กลุ้มใจเรื่องแม่..

พระมหาประดิษฐ์  จิตฺตสํงวโร



 

“เกลียดแม่ตัวเอง”

แม่เราเป็นคนโมโหร้ายตั้งแต่เรายังเด็ก พอเราทำอะไรที่ไม่ถูกใจก็จะโดนว่า เราเคยสอบเข้าโรงเรียนที่แม่อยากให้เข้าไม่ได้ ก็ทะเลาะกับแม่ โดนแม่ตบหน้า แต่ตอนนี้ แม่เราไม่ค่อยโมโหร้ายมากแล้ว แต่จะพูดย้ำเสมอว่าในทำนองที่ว่าเราเป็นลูกที่ไม่ดี ทำให้แม่เสียใจ เรารู้สึกว่าแม่เราเป็นแม่มด ทำอะไรให้ใคร ไม่ค่อยมีความจริงใจ เบื้องหน้า ก็ดูธรรมะ ธัมโม แต่เบื้องหลังยังโลภไม่รู้จักจบสิ้น แม่ส่งเราเรียนเมืองนอก ในที่ที่ดีแต่บางครั้งเราไม่แน่ใจว่าที่แม่ทำไป เพราะแม่อยากให้เรามีความสุข หรือเพราะทำเพื่อตัวแม่เอง ที่จะได้อวดคนอื่นได้ว่าลูกเป็นนักเรียนนอก เพื่อความมีหน้ามีตาในสังคม แม่เราไม่เคยฟังอะไรที่เราพูดเรา แม่จะคิดเรื่องอะไรในหัวไม่รู้ตลอดเวลา บางครั้งเราอธิบายบางอย่างไปหลายครั้งแล้ว แม่ก็วกกลับมาถามเรื่องเดิมอีก แม่ไม่เคยมีสมาธิกับตัวเลย แต่แม่ชอบคิดว่าตัวเองปลงได้แล้ว แต่ทุกทีที่มีเรื่องเงินอะไรเข้ามา แม่ก็โลภอยากจะได้เพิ่มอีก เราไม่ชอบในสิ่งที่แม่เราเป็นเลย มีคนบอกว่าแม่รักลูกแบบไม่มีข้อแม้ แต่บางเวลาทำไมเราผิดพลาดในชีวิตแม่ก็จะพยายามขุดมันมาพูดเสมอว่าเราเป็นลูกที่ทำให้แม่ทุกข์ใจ เราไม่อยากโกรธเกลียดแม่เลย แต่เรารู้สึกว่าเราไม่เคยมีความรู้สึกเลยว่าตัวเองมีแม่ เพราะแม่ไม่เคยให้ความรู้สึกที่อบอุ่นกับเราเลย ทำให้เราไม่ผูกพันกับแม่ ทำยังไงเราถึงจะรักแม่ได้นะ เราทุกข์ใจมากๆเลย บางทีพยายามคิดว่ายังไงเค้าก็เป็นแม่เรา การเกลียดแม่เป็นสิ่งที่บาป เกลียดแล้วทำให้เราทุกข์ใจ แต่ทำไมเรายังห้ามใจตัวเองไม่ได้ เวลาแม่พูดอะไรมากระทบกับเรา เรารู้ว่าเราเลวมากที่คิดอย่างงี้ แต่ทำยังไงจะห้ามความคิดได้ ช่วยด้วย

                                                                                                                                                                                จากแอนนา

  

“อยู่กับแม่แล้วไม่สบายใจ”

หนูอยู่ใกล้ชิดแม่มากที่สุด แม้จะพยายามทำดี คิดดี พูดดีแล้ว แต่มีบ้างที่ท่านไม่พอใจ ก็มักจะถูกด่าว่า ทำให้หนูไม่สบายใจมาก (แม่เกิดจากครอบครัวคนจีนและมักจะถูกด่าว่าจากอาม่า หนูอยากให้ท่านพูดกับหนูดี ๆ ท่านเคยบอกว่าท่านโดนมาเยอะกว่าหนู หนูควรจะทำอย่างไรดีค่ะ

                                                                                                                                                               จากลูกแม่ 

 

“กลุ้มใจเรื่องแม่เหมือนกัน”

