รวมพลัง สร้างศานติ

พระมหาประดิษฐ์  จิตฺตสํงวโร



 

ขอความสุขความเจริญในธรรมจงมีท่านผู้โดยสารการบินไทยทุกท่าน

         อาตมภาพพระมหาประดิษฐ์ จิตฺตสํวโร จากองค์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาวัดปทุมวนาราม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร  จะได้มาเป็นเพื่อนทางจิต เป็นมิตรทางใจ เป็นสหายทางธรรมและเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ พาพวกเราร่วมเดินทางไปกับการบินไทยอย่างมีคุณค่า เพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างมีสวัสดิภาพโดยมีธรรมะเป็นผู้นำทาง

ก่อนอื่นอาตมาต้องขออนุโมทนากับการบินไทยที่มีความห่วงใย ใส่ใจกับผู้โดยสารเป็นอย่างดี ด้วยการนำธรรมะอันเป็นดุจแก้วมณีที่มีค่าที่สุด ขึ้นมามอบให้ผู้โดยสาร ให้ได้รับฟังกันในระหว่างการเดินทาง พระพุทธเจ้าตรัสว่า การให้ธรรมะเป็นทานเป็นการให้ที่ประเสริฐที่สุด การให้อะไรก็ไม่ประเสริฐเท่ากับการให้ธรรมะ เพราะว่า ธรรมะเป็นดุจดวงประทีปที่ส่องสว่างทางชีวิต และสร้างความเจริญงอกงามแห่งสติและปัญญา อันจะนำพาสรรพชีวิตให้ข้ามพ้นจากห้วงแห่งทะเลทุกข์ สู่ความสุขอันไพบูลย์ต่อไป

            ท่านผู้ฟังทั้งหลาย ในขณะที่ท่านกำลังโดยสารอยู่บนเครื่องบินซึ่งกำลังลอยอยู่บนน่านฟ้าขณะนี้ ขอให้ท่านได้ผ่อนคลาย ประสาทสัมผัสทุกส่วนในร่างกาย ผ่อนคลายความรู้สึกจากอารมณ์ต่างๆ รวมจิตรวมใจ รวมสติมาฟังธรรมะกัน แบบผ่อนคลาย แบบเบาๆ สบายๆ กัน ดีกว่า วันนี้อาตมาอยากจะพาท่านได้ย้อนอดีตกลับไปเมื่อสมัยเป็นเด็ก มารำลึกนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่ง เชื่อว่าหลายท่านคงเคยได้ยินมาแล้ว ชื่อนิทานเรื่องยายกับตา

ยายกะตาปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้า  หลานไม่เฝ้า กามากินถั่วกินงาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนาน 

ยายมายายก็ด่า  ตามาตาก็ตี หลานร้องไห้ไปหานายพราน  ขอให้นายพรานช่วยยิงกา 

นายพรานตอบว่า "ไม่ใช่กงการอะไรของข้า" 

หลานจึงไปหาหนู ขอให้ช่วยกัดสายธนูนายพราน โทษฐานที่นายพรานไม่ช่วยยิงกา 

หนูตอบว่า"ไม่ใช่กงการอะไรของข้า"หลานจึงไปหาแมวขอให้แมวช่วยกัดหนู ที่หนูไม่ช่วยกัดสายธนูนายพราน  แมวตอบว่า "ไม่ใช่กงการอะไรของข้า"

หลานจึงไปหาหมาขอให้ช่วยกัดแมวโทษฐานที่แมวไม่ช่วยกัดหนู

หมาตอบว่า "ไม่ใช่กงการอะไรของข้า"  หลานจึงไปหาไม้ค้อนให้ไปตีหัวหมา  

ไม้ค้อนตอบว่า"ไม่ใช่กงการอะไรของข้า"หลานจึงไปหาไฟให้ช่วยไหม้ไม้ค้อน ที่ไม้ค้อนไม่ช่วยย้อนหัวหมา  

ไฟตอบว่า "ไม่ใช่กงการอะไรของข้า" หลานจึงไปหาน้ำให้ช่วยดับไฟ  โทษฐานที่ไฟไม่ช่วยไหม้ไม้ค้อน  

