะ   สำหรับผู้ที่ยังไม่ปราศจากราคะ   ยังไม่ปราศจากฉันทะ   ยังไม่ปราศจากความรัก   ยังไม่ปราศจากความกระหาย   ยังไม่ปราศจากความเร่าร้อน  ในรูปขันธ์  (ใช้ชื่อเหล่านี้)   เหมือนเช่นนั้น       สำหรับผู้ที่ยังไม่ปราศจากราคะ   ยังไม่ปราศจากฉันทะ   ยังไม่ปราศจากความรัก   ยังไม่ปราศจากความกระหาย  ยังไม่ปราศจากความเร่าร้อน  ในเวทนาขันธ์   ในสัญญาขันธ์   ในสังขารขันธ์   ในวิญญาณขันธ์  (ใช้ชื่อเหล่านี้).       สูตรทั้งปวงควรขยายความ    คำทั้งปวงที่กล่าวไว้ในสูตรนี้เป็นคำไวพจน์ของตัณหา.       คำอันเรากล่าวไว้เช่นนี้       ย่อมสมควร

Posted by : hua
วัน/เวลา : 5/10/2549 16:40:32
[ ๒๑ ]   ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ทั้งปวง   มีกามตัณหาเป็นปัจจัยและมีสังขารเป็นเหตุ    ความเป็นอย่างนี้ย่อมควร.       ส่วนความเกิดขึ้นแห่งนิพพานทั้งปวง   มีวัตถุกามที่แวดล้อมด้วยกามตัณหาเป็นเหตุ    ย่อมไม่สมควร     ควรหาด้วยเหตุอื่น ๆ   ด้วยยุตติดังที่กล่าวไว้แล้วอย่างนี้

สมดังที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอสุภะแก่บุคคลผู้เป็นราคจริต    เทศนานั้นย่อมสมควร.      ทรงแสดงเมตตาแก่บุคคลผู้เป็นโทสะจริต   ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทแก่บุคคลผู้เป็นโมหะจริต.       ถ้าพระผู้มีพระภาคพึงแสดงเมตตาเจโตวิมุติ   แก่บุคคลผู้เป็นราคะจริตหรือพึงแสดงสุขาปฏิปทา   ทันธาภิญญา   หรือ  สุขาปฏิปทา   ขิปปาภิญญา  หรือ  ปหาน  ที่มีวิปัสสนานำหน้า   เทศนานั้นย่อมไม่สมควร (เพราะไม่เป็นสัปปายะ)      การคล้อยตามแห่งการละราคะ   การคล้อยตามแห่งการละโทสะ   การคล้อยตามแห่งการละโมละ   ทั้งสิ้นย่อมมีโดยนัยดังกล่าวมานี้.      ควรพิจารณาคำทั้งปวงนั้น ด้วยวิจยหาระแล้วประกอบด้วยยุตติหาระ.      ยุตติหาระย่อมมีประมาณเท่ากับอารมณ์ของปัญญา

เทศนาว่า  “พยายาทครอบงำจิตแล้วจะตั้งอยู่แก่ผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตา”  ย่อมไม่สมควร.     เทศนาว่า  “พยาบาทย่อมถึงซึ่งการหายไป  ซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้”   ย่อมสมควร.         เทศนาว่า  “การเบียดเบียนครอบงำจิตแล้วจักตั้งอยู่แก่ผู้มีปกติอยู่ด้วยกรุณา”   ย่อมไม่สมควร.        เทศนาว่า  “การเบียดเบียนย่อมถึงซึ่งการหายไป  ซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้”  ย่อมสมควร.       เทศนาว่า  “ความไม่ยินดีครอบงำจิตแล้วจักตั้งอยู่แก่ผู้มีปกติอยู่ด้วยมุทิตา”  ย่อมไม่สมควร.        เทศนาว่า  “ความไม่ยินดีย่อมถึงซึ่งการหายไป  ซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้”  ย่อมสมควร.        เทศนาว่า  “ราคะครอบงำจิตแล้วจักตั้งอยู่แก่ผู้มีปกติอยู่ด้วยอุเบกขา”  ย่อมไม่สมควร.        เทศนาว่า  “ราคะย่อมถึงซึ่งการหายไป  ซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้”   ย่อมสมควร.        เทศนาว่า  “วิญญาณอันมีการเป็นไปตามซึ่งสังขารนิมิต  ย่อมเป็นไปด้วยอนิจจนิมิตเป็นต้นนั้น ๆ   แก่ผู้มีปกติอยู่ด้วยสมาบัติที่ได้ด้วยการเจริญอนิจจานุปัสสนา”   ย่อมไม่สมควร.            เทศนาว่า “สังขารมีนิจจนิมิตเป็นต้น   ย่อมถึงซึ่งการหายไป  ย่อมถึงซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้”   ย่อมสมควร.            เราย่อมปราศจากการกำหนดว่า  “เป็นเรา”,     เราไม่แลดูว่า “อุปาทานขันธ์นี้เป็นเรา”  (เมื่อไม่แลดูอย่างนั้น)     เทศนาว่า  “ลูกศรคือความสงสัยกล่าวคือวิจิกิจฉาว่า   “เราเป็นอะไร   เราเป็นอย่างไร”   ครอบงำจิตแล้วจักตั้งอยู่แก่เรา”     ย่อมไม่สมควร.