เรามีแม่แก่แล้ว อายุ 72 ยังไม่หลง เพียงแต่บางครั้ง ไม่มีสติสัมปชัญญะในการคิด พูด กระทำ อาจเรียกว่าเป็นอนุสัยนอนเนื่องมาแต่อดีตก็ได้ สิ่งที่แม่ชอบทำคือ นินทาคนอื่น โมโหง่าย เอาแต่ใจตัวเอง บางครั้งเหมือนเห็นแก่ตัว กินยาก อยู่ยากทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ลำบากอะไร เอาใจยาก ขี้บ่น และอยากเห็นตนเองสำคัญเสมอ ชอบคำชม สิ่งที่ดีในตัวแม่คือขยันทำงานให้คนอื่นเพื่อคำชม แม่จะทำเพื่อให้คนมองว่าทำดี ทำงานมาก แต่กับงานในบ้านลูก ไม่เคยอยากทำ ความขัดแย้งที่มีต่อกันเสมอระหว่างแม่กับลูก การทะเลาะเบาะแว้งกับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ทำให้เราเบื่อ บางครั้งไม่อยากพูดด้วย แต่ก็ถูกเรียกร้องความสนใจ หรือว่าคนสูงอายุจะเป็นเช่นนี้ทุกคน ไม่อยากให้ใครที่แก่ตัวเป็นเช่นนี้ เราเองก็คงต้องแก่ แต่แน่ใจว่าจะไม่เป็นเช่นนี้ เพราะอย่างน้อยหนังสือธรรมะ และการปฏิบัติธรรมก็น่าจะช่วยได้ เสียดายที่แม่อ่านหนังสือไม่ออกและไม่ชอบฟังธรรม จึงอาจทำให้ท่านเป็นเช่นนี้

                                                                                                                                                 จากดวงดาว 

                ข้อความข้างบนนี้เป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกที่ลูกๆมีต่อแม่ตนเอง ซึ่งอาตมาได้เข้าไปอ่านในกระดานสนทนาของเว็บไซต์ www.budpage.com ซึ่งเป็นที่รวมกระทู้ระบายความรู้สึกและปัญหาต่างๆของวัยรุ่นไทยทั่วโลก จากหลายพันกระทู้ที่เหล่าวัยรุ่นได้เข้ามาตั้งเป็นหัวข้อสนทนาถามตอบกัน หนึ่งในปัญหานั้น คือความทุกข์ใจในเรื่องแม่ของตน เป็นปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก นับว่าน่าสงสารมาก น่าเห็นใจทั้งแม่และลูกที่เกิดความรู้สึกอย่างนี้ขึ้นในครอบครัว อาตมาไม่อยากสรุปว่าเป็นความผิดของใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราจะไม่โทษใคร แต่อยากให้เรามาช่วยกันหาทางแก้ไขให้ปัญหาเหล่านี้หมดไปโดยด่วน เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว สถาบันครอบครัวอาจจะล่มสลาย ความรักความอบอุ่นในบ้านจะไม่มีเหลือให้เราได้เห็นอีกเลย และที่สำคัญถ้าลูกๆส่วนมากมีความรู้สึกในแง่ลบกับแม่ดังตัวอย่างข้างต้น อะไรจะเกิดขึ้นกับสังคมไทยในอนาคต

                ในกระทู้ของกระดานสนทนาดังกล่าว มีผู้เข้ามาตอบและแสดงความเห็นกันมากมาย หนึ่งในความคิดเห็นที่น่าสนใจ แต่เขาไม่ลงนาม บอกว่า

“คนแก่ก็ชอบเรียกร้องความสนใจส่วนมากจะเป็นแบบนี้ทั้งนั้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม และลูกหลาน อาจเป็นเพราะเขาต้องการคนเอาใจใส่ดูแลมากก็ได้ เพราะเขาแก่เขาจึงคิดว่าลูกหลานไม่สนใจหรือเห็นความสำคัญของเขา เขาเลยต้องไปหาที่อื่น เนื่องจากคนสมัยนี้ไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับคนแก่ ส่วนมากจะเอาเวลาไปทำมาหากิน หรือไม่ก็อยู่แต่กับเพื่อนฝูงเสียส่วนมาก ปล่อยให้คนแก่ต้องหาเพื่อนคุยเอาเอง  ท่านไม่มีอะไรทำ ก็ลองชวนให้เขาทำที่เห็นว่ามีประโยชน์ซิ ไม่ก็พาไปเข้าชมรมคนแก่ด้วยกัน จะได้มีเรื่องคุยกัน ก็ปล่อยให้เขามีความสุขไปเถอะ อายุก็มากแล้ว คิดเสียว่าเขาคงอยู่กับเราไม่นานนักหรอก อะไรก็ทนเอาหน่อย ถ้าเบื่อเขาก็หาเงินให้เขาไปเที่ยว บ้านจะได้เงียบ ๆ ลองดูซิว่า กลับมาเขาจะมีความสุขหรือเปล่า ถ้าเขามีความสุขกับการนินทา หรือทำอะไรเพื่อให้คนอื่นชม ก็ปล่อยเขา ก็ทำไมเราเป็นลูกไม่ชมเขาล่ะ เพื่อให้เขาทำอะไรให้เราบ้างล่ะ เขาอาจจะดีใจก็ได้”