น้ำตอบว่า "ไม่ใช่กงการอะไรของข้า" หลานจึงไปหาตลิ่งให้ช่วยพังทับน้ำ โทษฐานที่น้ำไม่ช่วยดับไฟ

ตลิ่งตอบว่า "ไม่ใช่กงการอะไรของข้า" หลานจึงไปหาช้างให้ช่วยถล่มตลิ่ง 

ช้างตอบว่า "ไม่ใช่กงการอะไรของข้า" หลานจึงไปหาแมลงหวี่ให้ช่วยตอมตาช้าง

แมลงหวี่ตอบว่า"ข้าจะช่วยตอมตาช้างให้ตาเน่าทั้งสองข้าง"

ช้างได้ยินก็ตกใจจึงรีบไปช่วยถล่มตลิ่ง   ตลิ่งจึงรีบไปช่วยพังทับน้ำ  น้ำจึงรีบไปช่วยดับไฟ  ไฟจึงรีบไปไหม้ไม้ค้อน    ไม้ค้อนจึงรีบไปย้อนหัวหมา   หมาจึงรีบไปช่วยกัดแมว   แมวจึงรีบไปช่วยกัดหนู   หนูจึงรีบไปกัดสายธนูของนายพราน นายพรานจึงรีบไปช่วยยิงกา   กาจึงเอาถั่วเอางาเจ็ดเมล็ดเจ็ดทะนานมาคืนหลาน หลานเอาถั่วเอางาไปให้แก่ยายกะตา   ยายกะตาก็เลิกด่า เลิกตีหลานแต่นั้นมา

            จากนิทานเรื่องนี้ หากเราฟังเอาสนุก เราจะจะได้ความสนุกเพลิดเพลินกับภาษาของวรรณกรรมในรูปแบบของนิทาน แต่ถ้าราฟังแล้วพิจารณาไปด้วยจะเห็นว่า ปัญหาต่างๆในสังคมของเรานั้น ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ถ้าเราไม่ใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองแล้ว เราก็อาจจะคิดว่ามันไม่เป็นปัญหาอะไร หรือบางทีเราเห็นว่ามันเป็นปัญหา แต่เราก็ไม่คิดจะแก้ไข เพราะคิดว่าธุระไม่ใช่ หรือไม่ใช่กงการอะไรของข้า หรืออาจจะคิดว่าปัญหาสังคมเรื่องใหญ่ เราตัวเล็กกระจิดเดียวจะหาญกล้าไปแก้อะไรได้ ปล่อยมันไปดีกว่า อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลย เพราะคนส่วนมากคิดกันอย่างนี้ จึงทำให้ปัญหาต่างๆหมักหมม พอกพูนเป็นดินพอกหางหมู เพราะต่างฝ่ายต่างก็เกี่ยงงอนกัน โยนกันไปโยนกันมา ไม่สนใจใส่ใจ ไม่ช่วยกันแก้ไขจัดการให้แล้วเสร็จ

            แต่หากทุกคนคิดเหมือนแมลงหวี่ที่ถึงแม้จะตัวเล็กๆ ก็สามารถผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาในสังคมอย่างเรื่องของเด็กน้อยในนิทานเรื่องนี้ หากต่างฝ่ายต่างเต็มใจช่วยกันแก้ไขปัญหาโดยร่วมร่วมแรงร่วมใจ ร่วมไม้ร่วมมือ ร่วมด้วยช่วยกันคนละไม้คนละมือ แสดงความสมัคสมานสามัคคีกัน พร้อมเพรียงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็จะทำให้ปัญหาต่างๆในสังคมลดน้อยลงไป สังคมเจริญก้าวหน้าและพัฒนาให้เป็นสังคมที่รื่นรมย์และน่าอยู่ยิ่งขึ้น

            ความสามัคคี หมายถึง ความพร้อมเพรียงกัน  ความกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง  วิวาทบาดหมางกันและกัน ความสามัคคีนั้น มีด้วยกัน 2 ประการ คือ 

  ความสามัคคีทางกาย ได้แก่ การร่วมแรงร่วมใจกันในการทำงาน ทำกิจที่เป็นประโยชน์ต่อตนและส่วนรวม

  ความสามัคคีทางใจ ได้แก่ กลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การร่วมประชุมปรึกษาหารือแก้ไขในปัญหาที่เกิดขึ้น