เทศนาอื่นเป็นไฉน  ?     เทศนาว่า  “กามราคะและพยาบาทย่อมเป็นไปเพื่อทุติยฌานอันพิเศษ   แก่ผู้เข้าปฐมฌาน”   ย่อมไม่สมควร.          เทศนาว่า “ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม”  ย่อมสมควร.        อีกอย่างหนึ่ง   เทศนาว่า  “สัญญามนสิการอันเป็นไปพร้อมด้วยวิตกย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม”  ย่อมไม่สมควร.         เทศนาว่า  “ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ทุติยฌานอันพิเศษ”   ย่อมสมควร.          เทศนาว่า  “สัญญามนสิการอันเป็นไปพร้อมด้วยวิตกและวิจารย่อมเป็นไป   เพื่อตติยฌานอันพิเศษ   แก่ผู้เข้าทุติยฌาน”   ย่อมไม่สมควร.           เทศนาว่า “ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม”  ย่อมสมควร.        อีกอย่างหนึ่งเทศนาว่า  “สัญญามนสิการอันเป็นไปพร้อมด้วยอุเบกขาและสุข    ย่อมเป็นไปได้เพื่อความเสื่อม”   ย่อมสมควร.         เทศนาว่า  “ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ตติยฌานอันพิเศษ”  ย่อมสมควร        เทศนาว่า  “สัญญามนสิกาการอันเป็นไปพร้อมด้วยปิติและสุข   ย่อมเป็นไปเพื่อจตุตถฌานอันพิเศษ  แก่ผู้เข้าตติฌาน”  ย่อมไม่สมควร.         เทศนาว่า “ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม”   ย่อมสมควร.          อีกอย่างหนึ่ง  เทศนาว่า  “สัญญามนิการอันเป็นไป พร้อมความหมดจดแห่งสติ  อันอุเบกขาทำให้เกิดขึ้น  ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม”  ย่อมไม่สมควร.         เทศนาว่า  “ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่จตุตถฌานอันพิเศษ”  ย่อมสมควร          เทศนาว่า   “สัญญามนสิการอันเป็นไปพร้อมด้วยอุเบกขา  ย่อมเป็นไปเพื่ออากาสานัฐจายตนฌานอันพิเศษ  แก่ผู้เข้าจตุตถฌาน”  ย่อมไม่สมควร.          เทศนาว่า  “ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม”  ย่อมสมควร        อีกอย่างหนึ่ง เทศนาว่า  “สัญญามนสิการอันเป็นไปพร้อมด้วยอากาสานัญจายตนฌาน”       ย่อมสมควร
 
