ทุกข์ใจเรื่องลูก

พระมหาประดิษฐ์  จิตฺตสํงวโร



 

ปุจฉา     :        ทุกวันนี้ดิฉันมีความกังวลจนกินไม่ได้ นอนไม่ค่อยหลับเป็นทุกข์ใจกับลูกชายและลูกสาวซึ่งเป็นวัยรุ่น เริ่มแสดงนิสัยเกเร ชอบเที่ยวกลางคืน หนีเรียนเป็นประจำ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย มักมั่วสุมกับเพื่อนๆ ชอบก่อปัญหาหนักอกหนักใจให้พ่อแม่เป็นประจำ และไม่ค่อยเชื่อฟังคำสอนคำตักเตือนของพ่อแม่ กราบเรียนถามพระอาจารย์ว่าดิฉันควรจะทำอย่างไรในปัญหานี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องทุกข์กังวลใจอีกต่อไป ขอท่านช่วยเมตตาด้วยเจ้าค่ะ?

 

วิสัชชนา:        ธรรมดาทุกข์ของพ่อแม่มี ๓ อย่าง ๑.ทุกข์เพราะไม่มีลูก ๒.ทุกข์เพราะลูกตาย ๓.ทุกข์เพราะลูกเกเรชั่ว  หากทุกข์เพราะลูกเกเร ดื้อ ไม่เอาถ่าน ชั่ว ไม่ได้ดั่งใจ ดูจะเป็นทุกข์ที่สุดของผู้เป็นพ่อแม่ ยิ่งมีลูกที่เป็นวัยรุ่นสมัยนี้ด้วยแล้วพ่อแม่ต้องทำใจให้ดี เพราะปัญหานี้บอบบาง หากแก้ไม่ถูกอาจยิ่งลุกลามบานปลาย ลูกหยิงลูกชายหนีเตลิดเปิดเปิงตกหลุมตกเหวได้ง่ายๆ  ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจเด็กแบบชนิด “ถอดเอาหัวใจเขามาใส่หัวใจเรา” คิดย้อนไปถึงตอนที่เราเป็นวัยรุ่น แล้วค่อยหาสาเหตุว่าทำไมลูกเราถึงเป็นเช่นนี้ สาเหตุสำคัญ ๓ ประการที่ทำให้ลูกดื้อ เกเร แหกคอก และนิสัยไม่ดี คือ

              
๑.ขาดความอบอุ่น ๒.ขาดที่พึ่ง ๓.ขาดคนเข้าใจ

๑. ขาดความอบอุ่น   เราให้ความอบอุ่นกับเขาดีแค่ใหนหรือปล่อยปละละเลยไม่สนใจทิ้งให้แต่พี่เลี้ยงคอยดูแล หรือเข้าค่ายเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยเงินหรือเปล่า ไม่เหลี่ยวแลใส่ใจ แต่พอทำผิดมาก็เอาแต่ด่า ทำโทษ ทับถมซ้ำเติม  ไม่ค่อยมีเวลาให้เขา มัวแต่ทำงานและเข้าสังคมจนลืมกลองดวงใจทิ้งไว้ที่บ้าน เด็กวัยรุ่นที่เสียคนส่วนมากรับสารภาพว่า “เขาขาดความอบอุ่นในครอบครัว”  “พ่อแม่ไม่สนใจ”

๒. ขาดที่พึ่ง  เด็กวัยรุ่นส่วนมากต้องการที่พึ่งทางใจ เพราะเขายังใหม่ต่อโลกมักมีปัญหา สงสัย อยากรู้อยากเห็นอยากลอง อยากเท่ห์ เป็นวัยที่หัวเลี้ยวหัวต่อที่พ่อแม่ต้องดูแลเป็นพิเศษ หากพ่อแม่เป็นที่พึ่งให้เขาไม่ได้ ก็หันไปหาเพื่อน หันไปพึ่งยาเสพติด พึ่งแหล่งบันเทิงเริงรมย์ ด้วยคิดว่านี่เป็นที่พึ่งที่สบายใจ