                ยังมีความเห็นที่น่าสนใจในประเด็นที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ มีนักปราชญ์ทางพุทธศาสนาท่านหนึ่ง ซึ่งใช้นามปากกาว่า “ธรรมรักษา” ได้ให้มุมมองและวิธีแก้ไขไว้อย่างน่าสนใจในหนังสือ “บันทึกธรรม ฉบับดับทุกข์” ในหัวข้อเรื่อง “วิธีดับทุกข์เพราะพ่อแม่” ซึ่งอาตมาเห็นว่าเป็นหนังสือที่ดีมีประโยชน์อย่างยิ่งทั้งต่อผู้เป็นลูกและต่อผู้เป็นพ่อแม่ ดังนั้นจึงขออนุญาติท่านเจ้าของบทความ นำมาเผยแพร่ต่อ ดังนี้  

           “พ่อ-แม่ จัดว่าเป็น "ปูชนียบุคคล" ของลูกทุกคน พระพุทธเจ้า ทรงเทียบฐานะของพ่อแม่ เท่ากับเป็น "พระ" ของลูก แม้บวชอยู่บิณฑบาตมาเลี้ยง ก็ยังไม่มีโทษ แถมยังได้รับการยกย่องสรรเสริญ จากพระพุทธองค์อีกด้วย ด้วยเหตุที่พ่อแม่ เป็นผู้มีพระคุณมากล้นเช่นนี้ ผู้ที่ปฏิบัติต่อพ่อแม่อย่างถูกต้อง จึงมีแต่ "สิริมงคล" เป็นที่ยกย่องสรรเสริญของคนดีโดยทั่วไป ในทางตรงกันข้าม

         ถ้าปฏิบัติกับพ่อแม่ไม่ถูกต้อง ก็ย่อมจะเกิด "อัปมงคล" หาความเจริญทางจิตใจมิได้ และจะได้รับกรรมอันนี้สนองในชาตินี้เป็นส่วนมาก กล่าวคือลูกของเรา ก็จะทำต่อเราเช่นนี้เหมือนกัน

         ดังนั้น ในฐานะลูกที่ดี จึงควรมีความกตัญญูและกตเวทีต่อพ่อแม่ของตน สนองคุณด้วยการเลี้ยงดูตามธรรม อย่าให้ท่านได้รับความทุกข์ทั้งกายและใจ และผลแห่งกุศลกรรมนี้ ก็ย่อมจะสนองเราทันตาเห็น เช่นเดียวกัน ทั้งรูปธรรมและนามธรรม

         วิธีดับทุกข์ เพราะพ่อแม่เป็นเหตุนี้ หมายเอาเฉพาะพ่อแม่ที่ขาดศีลและธรรม เป็นมิจฉาทิฐิ ตกเป็นทาสของสุรา การพนัน นารี หรืออบายมุขประเภทต่าง ๆ เป็นต้น

          อันเป็นผลพวง ที่ลูก ๆ พลอยเดือดร้อนไปด้วย ลูก ๆ ที่ตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ จะต้อง "ทำใจ" ให้ถูกต้อง และปฏิบัติตนให้สมกับเป็นลูกที่ดี อย่าได้เอา "น้ำเน่าไปล้างน้ำเปล่า" เป็นอันขาด มิฉะนั้นจะได้ชื่อว่า "ลูกอกตัญญู" หรือ "ลูกเนรคุณ" ไป จะมีแต่เสนียดจัญไร เมื่อตายก็ไปนรกแน่นอน

          หลักความจริงมีอยู่ว่า ในชาตินี้เราไม่อาจจะเลือกเกิดเป็นลูกของคนนั้นคนนี้ได้ เพราะมันได้เกิดมาเสียแล้ว แต่เราก็สามารถเลือกเกิดในอนาคตได้