เทศนาว่า   “สัญญามนสิการอันเป็นไปพร้อมด้วยรูปฌาน    ย่อมเป็นไปเพื่อวิญญานัญจายตนฌานอันพิเศษ    แก่ผู้เข้าอากาสานัญจายตนฌาน”   ย่อมไม่สมควร.         เทศนาว่า  “ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม  ย่อมสมควร.          อีกอย่างหนึ่ง เทศนาว่า  “สัญญามนสิการอันเป็นไปพร้อมด้วยวิญญานัญจายตนฌานย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม”  ย่อมไม่สมควร.           เทศนาว่า “ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ทุติยอรูปฌานอันพิเศษ”  ย่อมสมควร.          เทศนาว่า  “สัญญามนสิการอันเป็นไปพร้อมด้วย อากาสานัญจายตนฌานย่อมไปเพื่ออากิญจัญญายตนฌานอันพิเศษ  แก่ผู้เข้าวิญญานัญจายตนฌาน  ย่อมไม่สมควร         เทศนาว่า  “ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม”  ย่อมสมควร.          อีกอย่างหนึ่ง  เทศนาว่า  “สัญญามนสิการอันเป็นไปพร้อมด้วย อากิญจัญญายตนฌาน  ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม”  ย่อมไม่สมควร.          เทศนา  “ย่อมไปเพื่อประโยชน์แก่ตติยอรูปฌานอันพิเศษ”  ย่อมสมควร           เทศนาว่า  “สัญญามนสิการอันเป็นพร้อมด้วยวิญญานัญจายตนฌาน  ย่อมเป็นไปเพื่อจตุตถอรูปฌานเป็นพิเศษ  แก่ผู้เข้าอากิญจัญญายตนฌาน”  ย่อมไม่สมควร.           เทศนาว่า  “ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม”   ย่อมสมควร.           อีกอย่างหนึ่ง เทศนาว่า  “สัญญามนสิการอันเป็นไปพร้อมด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน  ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม”  ย่อมไม่สมควาร.        เทศนาว่า  “ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่จตุตถอรูปฌานอันพิเศษ”  ย่อมสมควร.          เทศนาว่า  “จิตตุปบาทอันไม่ได้กำหนดสิ่งที่ทำสัญญากิจที่ปรากฏ   ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่สัญญาเวทยิตนิโรธอันพิเศษ  แก่ผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน”   ย่อมไม่สมควร.           เทศนาว่า  “ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม”   ย่อมสมควร.           อีกอย่างหนึ่ง  เทศนาว่า  “สัญญามนสิการอันเป็นไปพร้อมด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธ  ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม”   ย่อมไม่สมควร.         เทศนาว่า  “ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่สัญญาเวทยิตนิโรธ”  ย่อมสมควร          เทศนาว่า  “จิตที่อบรมในสมาบัติที่กล่าวแล้วด้วยความเป็นวสี  ย่อมไม่อดกลั้นซึ่งอภิญญาภินิหาร”  ย่อมไม่สมควร.         เทศนาว่า  “จิตที่อบรมในสมาบัติที่กล่าวแล้วด้วยความเป็นวสี  ย่อมอดกลั้นซึ่งอภิญญาภินิหาร”    ย่อมสมควร

ควรเลือกเฟ้นพระสูตร   กล่าวคือพระไตรปิฏกอันมีองค์   ๙    ด้วยวิจยหาระ  โดยประการทั้งปวงตามธรรมตามวินัย    ตามคำสั่งสอนของพระศาสดาอย่างนี้   แล้วพึงประกอบด้วยยุตติหาระ.      เพราะฉะนั้นพระมหากัจจายนเถระจึงกล่าวว่า  “สพฺเพสํ   หารานํ,   ยา  ภูมิ  โย  จ  โคจโร   เตสํ   (ศัพท์อันเป็นภูมิ   และโคจรกล่าวคืออรรถของสูตรอันใดแห่งหาระทั้งปวง)”    เป็นต้น