            ความสามัคคีดังที่ว่านี้จะเกิดมีขึ้นได้ต้องอาศัยเหตุที่เรียกกันว่า สาราณียธรรม ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน กระทำซึ่ง  ความเคารพระหว่างกัน  อยู่ร่วมกันในสังคมด้วยดี มีความสุข ความสงบ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ทำร้ายทำลายกัน  มี 6 ประการ คือ        

            1.เมตตากายกรรม ทำต่อกันด้วยเมตตาคือแสดงไมตรีและความหวังดีต่อเพื่อนร่วมงานร่วมกิจการร่วมชุมชน ขนขวายด้วยการช่วยเหลือธุระต่างๆ โดยเต็มใจ ไม่นิ่งนิ่งดุดายโดยถือว่าไม่ใช่หน้าที่ หรือธุระไม่ใช่ เรื่องอะไรจะไปทำให้เหนื่อยเปล่าๆ แสดงอาการกิริยาสุภาพ เคารพนับถือกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่ใช่ต่อหน้าอย่างหนึ่ง แต่พอลับหลังอีกอย่าง เป็นต่อหน้ามะพลับลับหลังตะโก เลยกลายเป็นลิงหลอกเจ้าไป

            2.เมตตาวจีกรรม พูดต่อกันด้วยเมตตาคือช่วยบอกแจ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ สั่งสอนหรือแนะนำตักเตือนกันด้วยความหวังดี สั่งสอนบอกกันแต่ในทางที่ดี ถูกกต้อง เมื่อทำตามแล้วก็เกิดเป็นความดีงามทั้งแก่ตนและสังคม กล่าววาจาสุภาพ แสดงความเคารพนับถือกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่ใช่ปากอย่างใจอย่าง เป็นประเภทปากหวานก้นเปรี้ยว เช่นปากว่าทำเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน ทำเพื่อรักษาประชาชน แต่ที่ไหนได้ทำเพื่อตัวเองและพรรคพวกของตนเท่านั้น อย่างนี้ก็ไม่ดี

            การพูดการเจรจาที่จัดว่าสร้างสรรค์ ต้องเข้าลักษณะ พูดอ่อนหวาน พูดประสานสามัคคี พูดมีสาระ ทั้งสามลักษณะ นี้เป็นวาจาที่ไม่เกิดทุกข์เกิดโทษ พูดแล้วเกิดความรักใคร่กลมเกลียว ไม่แตก แยกแตกสามัคคีกัน ลักษณะของสามัคคีมีดังนี้  ถ้าสามัคคี เรียกว่ากลมเกลียว แตกสามัคคี เรียกว่า ปีนเกลียว เข้าหน้ากันไม่ติด เรียกว่า เขม็งเกลียว

เพราะฉะนั้น การที่สังคมแตกแยกร้าวฉาน ก็เกิดจากการที่เราใช้ปากไปในทางทำลายไม่สร้างสรรค์ ชอบยุให้รำตำให้รั่ว ติฉินนินทาด่าว่าส่อเสียด ไม่ยกย่องให้เกียรติซึ่งกันและกัน คอยจ้องจับผิด ซึ่งกันและกันเป็นสามีภรรยาเป็นนายเป็นบ่าวเป็นเจ้าเป็นข้า สุดท้ายต้องร้าวฉานทะเลาะขัดแย้งมีปัญหาต่อกันและกัน ขึ้นชื่อว่าทะเลาะวิวาทบาดหมางกันแล้ว ไม่มีผลดีใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะอยู่ใน ฐานะไหนและเป็นอะไรก็ตาม เช่น..