          การที่ทุกคนได้เกิดมาแล้ว เป็นผลจากกรรมเก่า ที่เราได้ทำเอาไว้เองก่อน ส่งผลให้มาเกิดในฐานะเช่นนี้ เราจึงควรยินดี และพอใจในพ่อแม่ของตน แม้จะอยู่ในภาวะเช่นใดก็ตาม

         ถ้าเราไม่ยินดี ไม่พอใจต่อพ่อแม่ ผู้ให้กำเนิดเรา เราก็ไม่อาจจะเลือกได้ การไม่ยินดีไม่พอใจ จึงเป็นความทุกข์ประการหนึ่ง นอกจากนั้น การคิดนึกเช่นนี้ ย่อมจะเป็น "เชื้อ" ให้เกิด "อกตัญญู" และเมื่ออกตัญญูเกิด อกตเวทีและ "เนรคุณ" ก็อาจจะตามมาอีกด้วย จึงควรรีบกำจัดความคิดเช่นนี้เสียโดยเร็ว

         แม้ว่าพ่อแม่ จะเป็นคนแสนเลวประการใด โหดร้ายเพียงใด ก็จะต้องถือว่าเป็น "บุคคลต้องห้าม" สำหรับลูก ที่จะเข้าไปแตะต้องด้วย "อกุศลจิต" มิได้เลย

         ธรรมดาของที่มีคุณทุกชนิด ถ้าปฏิบัติถูกก็เกิดคุณอนันต์ ถ้าปฏิบัติผิดก็เกิดโทษมหันต์  พ่อแม่เปรียบประดุจพระอรหันต์ของลูก เพราะรักลูกด้วยความบริสุทธิ์ใจ ลูกที่มีสัมมาทิฐิ ต้องให้ความเคารพนับถือ เชื่อฟัง และตอบแทนคุณ ถ้าไม่ปฏิบัติก็จะเกิดมลทินไปชั่วชีวิต การที่พ่อแม่ทำผิดทำชั่ว อันเป็นผลพวง ที่ตกมาถึงเรา ก็เป็นเพราะอกุศลกรรมของเรา ดลจิตให้ท่านทำเช่นนั้น เราอย่าได้เอาความชั่ว ไปตอบแทนพระคุณที่ท่านให้กำเนิดแก่เรา

         การที่เราได้มาเกิดเป็นลูกของท่าน ก็เป็นผลแห่งบาปกรรม ที่เราทำเอาไว้เองให้เป็นไป ถ้าเราไม่ต้องการมาเกิดเช่นนี้อีก ก็ควรเร่งทำความดีให้มากขึ้น ในชาติต่อไป เราก็ย่อมพ้นสภาพเช่นนี้

         มีสีกาคนหนึ่ง บ้านอยู่ห่างถ้ำสติ มาเที่ยวแล้วถามว่ามีพ่อขี้เหล้า มักด่าและตบตีเป็นประจำ ส่วนแม่ก็เอาแต่เล่นไพ่ เล่นได้ก็หน้าบานใจดี วันไหนเล่นเสีย ก็พาลด่าจนเข้าหน้าไม่ติด

         เขาได้แนะนำให้พ่อเลิกเหล้า ให้แม่เลิกเล่นไพ่ ก็ถูกด่าเปิง แถมจะลงมือลงไม้เอาด้วย หาว่าอวดดีมาสอนพ่อแม่ มึงเป็นลูกอย่าเสือกมาสอนกู กูไม่ดีก็เลี้ยงมึงมาไม่ได้ ขอให้หลวงตาช่วยแนะนำ จะทำอย่างไร พ่อแม่จึงจะเลิกอบายมุขได้ ? ได้ให้คำแนะนำเขาไปว่า

         การที่ลูกจะแนะนำพ่อแม่ได้ พ่อแม่นั้นจะต้องมีความนับถือหรือเกรงใจลูกอยู่บ้าง แต่โดยทั่วไปแล้ว การสอนพ่อแม่ เป็นเรื่องทำได้ยาก ทั้งนี้เพราะ

         พ่อแม่มีสำนึกอยู่ว่า "กูเป็นพ่อ กูเป็นแม่ กูอาบน้ำร้อนมาก่อน มีหน้าที่ต้องสอนลูก เลี้ยงลูก ลูกมีหน้าที่เชื่อฟัง และทำตามอย่างเดียว จะมาสอนพ่อแม่ไม่ได้ แม้พ่อแม่จะทำผิดทำชั่วก็ตาม"

         คำแนะนำของลูกที่ถูกต้อง จึงไม่มีน้ำหนักที่จะเรียกร้องให้ยอมรับฟังหรือทำตามได้ ยกเว้นแต่พ่อแม่ ที่มีสัมมาทิฐิ แต่ได้หลงผิดไปชั่วคราว อาจยอมรับและกลับตัวได้ง่าย