ยุตติหาระ ท่านยกจากพระบาลีมาประกอบแล้ว

Posted by : hua
วัน/เวลา : 5/10/2549 16:42:22
๔.   ปทัฏฐานหารวิภังค์

[ ๒๒ ]    ในบรรดาหาระเหล่านั้น   ปทัฏฐานหาระเป็นไฉน  ?        คาถาว่า  “ธมฺมํ  เทเสติ ชิโน  (การพิจารณาเหตุใกล้ของธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง)”  เป็นต้นนั้น       ชื่อว่า   ปทัฏฐานหาระ.        ปทัฏฐานหาระแสดงอะไร  ?     แสดงเนื้อความเหล่านี้   คือ  อวิชชา  มีลักษณะการไม่แทงตลอดสภาพที่แท้จริงของธรรมทั้งปวง.        วิปัลลาส  ๔   เป็นปทัฏฐาน  (เหตุใกล้)  ของอวิชชานั้น.         ตัณหา   มีลักษณะการเหนี่ยวอารมณ์มายึดไว้.     สภาพที่น่ารัก    สภาพที่น่ายินดี   เป็นปทัฏฐาน  (เหตุใกล้)  ของตัณหานั้น.         โลภะ   มีลักษณะปรารถนาอารมณ์.         อทินนาทานเจตนา   เป็นปทัฏฐานของโลภะนั้น.        สุภสัญญา  (สัญญาวิปัลลาสที่กำหนดว่างาม  ในสิ่งที่ไม่งาม)   มีลักษณะการถือเอา   สี   สัณฐาน   และ  อิตถีนิมิต   ปุริสนิมิต.      การไม่สำรวมอินทรีย์เป็นปทัฏฐานของสุภสัญญานั้น.       สุขสัญญา  (สัญญาวิปัลลาสที่กำหนดว่า   สุขในสื่งที่เป็นทุกข์)   มีลักษณะการติดอารมณ์ด้วยผัสสะอันเป็นอารมณ์ของอาสวะ.       อัสสาทะ  (ตัณหาอันเป็นเหตุยินดี)    เป็นปทัฏฐานของสุขสัญญานั้น.        นิจจสัญญา  (สัญญาวิปัลลาสที่กำหนดว่าเที่ยง   ในสิ่งที่ไม่เที่ยง)   มีลักษณะการไม่เห็นธรรมทั้งหลาย   ที่มีสังขตลักษณะ.        วิญญาณ   เป็นปทัฏฐานของอนิจจสัญญานั้น.         อัตตสัญญา  (สัญญาวิปัลลาสที่กำหนดว่าเป็นอัตตา   ในสิ่งที่เป็นอนัตตา)   มีลักษณะการไม่เห็นอนิจจสัญญา   และ ทุกขสัญญา.         นามกาย   เป็นปทัฏฐานของอัตตสัญญานั้น.         วิชชา   มีลักษณะการแทงตลอดธรรมทั้งปวง.     ธรรมที่ควรรู้ทั้งปวงเป็นปทัฏฐานของวิชชานั้น.         สมถะ  (สมาธิ)   มีลักษณะทำลายอุจธัจจะที่ทำให้จิตฟุ้งซ่าน.        อสุภอารมณ์  เป็นปทัฏฐานของสมถะนั้น.         อโลภะ  มีลักษณะการกำจัดความอยากได้.       เจตนาที่เป็นเหตุงดเว้นจากอทินนาทาน  เป็นปทัฏฐานของอโลภะนั้น.          อโทสะ มีลักษณะการไม่เบียดเบียน.   เจตนาที่เป็นเหตุงดเว้นจากปาณาติบาต   เป็นปทัฏฐานของอโทสะนั้น.          อโมหะ   มีลักษณะการแทงตลอดสภาพของอารมณ์.      สัมมาปฏิบัติ  เป็นปทัฏฐานของอโมหะนั้น       อสุภสัญญา  มีลักษณะการถือเอาวินีลกะ   วิปุพพกะ   อสุภะ.       นิพพิทา  (ปัญญาที่เกิดขึ้นเพราะความเบื่อหน่าย)   เป็นปทัฏฐานของอสุภสัญญานั้น.         ทุกขสัญญา   มีลักษณะการกำหนดรู้ผัสสะ  อันเป็นอารมณ์ของอาสวะ.     เวททนา   เป็นปทัฏฐานของทุกขสัญญานั้น.        อนิจจสัญญา   มีลักษณะการเห็นธรรมทั้งหลาย   อันมีสังขตลักษณะ.      ความเกิดและความดับของสังขตธรรมทั้งหลาย  เป็นปทัฏฐานของอนิจจสัญญานั้น.           อนัตตสัญญา   มีลักษณะการใส่ใจสภาพธรรมทั้งปวง.    การจำหมายว่า เป็นเพียงสภาวธรรมเท่านั้น   เป็นปทัฏฐานของอนัตตสัญญานั้น

