กรณียเมตตสูตร

เสียงสวดมนต์โดย
พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ ป.ธ ๙)
วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
กราบอนุโมทนา

สวดมนต์แปลฉบับหลวง

 

กรณียมตฺถกุสเลน ยนฺตํ สนฺตํ ปทํ อภิสเมจฺจ
กิจกันใดอันพระอริยเจ้า บรรลุบทอันระงับกระทำแล้ว กิจนั้นอันกุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์พึงกระทำ

สกฺโก อุชู จ สุหุชู จ
กุลบุตรนั้นพึงเป็นผู้อาจหาญ และซื่อตรงดี

สุวโจ จสฺส มุทุ อนติมานี
เป็นผู้ว่าง่าย อ่อนโยน ไม่มีอติมานะ

สนฺตุสฺสโก จ สุภโร จ
เป็นผู้สันโดษ เลี้ยงง่าย

อปฺปกิจฺโจ จ สลฺลหุกวุตฺติ
เป็นผู้มีกิจธุระน้อย ประพฤติเบากายจิต

สนฺตินฺทฺริโย จ นิปโก จ
มีอินทรีย์อันระงับแล้ว มีปัญญา

อปฺปคพฺโภ กุเลสุ อนนุคิทฺโธ ฯ
เป็นผู้ไม่คะนอง ไม่พัวพันในสกุลทั้งหลาย

น จ ขุทฺทํ สมาจเร กิญฺจ เยน วิญฺญู ปเร อุปวเทยฺยุ ํ
วิญญูชนติเตียนชนทั้งหลายอื่นได้ด้วยกรรมอันใด ไม่พึงประพฤติกรรมอันนั้นเลย (พึงแผ่ไมตรีจิตไปในสัตว์ทั้งหลายว่า)

สุขิโน วา เขมิโน โหนฺต สพฺเพ สตฺตา ภวนฺตุ สุขิตตฺตา
ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้มีสุข มีความเกษม มีตนถึงความสุขเถิด

เย เกจิ ปาณภูตตฺถิ
สัตว์มีชีวิตทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่

ตสา วา ถาวรา วา อนวเสสา
ยังเป็นผู้สะดุ้งอยู่ (คือมีตัณหาอยู่) หรือเป็นผู้มั่นคง (ไม่มีตัณหา) ทั้งหมดไม่เหลือ

ทีฆา วา เย มหนฺตา วา มชฺฌิมา รสฺสกา อณุกถูลา
และสัตว์เหล่าใดมีกายยาวหรือใหญ่ ปานกลางหรือสั้น หรือผอมพี

ทิฏฺฐา วา เย จ อทิฏฺฐา
เหล่าใดที่เราเห็นแล้วหรือมิได้เห็น

เย จ ทูเร วสนฺติ อวิทูเร
เหล่าใดอยู่ในที่ไกลหรือที่ไม่ไกล

ภูตา วา สมฺภเวสี วา
ที่เกิดแล้วหรือแสวงหาภพที่เกิดก็ดี

สพฺเพ สตฺตา ภวนฺตุ สุขิตตฺตา
ขอสัตว์ทั้งปวงนั้นจงเป็นผู้มีตนถึงความสุขเถิด

น ปโร ปรํ นิกุพฺเพถ
สัตว์อื่นไม่พึงข่มเหงสัตว์อื่น

นาติมญฺเญถ กตฺถจิ นํ กิญฺจิ
อย่าพึงดูหมิ่นอะไรในที่ไรๆเลย

พฺยาโรสนา ปฏีฆสญฺญา
ไม่ควรปรารถนาทุกข์แก่กันและกันเพราะความกริ้วโกรธ

นาญฺญมญฺญสฺส ทุกฺขมิจฺเฉยฺย ฯ
และเพราะความคุมแค้น

มาตา ยถา นิยํ ปุตฺต
มารดาถนอมบุตรคนเดียวผู้เกิดในตน

อายุสา เอกปุตฺตมนุรกฺเข
แม้ด้วยยอมพร่าชีวิตได้ ฉันใด

เอวมฺปิ สพฺพภูเตสุ
กุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์พึงเจริญเมตตามีในใจ

มานสมฺภาวเย อปริมาณํ
ไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งปวงแม้ฉันนั้น