๓. ขาดคนเข้าใจ  “พ่อไม่เข้าใจตุ้ม” “แม่ไม่เข้าใจผม” คือคำพูดที่วัยรุ่นนิยมมากก่อนหนีออกจากบ้าน ช่องว่างระหว่างวัย การคุยกันคนละภาษา ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน และบางครั้งความรักความห่วงใยที่พ่อแม่ให้มากเกินไป อาจทำให้เขารำคาญหงุดหงิดเหมือนถูกลิดรอนอิสระเสรีภาพเพราะเข้าใจคนละอย่างกับ  

“ความรักความเข้าใจคือสายใยของครอบครัว” 

                ถ้าเราพยายามทำความเข้าใจเขาและเอาใจเขามาใส่ใจเรา แล้วค่อยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหาเหตุของปัญหา และค่อยๆแก้ใขมันไปด้วยเหตและผลโดยไม่ใช้อารมณ์กับเด็ก และสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นในครอบครัว  บางครั้งเราต้องผ่อนปรนและปล่อยเขาบ้าง ให้เขาได้ทำอะไรตามจิตนาการ ให้เขาได้ออกไปเที่ยวในโลกกว้าง เดี๋ยวเขาจะคิดได้เอง เขาจะคิดถึงบ้านคิดถึงพ่อแม่ เพราะอยู่ที่ใหนก็ไม่สุขใจเท่าอยู่บ้านที่อบอุ่น

                จงจำคาถาในการเลี้ยงลูกบทนี้ไว้ให้ดี จงภาวนาทุกวัน และปัญหาของโยมจะคลี่คลายลงได้

“น้ำเย็น   หมูยอ   กอไผ่   ใส่เตา ๆๆๆๆๆๆๆๆ” ไม่ต้องตั้งนะโม ภาวนาวันละ ๙ จบ ทำจิตให้สงบตั้งมั่น

น้ำเย็น  อากาศร้อนหากได้น้ำเย็นสักแก้วจะสบายและผ่อนคลายมาก วัยรุ่นเป็นวัยร้อน ร้อนมาต้องเย็นไป เราต้องใช้น้ำเย็นเข้าลูบพูดจาด้วยอารมณ์เยือกเย็นไม่วู่วาม ไม่ด่าว่าด้วยถ้อยคำที่รุนแรงหยาบคาย และไม่ด่วนลงโทษเมื่อเขาทำผิดครั้งแรก เราต้องชี้แจงให้ลูกฟังด้วยเหตุผล ด้วยจิตเมตตา แสดงอาการเห็นอกเห็นใจ แนะนำไปว่าอะไรควรไม่ควร เด็กจะเกิดความอบอุ่นว่าพ่อแม่ตักเตือนสั่งสอนด้วยความรักอย่างจริงใจ

หมูยอ  คำชมหรือคำยอใครก็ชอบยิ่งเด็กๆยิ่งชอบใหญ่ พ่อแม่ต้องรู้จักยอลูกบ้าง ถ้าทำความดีควรมีรางวัลให้ จะเป็นคำชม ยกย่อง พาไปเที่ยว หรือให้ในสิ่งที่เขาต้องการ จะเป็นกำลังใจให้เขาเป็นเด็กดีต่อไป

กอไผ่  “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องก็ต้องทำโทษใช้ไม้เรียวกำหราบบ้าง จะไดเข็ดจำไม่ทำผิด ไม่ดื้อไม่ซนซ้ำอีกแต่ต้องระวัง               ๑.ต้องไม่ตีลูกด้วยอารมณ์โกรธและรุนแรง

๒.ไม่ตีลูกโดยไม่รู้ความผิด 

๓. ถ้าไม่จำเป็นอย่าตี เพราะการตีอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด

ใส่เตา  เมื่อเราเฝ้าพร่ำสอนและทำทุกวิถีทางแล้วแต่เขาไม่ได้ดีขึ้นหรือไม่ได้ปรับปรุงตัวขึ้นเลย ก่อนจะใช้วิธีสุดท้ายนี้ ลองใช้วิธีของพระพุทธเจ้าที่สอนพระฉันนะ ที่ดื้อรั้นสอนไม่ฟัง  คือ การลงทัณฑกรรม หรือคว่ำบาตร ไม่สนใจใยดี ปล่อยวางอารมณ์ ขนาดพระพุทธเจ้ายังสอนไม่ได้ทุกคนเลย ประสาอะไรกับเราปุถุชน ใส่เตาเผาสะเลย แค่เลือดก้อนเดียว อุตส่าห์เลี้ยงให้เป็นคนดีแต่ไม่อยากดีก็ช่วยไม่ได้ ปล่อยไปตามเวรกรรมเขาต้องมีโลกของเขาที่ต้องเผชิญเมื่อเขาเลือกวิถีชีวิตของเขาเช่นนั้นก็จงให้อิสระในการเลือกแก่เขา

ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว   แต่ก่อนจะใส่เตาเผาเราต้องไว้อาลัยด้วยการระลึกถึงหน้าที่ของความเป็นพ่อแม่ ว่าเราได้ทำเต็มที่ หรือทำได้ดีพอหรือยัง หน้าที่ ๒ อย่าง  คือหน้าที่ทางกาย กับหน้าที่ทางใจ

 

หน้าที่ทางกาย                                                                                                      หน้าที่ทางใจ

๑. สอนลูกไม่ให้ทำชั่ว   
๑.พาลูกเข้าวัดเพื่อศึกษาพระธรรมคำสอน

๒.แนะนำให้ลูกทำความดี
๒.ชักจูงลูกสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน

๓.ส่งเสริมให้เขาได้เล่าเรียนตามสติปัญญาและใจรัก
๓.ชักนำลูกให้รักษาศีล

๔.ช่วยเลือกคู่ครองที่เหมาะสมให้เขา 
๔.ชักนำลูกให้ได้ฝึกสมาธิเจริญจิตตภาวนา

๕.แบ่งทรัพย์มรดกให้ในสมัยอันควร 
๕.ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้เขาตั้งแต่เด็ก

หากเราได้ทำหน้าที่มาอย่างสมบูรณ์ดีแล้ว ส่วนเขาจะเป็นไปอย่างที่เราหวังหรือไม่ ได้ดั่งใจหรือไม่ มันก็สุดแล้วแต่วาสนาโชคชะตาเวรกรรมของเขา ส่วนเราก็ต้องอุเบกขา คือปล่อยวางลงให้ได้ หากคิดมากไปก็รังแต่ทุกข์กังวลใจเปล่าๆ

อ้อ....ว่างๆก็ลองสวดมนต์ ปฏิบัติกรรมฐาน แผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ลูกบ้าง เผื่อบางทีอาจช่วยได้

 

...........................................................

ท้ายนี้ขอน้อมถวายบุญกุศลจากธรรมบรรยายนี้ เป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าบรมราชินีนาถ ผู้เป็นพระแม่เจ้าของชาวไทยทั้งชาติ ขอให้พระองค์จงทรงพระเจริญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน มีพระพลานามัยสมบูรณ์ เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดกาลนาน

                ขออุทิศส่วนกุศลจากธรรมมะบรรยายชุดนี้แด่แม่ผู้เป็นที่รักยิ่งของลูกๆทุกคน

                ขอให้เมล็ดพันธ์แห่งความกตัญญูจงได้เจริญพันธ์เบ่งบานและงอกงามในดวงใจของคนไทยทั้งประเทศ

                                                                                                                                สาธุ  ขอบุญรักษา ธรรมะคุ้มครอง