หัวใจ..มอบให้แม่..

พระมหาประดิษฐ์  จิตฺตสํงวโร



 

มีครอบครัวครอบครัวหนึ่ง อยู่กันมาอย่างรักใคร่กันเป็นที่สุด ซึ่งเพื่อนบ้านต่างอิจฉากับความรักใคร่กันของครอบครัวนี้ ครอบครัวนี้มีด้วยกัน 4 คน มีแม่ และลูก ๆ อีก 3 คน

อยู่มาวันหนึ่ง แม่ก็เกิดเป็นโรคร้ายแรงขึ้นนั่นก็คือ เป็นโรคหัวใจชนิดร้ายแรง จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจโดยด่วน ลูกชายทั้ง 3  คนต่างก็รักแม่มาก และรู้ว่าตนเองนั้นต้องทำอะไรซักอย่างให้กับแม่บังเกิดเกล้าของเขา

คนโตเป็นนักธุรกิจพันล้าน มีธุรกิจใหญ่โตได้รับผิดชอบในเรื่องค่าใช้จ่ายในทุก ๆ ด้าน โดยยอมสละเวลาในการเซ็นสัญญาเพื่อมาคอยเฝ้าไข้คุณแม่

                คนรองเป็นนายแพทย์ชั้นนำของโลก รับผิดชอบในการรักษาคุณแม่ และทำการเรียกประชุมสมาคมแพทย์ทั่วโลกเพื่อหาวิธีรักษาคุณแม่ของเขา

                ส่วนคนเล็กนั้น ยังไม่มีงานทำ เนื่องจากตนนั้นมิได้มีความเฉลียวฉลาดเหมือนกับพวกพี่ๆ เขา และก็สำนึกตัวอยู่ตลอดเวลา ว่า ตนเองนั้นคงไม่มีกำลังพอที่จะช่วยแม่ที่เขาเทิดทูนได้อย่างที่พี่ ๆ ทั้ง 2 ทำ แต่เขารู้ว่าตนเองต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อแม่ของเขา

                หนึ่งอาทิตย์ต่อมา  การผ่าตัดหัวใจเป็นไปได้ด้วยดีและคุณแม่ก็ฟื้นขึ้นมาหลังจากหลับไปนานถึง 4 วันทีเดียว คุณแม่ได้พบหน้าลูกทั้งสองคน คือคนโตและคนรอง แต่กลับไม่ได้พบหน้าลูกคนเล็ก  จึงถามลูก ๆ ทั้งสองว่า “น้องไปไหน”  แต่คนโตกลับบ่ายเบี่ยงไปว่าคุณแม่พึ่งฟื้น ให้ทานอาหารก่อน  แล้วเขาก็ออกไปนำอาหารมาให้คุณแม่

                คุณแม่ถามคนรอง แต่คนรองก็บอกกับคุณแม่ว่าผมต้องไปนำยามาให้แม่ทานหลังอาหาร และก็จากไป

คุณแม่สงสัย เพราะอาการของลูกทั้งสองนั้นไม่ธรรมดาเลย เมื่อทุกคนอยู่พร้อมกันคุณแม่จึงถามขึ้นมาอีกครั้ง  ว่า “น้องอยู่ไหน”

                ทั้งสองอ้ำอึ้ง  และไม่มีใครที่อยากจะตอบคำถามแม่ของเขาเลย

คุณแม่ย้ำ “บอกมานะ น้องอยู่ที่ไหนกัน”

                คนโตตอบคุณแม่ด้วยน้ำตาคลอเบ้า  “น้องอยู่ในหัวใจคุณแม่ครับ”

คุณแม่จังงังกับคำตอบของลูกชายคนโตมาก  จึงหันหน้าไปถามคนรองซึ่งกำลังร้องไห้อยู่เหมือนกันว่า “หมายความว่าไงลูก”

คนรองตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาเอ่อล้นด้วยหยดน้ำที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดไหล “พวกเราสามคน พอรู้เรื่องว่าแม่ไม่สบาย ก็กระวนกระวายใจเป็นอย่างยิ่ง  ผมและพี่ ได้ทำในสิ่งที่ตนเองทำได้และควรกระทำแล้ว และน้องก็ได้ทำสิ่งที่พวกผมไม่มีความกล้าพอที่จะทำได้ให้กับแม่……”

                “แม่ไม่เข้าใจ ลูก”

                 “วันนั้นเป็นเวรของน้องที่จะมาเฝ้าไข้แม่ โดยที่พวกผมจะมาเปลี่ยนเวรกันในตอนเช้า 6 โมง เมื่อผมเข้ามาถึงกลับไม่เห็นน้องอยู่ในห้องของแม่  แต่มีโน้ตเขียนไว้ที่เตียงแม่ว่า ‘พี่รอง ผมอยู่ในห้องน้ำ และไม่ต้องตกใจสิ่งใดทั้งสิ้น’

ผมก็เดินไปที่ห้องน้ำ ปรากฏว่าน้องได้ทำการฆ่าตัวตายโดยใช้มีดปอกผลไม้ กรีดที่ข้อมือตัวเองในอ่างน้ำ โดยให้เลือดไหล ช้า ๆ เพื่อที่หัวใจจะยังสามารถทำงานและยังจะสามารถนำมาช่วยแม่ได้ น้องเขียนจดหมายไว้ในห้องน้ำว่า

“นำหัวใจผมไปช่วยแม่ ผมรักแม่ แต่ผมทำได้แค่นี้”  น้องเสียแล้วเพราะเลือดไหลมากเกินไป และผมก็ได้นำหัวใจของน้องมาช่วยแม่ครับ”

“ไม่จริงใช่ไหมลูก น้องออกไปหางานทำเท่านั้นใช่ไหม อย่ามาหลอกแม่เลย”