กามคุณ  ๕   เป็นปทัฏฐานของกามราคะ.       รูปอินทรีย์   ๕    เป็นปทัฏฐานของรูปราคะ.    อายตนะที่  ๖   (มนายตนะ)   เป็นปทัฏฐานของภวราคะ  (ราคะที่ติดอยู่ในภพ)   ความยินดีภพที่ตนเกิด  เป็นปทัฏฐานของอุปาทานขันธ์  ๕.        ปุพเพนิวาสานุสสติ   เป็นปทัฏฐานของญาณทัสสนะ.      สัทธา   มีลักษณะความเสื่อมใส    และ  เป็นปัจจุปัฏฐาน  (อาการที่ปรากฏ)   ของความผ่องใส.   สัทธา  มีลักษณะความเชื่อ.   ความเลื่อมใสอย่างยิ่ง   เป็นปทัฏฐานของความเชื่อนั้น.       ปสาทะ  มีลักษณะความไม่ขุ่นมัว.    สัทธา   เป็นปทัฏฐานของปสาทะนั้น.        วิริยะ  มีลักษณะความพยายาม.     สัมมัปปธาน   เป็นปทัฏฐานของวิริยะนั้น.         สติ   มีลักษณะสนใจในอารมณ์.   สติปัฏฐาน  มีกายเป็นต้น   เป็นปทัฏฐานของสตินั้น.         สมาธิ   มีลักษณะการถือเอาอารมณ์อันเดียวแล้วไม่ซัดส่าย.    ฌานทั้งหลาย  เป็นปทัฏฐานของสมาธินั้น.         ปัญญา   มีลักษณะการรู้โดยประการต่าง ๆ.    สัจจะทั้งหลาย    เป็นปทัฏฐานของปัญญานั้น

อีกนัยหนึ่ง    อโยนิโสมนสิการ   มีลักษณะการทำใจยินดี   (ในธรรมที่เป็นสังโยชน์).    อวิชชา   เป็นปทัฏฐานของ  อโยนิโสมนสิการนั้น.       อวิชชา   มีลักษณะหลงในสัจจะ ๔.   อวิชชานั้น เป็นปทัฏฐานของสังขารทั้งหลาย.         สังขารทั้งหลาย   มีลักษณะการทำให้ถึงภพใหม่  สังขารเหล่านั้น  เป็นปทัฏฐานของวิญญาณ.        วิญญาณ   มีลักษณะการเกิดขึ้นโดยความเป็นมูลของ  อุปปัตติภพ.      นามรูป   มีลักษณะการรวมนามกายและรูปกาย.    นามรูปนั้นเป็นปทัฏฐานของ    สฬายตนะ  (อายตนะ  ๖).   วิญญาณนั้น  เป็นปทัฏฐานของ  นามรูป.        สฬายตนะ  (อายตนะ  ๖)  มีลักษณะเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดของอินทรีย์ทั้งหลาย  มีจักขุเป็นต้น.     สฬายตนะนั้น   เป็นปทัฏฐานของ  ผัสสะ.           ผัสสะ  มีลักษณะเป็นที่ประชุมของ  จักขุปสาท  รูปารมณ์   และ  จักขุวิญญาณ.    ผัสสะนั้น   เป็นปทัฏฐานของเวทนา.         เวทนา  มีลักษณะการเสวยอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์.    เวทนานั้น   เป็นปทัฏฐานของตัณหา.        ตัณหา   มีลักษณะการเหนี่ยวอารมณ์มายึดไว้.   ตัณหานั้น  เป็นปทัฏฐานของ  อุปาทาน.       อุปาทาน   ทำให้เกิด   อุปปัตติขันธ์.   อุปาทานนั้น  เป็นปทัฏฐานของ  ภพ.         ภพ   มีลักษณะการทำให้เกิดนามกายและรูปกาย.    ภพนั้น  เป็นปทัฏฐานของ ชาติ.       ชาติ   มีลักษณะความปรากฏแห่งขันธ์ในเบื้องแรก.  ชาตินั้น  เป็นปทัฏฐานของ  ชรา.         ชรา  มีลักษณะความแก่แห่งอุปธิ   คือ  ขันธ์.    ชรานั้น  เป็นปทัฏฐานของมรณะ.         มรณะ  มีลักษณะการตัดชีวิตินทรีย์.    มรณะนั้น   เป็นปทัฏฐานของ   โสกะ.          โสกะ   กระทำความเร่าร้อนเศร้าโศก.    โสกะนั้น  เป็นปทัฏฐานของ  ปริเทวะ.         ปริเทวะ   กระทำความบ่นเพ้อคร่ำครวญ.    ปริเทวะนั้น   เป็นปทัฏฐานของ   ทุกข์.           ทุกข์    คือความบีบคั้นเบียดเบียนทางกาย.   ทุกข์นั้น   เป็นปทัฏฐานของ  โทมนัส.         โทมนัส    คือความบีดคั้นเบียดเบียนทางใจ.   โทสมัสนั้น  เป็นปทัฏฐานของ   อุปายาส.           อุปายาส   กระทำความเผาลน.   อุปายาสนั้น   เป็นปทัฏฐานของ  ภพ.       ภพนั้น   เป็นปทัฏฐานของ   วัฏสงสาร.        มรรค   มีลักษณะการนำออกจากวัฏสงสาร.    มรรคนั้น  เป็นปทัฏฐานของ     นิพพาน