ทะเลาะกับเมีย เพลียใจที่สุด                ทะเลาะกับผัว ปวดหัวที่สุด

ทะเลาะกับแฟน แค้นใจที่สุด                ทะเลาะกับพ่อแม่ แย่ที่สุด

ทะเลาะกับลูก ทุกข์ใจที่สุด                  ทะเลาะกับเพื่อนบ้าน รำคาญที่สุด

ทะเลาะกับผู้ร่วมงาน ฟุ้งซ่านที่สุด         ทะเลาะกับลูกน้อง มัวหมองที่สุด

ทะเลาะกับเจ้านาย ฉิบหายที่สุด            ทะเลาะกับพระเณร เวรกรรมที่สุดฯ

            3.เมตตามโนกรรม คิดต่อกันด้วยเมตตา คือ ตั้งจิตปรารถนาดี มองกันในแง่ดี มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน คิดทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กัน คิดเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม โดยมุ่งหวังความสุขความเจริญต่อกันดังพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

            4.สาธารณโภคี ได้มาแบ่งกันกินใช้ คือแบ่งปันลาภผลที่ได้มาโดยชอบธรรม แม้เป็นของเล็กน้อยก็แจกจ่ายให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยบริโภคทั่วกัน ไม่หวงไว้แต่ผู้เดียว ไม่กอบโกยโกงกินหาผลประโยชน์ตนเพียงอย่างเดียว ต้องรู้จักกระจายผลประโยชน์ของชาติของแผ่นดินให้คนทั่วไปเขาได้ใช้บ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นแบบสังคมที่ รวยกระจุก จนกระจาย คือมีคนรวยเพียงไม่กี่กลุ่ม แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศยากจนอยู่ โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ต้องรู้จักแบ่งผลประโยชน์ให้ผู้น้อยบ้าง เมื่อสังคมไหนมีการเกื้อกูลกัน แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ สังคมนั้นก็น่าอยู่

            5.สีลสามัญญตา ประพฤติให้ดีเหมือนเขาคือมีความประพฤติสุจริต ดีงาม รักษาระเบียบวินัยของส่วนรวมไม่ทำตนให้เป็นที่น่ารังเกียจ หรือ เสื่อมแก่หมู่คณะ ถ้าเป็นพระก็ปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ สำรวมระวังรักษาศีลของตนไม่ให้ด่างพร้อยแตกต่างจกหมู่คณะ ถ้าเป็นฆราวาสญาติโยมก็ให้ปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง ตามรัฐธรรมนูญตัวบทกฎหมายอย่างซื่อตรง ซื่อสัตย์ สุจริต และประพฤติปฏิบัติตนตามระเบียบแบบแผนประเพณีที่งามในสังคมของตนอย่างเสมอภาคกัน ไม่ทำตัวแปลกแยกแตกต่างจนเกินไป แตกต่างได้แต่ต้องไม่แตกแยกด้วย  

            การปกิบัติตนไปตามกกของสังคมหมู่คณะ ที่เรียกว่าระเบียบวินัย ก็ได้ชื่อว่า รักษาศีล ด้วยเหมือนกัน  คือรักษาความเป็นปกติให้ตนเอง หมู่คณะ และสังคมให้อยู่อย่างสงบ หากทำถูกฎของธรรมชาติ เรียกว่า “ธรรม” หากทำถูกระเบียบข้อบังคับ เรียกว่า “ศีล” การที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติศีลและสิกขาบทต่างๆ ก็ด้วยความห่วงใยในปัญหาของการอยู่ร่วมกัน เพราะเมื่ออยู่ร่วมกันเป็นหมู่มาก ก็ต้องมีปัญหามาก ดังนั้นศีลจึงเป็นเหมือนกับเส้นเชือกที่ร้อยดอกไม้ให้เป็นระเบียบสวยงาม ตามอย่างพวงมาลัยที่เราเห็นกันอยู่นั่นแหละ เพราะมีเชือกเป็นเครื่องร้อยรัดจึงออกมาสวยงาม 

            6.ทิฏฐิสามัญญตา ปรับความเห็นเข้ากันได้ คือ เคารพรับฟังความคิดเห็นกัน มีความเห็นชอบร่วมกันตกลงกันได้ในหลักการสำคัญ ยึดถืออุดมคติหลักแห่งความดีงาม หรือจุดหมายของสังคมเป็นหลัก ไม่ยึดความเห็นของตนฝ่ายเดียวจน ไม่ฟังคนอื่นเลย ดันทุรังอยู่อย่างนั้น ใครจะว่าอย่างไรก็ไม่สนใจ ใครจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็ไม่สน ผู้เฒ่าผู้แก่ในสังคมชี้แนะก็ไม่ฟัง อย่างนี้ ก็มีแต่พังกับพัง คนเราอยู่ร่วมกันหมู่มากต้องหัดฟังคนอื่นบ้างและต้องฟังอย่างลึกซึ้งด้วย และก็ค่อยๆจูนแนวคิดให้เป็นไปในทางเดียวกันให้ได้ โดยรักษาประโยชน์ของสังคมประเทศชาติเป็นหลักใหญ่