ลูกคนโตปลอบโยนคุณแม่ที่ทำท่าปฏิเสธทั้งน้ำตาว่า

  “แม่ครับ พวกผมสองคน ให้แม่ยังไม่ได้ครึ่งของน้องเลยครับ เราสามคนรักแม่มาก และผมก็เข้าใจน้องดีครับ แม่ทำใจนะครับ”

                “พวกเรา จะยังคงอยู่ด้วยกัน  4  คนเหมือนเดิม ไม่มีวันที่พวกเราจะแยกจากกันได้หรอกครับ…”

  แม่สะอื้น แต่เริ่มทำใจได้แล้ว

                 “แม่รักลูก รักลูกทุกคน และลูกทุกคน จะอยู่กับแม่เสมอ และตลอดไป”

  ทั้ง 3 คน ร้องไห้ และพร่ำเรียกหาน้องคนเล็ก แม้เขาจะไม่มีโอกาสได้ยินเสียงของแม่และพี่ชายทั้งสองคนอีกครั้งก็ตาม

                เรื่องราวและความรู้สึกดีๆที่ลูกมีต่อแม่ อันเป็นความกตัญญูรู้คุณ และกตเวที ตอบแทนคุณท่าน ก็ยังคงมีให้เราเห็นกันอยู่เป็นระยะ ลูกที่แย่ก็มี แต่ลูกที่ดียังมีอีกมาก

 การกตัญญู รู้คุณ และตอบแทนท่านนั้น  บุญคุณที่ว่านี้มิใช่ว่าตอบแทนกันแล้วก็หายกัน แต่หมายถึงการรำลึกถึงพระคุณที่เคยให้ความอุปการะแก่เราด้วยความเคารพยิ่ง ท่านว่าสิ่งของหรือผู้ที่ควรกตัญญูนั้นมีดังนี้

๑.            กตัญญูต่อบุคคล บุคคลที่ควรกตัญญูก็คือ ใครก็ตามที่มีบุญคุณ ควรระลึกถึงและตอบแทนพระคุณท่าน  เช่น บิดา มารดา ครูอาจารย์ เป็นต้น

๒.           กตัญญูต่อสัตว์ ได้แก่สัตว์ที่มีคุณต่อเราช่วยทำงานให้เรา เราก็ควรเลี้ยงดูให้ดี เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย หรือสุนัขที่ช่วยเฝ้าบ้าน เป็นต้น

๓.           กตัญญูต่อสิ่งของ ได้แก่สิ่งของทุกอย่างที่มีคุณต่อเรา เช่น หนังสือที่ให้ความรู้แก่เรา อุปกรณ์ทำมาหากินต่างๆ  เราไม่ควรทิ้งคว้างหรือทำลายโดยไม่เห็นคุณค่า

“ต้นไม้ที่ได้รับการดูแลให้น้ำให้ปุ๋ย ไปบำรุงลำต้นจนสมบูรณ์ เมื่อถึงเวลาแล้ว ย่อมออกดอกออกผลให้แก่เจ้าของฉันใด   คนที่ได้รับการเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ เมื่อมีโอกาสย่อมตอบแทนคุณแม่และผู้มีอุปการคุณ ฉันนั้น

ทองคำแท้หรือไม่ โดนไฟก็รู้ คนดีแท้หรือไม่ ให้ดูตรงที่เลี้ยงพ่อแม่

ถ้าดีจริงต้องเลี้ยงพ่อแม่ ถ้าไม่เลี้ยงแสดงว่าดีไม่จริง

เป็นพวกทองชุบ ทองเก๊”

 

การตอบแทนคุณท่าน แบ่งเป็น ๒ ช่วง คือ

๑. เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็ช่วยเหลือกิจการงานของท่าน เลี้ยงดูท่านตอบ  เมื่อยามท่านชรา ดูแลปรนนิบัติการกินอยู่ของท่าน ให้สะดวกสบายและเอาใจใส่ช่วยเหลือ เมื่อท่านเจ็บป่วย

๒. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ก็จัดพิธีศพให้ท่าน และทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่านอย่างสม่ำเสมอ

แม้ว่าเราจะตอบแทนพระคุณท่านถึงเพียงนี้แล้ว ยังนับว่าเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับพระคุณอันยิ่งใหญ่ ที่ท่านมีต่อเรา ผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทีต้องการจะสนองพระคุณท่าน ให้ได้ทั้งหมด พึงกระทำดังนี้

๑. ถ้าท่านยังไม่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ก็พยายามชักนำให้ท่านตั้งอยู่ในศรัทธาให้ได้

๒. ถ้าท่านยังไม่ถึงพร้อมด้วยการให้ทาน ก็พยายามชักนำให้ท่านยินดีในการบริจาคทานให้ได้

๓. ถ้าท่านยังไม่มีศีล ก็พยายามชักนำให้ท่านรักษาศีลให้ได้

๔. ถ้าท่านยังไม่ทำสมาธิภาวนา ก็พยายามชักนำให้ท่านทำสมาธิภาวนาให้ได้

เพราะว่าการตั้งอยู่ในศรัทธา การให้ทาน การรักษาศีล การทำสมาธิภาวนาเป็นประโยชน์โดยตรง และเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่ตัวบิดามารดาผู้ปฏิบัติเอง ทั้งในภพนี้และภพหน้า และเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง คือเป็นหนทางไปสู่นิพพาน ดังพุทธพจน์ที่ตรัสถึงผู้ที่มีความกตัญญูรู้คุณไว้ว่า

“เพราะการปรนนิบัติในมารดาบิดานั้นแล

บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญเขาในโลกนี้นี่เอง

เขาละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์”

------------------