         ถ้าเป็นเช่นนี้ ทางปฏิบัติก็มีอยู่ ๒ ประการ คือ วางอุเบกขา ปล่อยให้เป็นไปตามกรรมของท่านเอง หรือ หาผู้ที่พ่อแม่เคารพนับถือ ช่วยแนะนำตักเตือนให้ อาจจะเลิกได้ถ้าหมดเวร ขอแต่ว่าให้เราพยายามทำหน้าที่ของลูก ให้ดีที่สุดก็แล้วกัน ถ้าท่านไม่รีบตายจากเราไปเสียก่อนหมดเวรกรรมท่านก็ต้องเลิกเอง

ทางแก้

         ๑. ศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม ให้เห็นความจริงว่า ที่เรามาเกิดกับพ่อแม่ ที่ไม่ดีนั้น "เป็นผลของอกุศลกรรมของเราเอง" ถ้าไม่อยากมาเกิดกับพ่อแม่เช่นนี้ ก็ต้องเร่งทำความดีให้มาก ชาติหน้าก็ไม่มาพบกันอีก

         ๒. ต้องปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างลูกกับพ่อแม่ให้ถูกต้อง คือ มีความกตัญญูและกตเวที พยายามให้พ่อแม่มีศีลธรรมให้ได้ อย่าได้เอาความชั่ว ไปต่อความชั่ว มิฉะนั้นในชาติหน้า เราจะต้องไปเกิด และชดใช้บาปกรรมร่วมกันอีก

         ๓. การทำให้พ่อแม่ทุกข์กายและใจ บ่น ด่า ทุบตี หรือ ฆ่า เป็นการปิดทางสวรรค์และนิพพานของลูก พร้อมกันนั้นก็เปิดทางอบาย ทุคติ วินิบาต และนรกไว้รอด้วย

         ๔. การที่เราอยู่กับพ่อแม่ ที่ขี้บ่น หรือ ด่า นั้น ถ้าเจาะให้ลึกซึ้ง "ก้นบึ้งหัวใจ" ก็จะพบความจริงว่า เกิดจากความ "หวังดี" คืออยากให้ลูกดี ถ้าท่านไม่รักเราจริง ท่านจะบ่นจะด่าทำไม่ ? ให้มันเมื่อยปาก ? ปล่อยให้เรา "ขึ้นช้าง ลงม้า คอหักตายไป มิดีกว่าหรือ ?

          คำด่าของพ่อแม่ จึงเป็นพรอันประเสริฐ ที่ลูกควรรับฟัง และพิจารณาด้วยใจเป็นกลาง คือ

           ๑. ถ้าท่านด่าหรือบ่น โดยเราไม่ผิดหรือไม่จริง ก็อย่าได้สวนขึ้นในขณะนั้น รอให้ท่านอารมณ์ดี แล้วค่อยชี้แจงเหตุผลให้ฟังภายหลัง

           ๒.  ถ้าท่านด่าหรือบ่น โดยเราเป็นฝ่ายผิด ก็ต้องรีบแก้ไขปรับปรุงตน อย่าได้ทำเช่นนั้นอีกท่านก็จะเลิกบ่นไปเอง

           ๓.  ถ้าท่านบ่นหรือด่า โดยหาสาระมิได้ ก็ควรสงบใจ วางอุเบกขาเสีย มันเป็นการระบายอารมณ์ ของคนที่มีภาระมาก และวางไม่ลง ได้บ่นหรือด่าใครนิดหน่อย อารมณ์ก็จะดีขึ้น เป็นธรรมดาของคนที่ห่างวัด ขาดธรรมะ จะต้องเป็น "เช่นนั้นเอง"

         ๕. คำบ่นหรือด่าของพ่อแม่ ไม่มีพิษภัยเท่ากับคำเยินยอของหนุ่มหรือสาว ถ้าเราทนได้ ปล่อยวางอุเบกขาได้ ก็เป็นการบำเพ็ญ "ขันติบารมี" ไปในตัว ควรหัดทำให้ได้”

                ท้ายนี้อยากจะสรุปสั้นๆ เพื่อฝากไว้ให้ลูกๆ ทุกคนได้เก็บไปพิจารณาเมื่อเกิดปัญหาทำนองนี้ว่า

“กับบุพพการี ต้องทำดีลูกเดียว”       สาธุ