ความเป็นผู้รู้จักคบกัลยาณมิตร    เป็นปทัฏฐานของงความเป็นผู้รู้จักเจริญภาวนา  ที่ทำให้เกิดปิติในธรรม.        ความเป็นผู้รู้จักเจริญภาวนาที่ทำให้ปิติในธรรม   เป็นปทัฏฐานของความเป็นผู้รู้ประมาณแห่งกรรมฐาน.       ความเป็นผู้รู้ประมาณแห่งกรรมฐาน   เป็นปทัฏฐานของ   ปุพเพกตปุญญตา   (ความเป็นผู้มีบุญที่เคยทำไว้ในกาลก่อน).        ปุพเพกตปุญญตา   เป็นปทัฏฐานของ  ปฏิรูปเทสวาสะ  (การอยู่ในประเทศอันสมควร).       ปฏิรูปเทสวาสะ   เป็นปทัฏฐานของ  สัปปุริสูปนิสสยะ  (การคบสัตบุรุษ).       สัปปุริสูปนิสสยะ   เป็นปทัฏฐานของ   อัตตสัมมาปณิธิ  (การประพฤติตนด้วยดี).        อัตตสัมมาปณิธิ   เป็นปทัฏฐานของ   ศีล.          ศีล    เป็นปทัฏฐานของ   อวิปปฏิสาร  (ความไม่ร้อนใจ).         อวิปปฏิสาร   เป็นปทัฏฐานของ  ปาโมช.         ปาโมช   เป็นปทัฏฐานของ   ปีติ.            ปีติ   เป็นปทัฏฐานของ    ปัสสัทธิ  (ความสงบกายและใจ).       ปัสสัทธิ    เป็นปทัฏฐานของ   สุข.           สุข   เป็นปทัฏฐานของ    สมาธิ.          สมาธิ    เป็นปทัฏฐานของ  ยถาภูตญาณทัสสนะ.         ยถาภูตญาณทัสสนะ   เป็นปทัฏฐานของ   นิพพิทา  (ความเบื่อหน่าย).          นิพพิทา    เป็นปทัฏฐานของ    วิราคะ   (มรรค).           วิราคะ   เป็นปทัฏฐานของ   วิมุตติ  (ผล).         วิมุตติ   เป็นปทัฏฐานของ   วิมุตติญาณทัสสนะ   (ปัจจเวกขญญาณ).      อุปนิสัย (เหตุที่มีกำลัง) ทั้งสิ้น     ปัจจัย  (เหตุที่เหลือ) ทั้งสิ้น     ย่อมมีอย่างนี้.     ทั้งหมดนั้นจัดเป็นปทัฏฐาน.           เพราะฉะนั้นพระมหากัจจายนเถระ จึงกล่าวว่า   “ธมฺมํ   เทเสติ   ชิโน  (การพิจารณาเหตุใกล้ของธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง)”    เป็นต้น