             ธรรมทั้ง 6 ประการนี้ เป็นคุณค่าที่ก่อให้เกิดความระลึกถึง มีความเคารพนับถือซึ่งกันและกัน เป็นไปเพื่อความยึดเหนี่ยวถนอมน้ำใจกัน เพื่อป้องกันความทะเลาะ วิวาทแก่งแย่งกัน เพื่อความพร้อมเพรียงร่วมมือ ผนึกกำลังกันเพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

อานิสงส์ของความสามัคคีนี้ ท่านกล่าวไว้ว่า เป็นบ่อเกิดแห่งความสุข ความเจริญ  เป็นเหตุแห่งความสำเร็จในกิจการงานต่างๆการงานอันเกินกำลังที่คนๆ เดียวจะทำได้ เช่น การก่อสร้างบ้านเรือน  ต้องอาศัยความสามัคคีเป็นที่ตั้งแมลงปลวกสามารถสร้างจอมปลวกที่ใหญ่โต กว่าตัวหลายเท่าให้สำเร็จได้ ก็อาศัยความสามัคคีกัน เพราะฉะนั้นการ รวมใจสามัคคีกันจึงเกิดมีพลัง ส่วนการแตกสามัคคีกันทำให้มี กำลังน้อย

            โทษของการแตกสามัคคีกันนั้นจะหาความสุข ความเจริญไม่ได้  ไม่มีความสำเร็จด้วยประการทั้งปวง  เหตุให้แตกความสามัคคีกันนี้  อาจเกิดจากเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เป็นได้ เหมือนเรื่องน้ำผึ้งหยดเดียว  แต่เป็นเหตุให้เกิดสงครามได้เหมือนกัน   ยกตัวอย่างเรื่องพวกเจ้าลิจฉวีในเมืองไพศาลี แคว้นวัชชี  มีความสามัคคีกัน  พระเจ้าอชาตศัตรู ก็ทำอะไรไม่ได้ ยกทัพไปตีอย่างไรก็ตีไม่แตก ใช้ยุทธวิธีอย่างไรก็ไม่สามารถเข้าโจมตีได้ แต่พอเมื่อถูกวัสสการพราหมณ์ยุยงให้แตกสามัคคีกันเท่านั้น  ก็เป็นเหตุให้พระเจ้าอชาตศัตรู เข้าโจมตีและยึดเมืองเอาไว้ได้ในที่สุด เช่นเดียวกับกรุงศรีอยุธยาของเราที่พ่ายแพ้แก่พม่าอย่างยับเยินในสมัยนั้น ไม่ใช่เพราะพม่ารบเก่ง และไม่ใช่เพราะกำลังพลของเราไม่พอ แต่เป็นเพราะคนกรุงศรีขาดความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็เลยรักษาบ้านเมืองไว้ไม่ได้

ดังนั้น ความสามัคคี ถ้าเกิดมีขึ้นในที่ใด  ย่อมทำให้ที่นั้นมีแต่ความสงบสุข ความเจริญ  ส่วนความแตกสามัคคี ถ้าเกิดมีขึ้นในที่ใด  ย่อมทำให้ที่นั้นประสบแต่ความทุกข์ มีแต่ความเสื่อมเสียโดยประการเดียว ถ้ารวมพลังกันเรายู่ ถ้าแตกกันเมื่อไร่ก็แย่ เหมือนดังสุภาษิตที่ว่า คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย สามคนสบายแต่ถ้าทะเลาะเบาะวัง ขัดแย้งกันเมื่อไรก็ยุ่ง

มีเรื่องเล่ากันว่า ชาวนาผู้หนึ่งมีบุตรชายห้าคน ลูก ๆ ของเขาทุกคนชอบทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่เสมอ ชายชราจึงคิดหาวิธีให้ลูก ๆ รักใคร่สามัคคีกัน

