แม่..ผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่

พระมหาประดิษฐ์  จิตฺตสํงวโร



 

เช้าวันหนึ่ง ณ ที่ห้องคลอดของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง  “ขอให้ชั้นดูหน้าลูกหน่อยได้มั๊ยคะ”    คุณแม่คนใหม่เอ่ยขึ้น  เมื่อห่อผ้าน้อย ๆ อยู่ในอ้อมกอดของเธอ เธอค่อย ๆ คลี่ผ้าที่ห่อออกเพื่อมองใบหน้าเล็ก ๆ ของสายเลือดของเธอ            เธอร้องกรีด ด ด ด!!!  

หมอต้องอุ้มเด็กออกไปอย่างรวดเร็ว อนิจจา เด็กทารกที่เกิดมาไม่มีใบหู

กาลเวลาพิสูจน์ว่าการได้ยินของเจ้าหนูไม่มีปัญหา ปัญหามีเฉพาะสิ่งที่มองเห็นภายนอก คือใบหูที่หายไป หลายครั้งที่เจ้าหนูกลับจากโรงเรียนแล้ววิ่งมาซบอกแม่ เธอรู้ว่าหัวใจลูกปวดร้าวแค่ไหน

เจ้าหนูพูดโพล่งออกมาอย่างน่าเศร้า “พวกเด็กตัวโต พวกมันล้อผมว่าไอ้ตัวประหลาด”

หนูน้อยเติบโตขึ้นด้วยใบหน้าที่หล่อเหลา เป็นที่รักของเพื่อน ๆ  เขามีพรสวรรค์ในด้านอักษรศาสตร์ วรรณคดีและดนตรี  เขาอาจได้เป็นหัวหน้าชั้น แต่เพราะเจ้าสิ่งนั้น...  

“ลูกต้องพบปะกับผู้คนบ้างนะลูก” แม่กล่าวด้วยความสงสาร

พ่อของเด็กชายปรึกษากับหมอประจำครอบครัว “ผมสามารถปลูกถ่ายใบหูได้ครับ ถ้ามีผู้บริจาค แต่ใครล่ะจะเสียสละใบหูเพื่อเด็กน้อยคนนี้” คุณหมอกล่าว   2 ปีผ่านไป

พ่อบอกกับลูกชาย “ลูกเตรียมตัวไปโรงพยาบาลนะ พ่อกับแม่หาคนบริจาคใบหูที่ลูกต้องการได้แล้ว แต่นี่เป็นความลับ”

การผ่าตัดสำเร็จด้วยดี คนคนใหม่เกิดขึ้น เขากลายเป็นผู้มีพรสวรรค์เป็นอัจฉริยะในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัยจนเป็นที่กล่าวขานกันรุ่นต่อรุ่น   ต่อมาได้แต่งงานและทำงานเป็นข้าราชการในสถานทูตแห่งหนึ่ง

วันหนึ่งชายหนุ่มถามผู้เป็นพ่อว่า  “พ่อครับใครเป็นคนมอบใบหูให้ผม ใครช่างให้ผมได้มากมายแต่ผมไม่เคยทำอะไรเพื่อเขาได้เลยสักนิด”

พ่อตอบว่า “พ่อไม่เชื่อว่าลูกจะตอบแทนเขาได้หมดหรอก เรื่องนี้เป็นความลับ เราตกลงกันแล้ว”  

หลายปีที่มันยังคงเป็นความลับ แต่แล้ววันหนึ่ง   วันที่มืดมิดที่สุดผ่านเข้ามาในชีวิตลูกชาย  เขายืนข้างพ่อใกล้หีบศพของแม่   พ่อค่อย ๆ ลูบผมแม่อย่างช้า ๆ และนุ่มนวลผมสีน้ำตาลแดงถูกเสยขึ้นจนมองเห็น   ..แม่ไม่มีใบหู ใบหูของแม่ถูกตัดไป..