ปทัฏฐานหาระ     ท่านยกจากพระบาลีมาประกอบแล้ว


Posted by : hua
วัน/เวลา : 5/10/2549 16:45:22
๕.   ลักขณหารวิภังค์

[ ๒๓ ]    ในบรรดาหาระเหล่านั้น     ลักขณหาระเป็นไฉน ?       คาถาว่า  “วุตฺตมฺหิ   เอกธมฺเม   (เมื่อท่านกล่าวธรรมอย่างหนึ่ง)”   เป็นต้นนั้น         ชื่อว่า   ลักขณหาระ.     ลักขณหาระกำหนดอะไร  ?     กำหนดดังนี้   คือ    ธรรมเหล่าใดมีลักษณะเหมือนกัน   เมื่อท่านกล่าวธรรมอย่างหนึ่งแห่งธรรมเหล่านั้น    ธรรมที่เหลือก็เป็นอันท่านกล่าวแล้ว.    สมดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย    จักษุเป็นสิ่งที่ไม่ตั้งมั่น   มีขณะสั้น   มีขณะน้อย   มักเสื่อมเสีย   เป็นศัตรู    เป็นทุกข์    มีการเสียไป    หวั่นไหว   เหมือนผู้แสดง    มีการปรุงแต่ง    เป็นผู้ฆ่า    อยู่ท่ามกลางศัตรู.       เมื่อท่านกล่าวจักษุในสูตรนี้แล้ว   ก็เป็นอันกล่าวอายตนะภายในที่เหลือด้วย.    เพราะเหตุไร  ?     เพราะว่า   อายตนะภายใน  ๖    ทั้งปวงมีลักษณะเหมือนกันโดยสภาพเป็นผู้ฆ่า.       และสมดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า

ดูก่อนราธะ    เธอจงเป็นผู้เพ่งเล็งในรูปขันธ์ที่เป็นอดีต.    อย่ายินดีรูปขันธ์ที่เป็นอนาคต.     จงปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย   เพื่อความคลายกำหนัด   เพื่อความดับ   เพื่อการสละ   เพื่อการพ้นรูปขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน.๑        เมื่อท่านกล่าวรูปขันธ์ในสูตรนี้แล้ว  ก็เป็นอันกล่าวขันธ์ที่เหลือด้วย.     เพราะเหตุไร  ?    เพราะว่าปัญจขันธ์ทั้งปวงท่านกล่าวว่า  มีลักษณะเหมือนกันโดยสภาพความเป็นผู้ฆ่า   ในยมโกวาทสูตร.๒               และสมดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า

  กายคตาสติ   (สติที่ประกอบด้วยวิปัสสนาญาณ    อันมีรูปกายเป็นอารมณ์)     อันชนเหล่าใดเพียรพยายามดีแล้วเป็นนิจ        ชนเหล่านั้นย่อมไม่เสพกิจที่ไม่ควรทำ        เป็นผู้มีปกติกระทำอย่างต่อเนื่องในกิจที่ควรทำ  (คือ การเจริญกรรมฐาน)๓

๑.   สํ.  ข.  ๑๗/๙,๗๙/๑๖,๗๑,   สํ.  สฬา.  ๑๘/๑๐–๑๒/๕          ๒.  สํ.  ข.  ๑๗/๘๕/๘๗,๙๒
๓.   ขุ.  ธ.  ๒๕/๒๙๓/๖๗
Posted by : hua
วัน/เวลา : 5/10/2549 16:47:17

เมื่อท่านกล่าว    กายคตาสติ  (สติที่ประกอบด้วยวิปัสสนาญาณ   อันมีรูปกายเป็นอารมณ์)   ในคาถานี้แล้ว     เวทนาคตาสติ   (สติที่ประกอบด้วยวิปัสสนาญาณ   อันมีเวทนาเป็นอารมณ์)      จิตตคตาสติ   (สติที่ประกอบด้วยวิปัสสนาญาณ   อันมีจิตเป็นอารมณ์)       และ ธัมมคตาสติ  (สติที่ประกอบด้วยวิปัสสนาญาณ    อันมีธรรมเป็นอารมณ์)   ก็เป็นอันท่านกล่าวแล้ว.     เหมือนเช่นนั้น  เมื่อท่านกล่าว   “เห็นรูปายตนะอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี”      ดังนี้แล้วรูปที่เหลือซึ่งจัดอยู่ในธัมมารมณ์ที่รู้ได้ด้วย มโนวิญญาณ    ก็เป็นอันท่านกล่าวแล้ว.     และสมดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า

๔ดูก่อนภิกษุ    เพราะเหตุนั้นเธอจงเป็นผู้พิจารณาดูกายในรูปกาย    มีความเพียร   มีสัมปชัญญะ  มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก   อยู่ในศาสดานี้.     ท่านกล่าววิริยินทรีย์ด้วยคำว่า   “อาตาปี”     กล่าวปัญญินทรีย์ด้วยคำว่า  “สมฺปชาโน”      กล่าวสตินทรีย์ด้วยคำว่า  “สติมา”      กล่าวสมาธินทรีย์ด้วยคำว่า   “วิเนยฺยโลเก   อภิชฺฌาโทมนสฺสํ”.       สติปัฏฐาน  ๔  ย่อมถึงความบริบูรณ์แห่งภาวนา  แก่บุคคลผู้พิจารณาดูกายในรูปกายอย่างนี้อยู่.        เพราะเหตุไร ?     เพราะอินทรีย์ทั้ง  ๔     มีลักษณะเหมือนกัน