เมตฺตญฺจ สพฺพโลกสฺมึ
บุคคลพึงเจริญเมตตามีในใจไม่มีประมาณ

มานสมฺภาวเย อปริมาณํ
ไปในโลกทั้งสิ้น

อุทฺธํ อโธ จ ติริยญฺจ
ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องเฉียง

อสมฺพาธํ อเวรํ อสปตฺตํ
เป็นธรรมอันไม่คับแคบไม่มีเวร ไม่มีศัตรู

ติฏฺฐญฺจรํ นิสินฺโน วา
ผู้เจริญเมตตาจิตนั้นยืนอยู่ก็ดี เดินไปก็ดี นั่งอยู่ก็ดี

สยาโน วา ยาว ตสฺส วิคตมิทฺโธ
นอนแล้วก็ดี เป็นผู้ปราศจากความง่วงเพียงใด

เอตํ สตึ อธิฏฺเฐยฺย
ก็ตั้งสติอันนั้นไว้เพียงนั้น

พฺรหฺมเมตํ วิหารํ อิธมาหุ
บัณฑิตกล่าวกิริยาอันนี้ เป็นพรหมวิหารในพระศาสนานี้

ทิฏฺฐิญฺจ อนุปคมฺม
บุคคลที่มีเมตตา ไม่เข้าถึงทิฐิ

สีลวา ทสฺสเนน สมฺปนฺโน
เป็นผู้มีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยทัศนะ (คือ โสดาปัตติมรรค)

กาเมสุ วิเนยฺย เคธ
นำความหมกมุ่นในกามทั้งหลายออก

น หิ ชาตุ คพฺภเสยฺยํ ปุนเรตีติ ฯ
ย่อมไม่ถึงความนอน(เกิด)ในครรภ์อีกโดยแท้ทีเดียวแล ฯ

 

ตำนาน กรณียเมตตสูตร

ตำนาน กรณียเมตตสูตร มีเรื่องเล่าว่า ครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ มีภิกษุหมู่หนึ่ง ประมาณ ๕๐๐ รูป รับเรียนพระกรรมฐานในพุทธสำนัก แล้วทูลลาไปเจริญสมณธรรมในปัจจันตชนบทแห่งหนึ่ง เข้าพักอยู่ในป่าใหญ่ ในป่านั้นท่านว่ามีรุกขเทวดาสิงอยู่ พอพระเข้าพัก พวกเทวดาก็ต้องหนีไปอยู่ที่อื่น เพราะพระเป็นผู้ทรงศีล พวกเทวดาได้รับความลำบากมาก ต่างก็บ่นกันต่างๆ นานา เดิมก็คิดว่า พระคงจะพักสัก ๒-๓ คืน แต่พระท่านจะอยู่เจริญสมณธรรม พวกเทวดาปราถนาจะให้ท่านไปโดยอุบาย จึงแสดงภาพหลอกหลอนต่างๆ ส่งเสียงโหยหวนน่าหวาดเสียว ให้ไอ ให้จาม พระภิกษุเหล่านั้นใจไม่ปกติ หวาดกลัวอยู่ ทั้งไอ ทั้งจาม ก็พากันกลับมาเฝ้าพระพุทธองค์ กราบทูลให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ทรงแนะให้ภิกษุเหล่านั้นเจริญเมตตา คือ สวดกรณียเมตตสูตรแล้ว ส่งพระเหล่านั้นกลับไปอีก คราวนี้ไปถึงก็เจริญกรณียเมตตสูตร พวกเทวดาได้ฟังพระสูตรนี้แล้วเกิดเมตตาจิต ขวนขวายเพื่อความสุขของพระภิกษุเหล่านั้น พระภิกษุเหล่านั้นได้สัปปายะ เจริญสมณธรรม บรรลุอรหัตเป็นพระอรหันต์ทั่วกัน

เพราะเรื่องนี้เองเป็นเหตุ จึงมีธรรมเนียมว่า เมื่อเดินผ่านศาลเจ้าหรือศาลเทพารักษ์ หรือไม้วันบดีที่มีประชาชนนับถือบูชา คนทั้งหลายต้องกราบไหว้ แต่ถ้าเป็นพระภิกษุต้องทำสามีจิกรรมเจริญเมตตา คือต้องสวดกรณียเมตตสูตร แม้คฤหัสถ์จะเจริญเมตตาด้วยก็ได้ ยงถือเป็นธรรมเนียมอยู่บัดนี้ เรียกว่ามนต์ขับผีก็ได้


สิบสองตำนาน
: ท.ธีรานันท์
 


[download]