พ่อกระซิบผ่านลูกชาย “แม่บอกพ่อว่า เธอดีใจที่ได้ทำอย่างนี้ เธอไม่เคยตัดผมอีกเลยไม่มีใครมองเห็นว่าเธอไม่สวย จริงมั๊ย”

“จงจำไว้ สิ่งมีค่าที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การมองเห็น หากแต่อยู่ที่สิ่งที่เรามองไม่เห็น ความรักที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เราได้ทำอะไรแล้วมีคนรับรู้ หากแต่อยู่ที่สิ่งที่เรากระทำแล้วไม่มีใครรับรู้  ความรักบางครั้งไม่จำเป็นต้องพูดพร่ำเพรื่อ”

เรื่องราวความรักอันยิ่งใหญ่ของแม่อีกคนหนึ่งที่แม้สภาพร่างกายจะไม่เอื้ออำนวย แต่เธอก็ยังคงพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อลูก เป็นเรื่องจริงจากรายการ    วงเวียนชีวิต ซึ่งออกอากาศทางช่อง 3

เรื่องราวความรักอันยิ่งใหญ่ของแม่คนนี้ เกิดขึ้นที่กระท่อมหลังเล็กๆในหมู่บ้านชนบทของจังหวัดลพบุรีหมู่ที่ 7 ต.โพธิ์ข้าวต้น อ.เมือง  คุณยายมาลัย พันธ์ทอง วัย 89 ปี คือตัวอย่างของแม่ที่ยอมเหน็ดเหนื่อยเพื่อลูกมาตลอดทั้งชีวิต   "ฟื้น" ลูกชายของคุณยายกำลังล้มป่วยด้วยโรคเบาหวานและอาการอัมพฤกษ์ เมื่อความยากจนผสมผสานกับอาการเจ็บป่วยจึงไม่มีญาติคนไหนหันมาเหลียวแลคนทั้งคู่

คุณยายมาลัยบอกว่า “สามีของแกทิ้งครอบครัวไปตั้งแต่ลูกชายยังแบเบาะ สองแม่ลูกต้องอดมื้อกินมื้อหาเลี้ยงชีพด้วยการทำไร่ทำนาและขายแรงงาน ก็พอมีความสุขกันตามประสา แต่เหมือนโชคชะตากลั่นแกล้ง โรคร้ายสารพัดถาโถมมาที่ฟื้น ผู้เป็นลูกชาย จนร่างกายเหลือแค่หนังหุ้มกระดูก คุณยายมาลัยต้องบากหน้าแบกสังขารอันร่วงโรยตามวัยไปของานรับจ้างตามหมู่บ้าน ทั้งที่สภาพร่างกายไม่อำนวย เพื่อแลกกับค่ารถพาลูกไปหาหมอ เพื่อนบ้านหลายคนที่ได้เห็นภาพนี้ต่างพากันสงสารในชีวิตที่น่าอนาถของหญิงชรา แต่คุณยายมาลัยบอกว่า

“คนเป็นแม่ย่อมไม่สิ้นสุดความเป็นแม่ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหนก็ตาม”  

ร้อยสายรุ้งเรืองรอบจรดขอบฟ้า         พันสายตาอาวรณ์พิมพ์อ่อนหวาน

หมื่นสายใจโยงจิตสนิทนาน               แสนสายธารที่เย็นชื่นรื่นอุรา

ฤๅจะสู้สายรักจากใจแม่                     พิสูจน์แท้สูงส่งดำรงค่า

พระคุณแม่มากล้นคณนา                    ชั่วดินฟ้าหามีใครเทียบได้เลย

นอกจากเรื่องความรักที่ยิ่งใหญ่ของแม่ ซึ่งมีให้เราเห็นอยู่มากมายแทบจะทุกซอกทุกมุมในใต้หล้า เพราะทุกๆที่ที่มีแม่ ที่นั้นย่อมอบอวลไปด้วยความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูก แต่ในทางกลับกัน น้อยครั้งนักที่เราจะได้ยินเรื่องราวแห่งความรักความกตัญญูของลูกที่มีต่อแม่ แต่เมื่อเร็วๆนี้ได้มีข่าวพาดหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๘