๔.   สํ.  มหา.  ๑๙/๓๖๙,๔๑๓/๑๒๕,๑๖๔

Posted by : hua
วัน/เวลา : 5/10/2549 16:49:20
[ ๒๔ ]    เมื่อเจริญสติปัฏฐาน  ๔  แล้ว     สัมมัปปธาน  ๔   ย่อมถึงความบริบูรณ์แห่งภาวนา.       เมื่อเจริญสัมมัปปธาน  ๔  แล้ว   อิทธิบาท  ๔   ย่อมถึงความบริบูรณ์แห่งภาวนา.       เมื่อเจริญอิทธิบาท  ๔  แล้ว  อินทรีย์  ๕   ย่อมถึงความบริบูรณ์แห่งภาวนา.         เมื่อเจริญอินทรีย์  ๕  แล้ว   พละ  ๕   ย่อมถึงความบริบูรณ์แห่งภาวนา.         เมื่อเจริญ   พละ  ๕  แล้ว  โพชฌงค์  ๗   ย่อมถึงความบริบูรณ์แห่งภาวนา.         เมื่อเจริญโพชฌงค์  ๗   แล้ว  อริยมรรคอันมีองค์  ๘  ย่อมถึงความบริบูรณ์แห่งภาวนา.        โพธิปักขิยธรรมทั้งปวง   อันเป็นธรรมที่ตรัสรู้  (อริยสัจ ๔)    มีลักษณะเหมือนกัน  โดยลัฏษณะที่ออกจากวัฏฏะ.      โพธิปักขิยธรรม ๓๗  ประการเหล่านั้น   ย่อมถึงความบริบูรณ์แห่งภาวนา   ฉันใด).

แม้อกุศลธรรมทั้งหลาย    ก็ถึงซึ่งการหายไป    การตั้งอยู่ไม่ได้    เพราะมีลักษณะเหมือนกัน  ฉันนั้น.       เมื่อเจริญสติปัฏฐาน  ๔  แล้ว   วิปัลลาส  ๔  ย่อมหายไป.      แม้อาการ  ๔  ของวิปัลลาสนั้น   ย่อมถึงการกำหนดรู้    เป็นผู้ไม่มีความยึดมั่นด้วยอุปาทาน  ๔   เป็นผู้ปราศจากการประกอบด้วยโยคะทั้งหลาย     เป็นผู้ไม่ประกอบกับคันถะทั้งหลาย   เป็นผู้ไม่มีอาสวะด้วยอาสวะทั้งหลาย     เป็นผู้ข้ามพ้นโอฆะทั้งหลาย    และ  เป็นผู้ที่ปราศจากลูกศรด้วยลูกศรทั้งหลาย  มีตัณหาเป็นต้น.       แม้วิญญาณฐิติทั้งหลาย    ก็ย่อมถึงการกำหนดรู้แก่บุคคลนั้น    ย่อมไม่ถึงซึ่งอคติ   ด้วยการถึงสิ่งที่ไม่ควรถึง.       แม้อกุศลธรรมทั้งหลายก็ย่อมถึงซึ่งการหายไป    การตั้งอยู่ไม่ได้     เพราะมีลักษณะเหมือนกันอย่างนี้.

ท่านแสดงรูปอินทรีย์ในเทศนาใด    ก็เป็นอันแสดง    รูปธาตุ    รูปขันธ์     และ  รูปายตนะ   ในเทศนานั้นเอง.        ท่านแสดงสุขเวทนาในเทศนาใด   ก็เป็นอันแสดง  สุขินทรีย์    โสมนัส

Posted by : hua
วัน/เวลา : 5/10/2549 16:51:08
guest
Posted by : guest
วัน/เวลา : 25/6/2559 22:04:14
เนตติปกรณ์แปล (จบบริบูรณ์)
https://ballwarapol.github.io/netti/index.html
Posted by : เนตติปกรณ์แปล
วัน/เวลา : 4/9/2559 15:02:42
แสดงความคิดเห็น
ข้อความ
รูปภาพ
ชื่อ
อีเมล์
ให้ใส่เป็นตัวเลขอารบิก