“ทรงยกย่องครูใต้ยอดกตัญญู”    เป็นเรื่องราวของคุณครูกอบกุล รัญเสวะ อายุ ๔๗ ปี ผอ.โรงเรียนบ้านตือกอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ที่ทุกๆวันเธอจะขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านในช่วงพักกลางวันเพื่อไปป้อนข้าวแม่ที่ป่วยเป็นอัมพาต ซึ่งเป็นกิจวัตรที่เธอปฏิบัติอยู่เป็นประจำ แต่เมื่อเวลา ๑๑.๐๐ น. ของวันที่ ๒๔ มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่คุณครูกอบกุล รัญเสวะ กลับมาบ้านเพื่อป้อนข้าวให้แม่ซึ่งกำลังนอนรอเธออยู่นั้น ระหว่างทางเธอได้ถูกโจรก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ลอบสังหารอย่างอำมหิต

แต่ความดีที่เธอได้ทำไว้ไม่สูญเปล่า ข่าวของเธอได้ทราบถึงพระเนตรพระกรรณ์ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งพระองค์ทรงมีความห่วงใยพสกนิกรอยู่แล้ว ได้พระราชทานพวงหรีดและมีพระราชหัตถเลขาทรงยกย่องเธอว่า เป็นครูยอดกตัญญู โดยมีใจความว่า

 

“วังไกลกังวล หัวหิน

                                                                วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๘ 

ถึงคุณแฉล้ม รัญเสวะ คุณแม่ของคุณครูกอบกุลฯ ผู้กล้าหาญ

            ข้าพเจ้าได้ทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๔๘ ว่า นางสาวกอบกุล รัญเสวะ อายุ ๔๗ ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านตือกอ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นบุตรสาวของคุณแฉล้ม รัญเสวะ อยู่บ้านเลขที่ ๒๕๑  อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ถูกยิงด้วยปืนขนาด ๑๑ มิลลิเมตร ที่กลางหลัง ๒ นัด และที่แขนขวาอีก ๒ นัด นอนเสียชีวิตจมกองเลือดอยู่กลางถนน ระหว่างขับขี่รถจักรยานยนต์กลับไปบ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียน ๗ กิโลเมตร ในตอนพักกลางวันเพื่อป้อนข้าวคุณแม่ซึ่งเป็นอัมพาต เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๘

                ข้าพเจ้าได้ทราบข่าวนี้ด้วยความสลดใจ และขอแสดงความเสียใจกับคุณแฉล้ม รัญเสวะ ที่ต้องสูญเสียบุตรสาวในคราวนี้ด้วย  คุณครูกอบกุลฯ เป็นบุคคลที่สมควรได้รับการยกย่อง เป็นแบบอย่างของครูที่ดี มีความกตัญญูต่อคุณแม่ผู้มีพระคุณ แต่ต้องมาถูกคนร้ายลอบสังหารอย่างทารุณ โดยไม่มีหนทางต่อสู้ คุณครูกอบกุลฯ เป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นว่า ตนเองเป็นครูสตรี สร้างแต่คุณงามความดี ในการทำหน้าที่อบรมสั่งสอนเด็ก ไม่เคยคิดร้ายต่อผู้ใด คงจะไม่มีใครมาทำร้าย แต่เหตุการณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ ผู้ก่อการร้ายไม่เคยคำนึงถึงคุณงามความดีของบุคคลที่ทำงานเสียสละเพื่อสังคม เห็นชีวิตผู้บริสุทธิ์เหมือนผักปลาจะฆ่าเสียเมื่อไหร่ก็ได้

                ข้าพเจ้าทราบดีว่า ครูที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน เป็นผู้ที่มีความกล้าหาญ เสียสละ ทำงานเสี่ยงอันตรายตลอดเวลา เพื่อที่จะทำหน้าที่อบรมสั่งสอนเด็กๆ ให้เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ การจากไปของคุณครูกอบกุล  รัญเสวะ ครั้งนี้ นับเป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของครอบครัวคุณแฉล้ม รัญเสวะ

                ข้าพเจ้าจึงขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมา ณ โอกาสนี้ และขอแจ้งให้ทราบว่า ถ้าแม้นมีสิ่งใดที่ข้าพเจ้าจะพอให้การช่วยเหลือแก้ปัญหาความเดือดร้อนของคุณแฉล้มฯ เป็นการตอบแทนคุณงามความดีของคุณครูกอบกุลฯ ได้บ้าง ก็ขอให้บอกไปให้ทราบ ข้าพเจ้าพร้อมจะให้การช่วยเหลือตลอดเวลา”    

ลงพระนามาภิไธย

                                                                                                                                                “สิริกิติ์”