เช้าวันหนึ่งเขาจึงเรียกลูก ๆ ทั้งห้ามารวมกัน แล้วก็ส่งมัดของกิ่งไม้เล็ก ๆ ที่นำมามัดรวมกันจำนวนหนึ่งมัดให้ลูกทุก ๆ คนลองหักดู แต่ไม่มีใครหักได้ชายชราจึงแก้มัดกิ่งไม้ออกแล้วก็แบ่งกิ่งไม้ออกมาเป็นกิ่ง ๆ ให้ลูกคนละกิ่ง แล้วบอกให้ลูกทุก ๆ คนลองหักดูอีกที ครั้งนี้ทุกคนสามารถหักได้อย่างง่ายดาย

ชายชราจึงสอนลูกของเขาว่า “ไม้แต่ละกิ่งนั้นจะเปราะบางหักได้ง่าย แต่ถ้าเรานำมันมามัดรวมกัน มันก็จะแข็งแกร่งขึ้น เหมือนกัน ถ้าลูก ๆ ทุกคนรักใคร่ปรองดองกัน รวมเป็นน้ำหนึ่งในเดียวกันก็จะแข็งแกร่งมั่นคง เหมือนกับกิ่งไม้มัดนี้ ซึ่งไม่มีใครมาทำลายได้ ความรักความสามัคคีเท่านั้นที่จะก่อให้เกิดสันติสุขทั้งในระดับครอบครอบและระดับชาติ”

ประเทศชาติบ้านเมืองของเราอยู่ด้วยกันเป็นหมู่มาก  มีความสามัคคีทั้งทายกายคือทำอะไรสามัคคีพร้อมกัน  มีจิตใจไม่แก่งแย่งแข่งดีซึ่งกันและกัน ไม่อิจฉาริษยา ใส่ร้ายป้ายสีกัน มีความรักใคร่ซึ่งกันและกันเห็นบ้านเมืองเป็นของทุกๆ คนที่จะต้องปกป้องรักษาชาติอธิปไตยอันมี สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นที่หวงแหนของคนไทยทุกคน  ไม่ถือทิฐิความเห็นของตนหรือดื้อรั้นเอาแต่ความเห็นของตัวแต่เพียงผู้เดียว  ไม่ยอมใครทั้งสิ้น  เห็นความคิดความเห็นของคนอื่นผิดทั้งหมด  ของเราถูกคนเดียวอย่างนี้ก็ใช้ไม่ได้ ต้องยอมรับฟังความคิดความเห็นของคนอื่นบ้าง อะไรที่ยอมกันได้ก็ควรที่จะรู้จักลดราวาศอก ถอยคนละก้าว ไม่เผชิญหน้ากันด้วยอารมณ์และความรุนแรง ต้องรู้จักมีสติ ยับยั้งอารมณ์ อย่าให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลเป็นอันขาด อย่าลืมว่าเราต่างมีในหลวงผู้เปรียบประดุจดังพ่อของแผ่นดินองค์เดียวกัน เมื่อเรามีพ่อเดียวกันแล้ว เราก็ไม่ควรทะเลาะกัน ไม่ควรแบกฟักแบ่งฝ่าย แบ่งพรรคแบ่งพวก แบ่งเขาแบ่งเรา แบ่งว่านี้พวกของข้า เพราะให้คะแนนเลือกข้าเข้ามา ดังนั้นข้าต้องดูแลอย่างดี ถ้าคิดอย่างนี้ก็ไม่ถูก ยิ่งทำให้เกิดการแตกแยกแบ่งขั้วกันมากขึ้น ฉะนั้นถ้า รักพ่ออย่าทะเลาะกันเลยดีกว่า 

สาเหตุที่พุทธศาสนาที่ยั่งยืนมานานจนถึงทุกวันนี้  ก็เพราะความสามัคคีนั่นเอง  เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้วทรงสอนธรรมะคือความสามัคคีให้แก่เหล่าภิกษุ ท่านเรียกกลุ่มของพระที่อยู่ด้วยกันว่า สังฆะ หรือ หรือหมู่สงฆ์ อันเป็นแบบอย่างของการอยู่กันด้วยสามัคคีธรรม    เมื่อภิกษุสงฆ์อยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะแล้ว  จนพระองค์ทรงเห็นว่าพอจะรักษาปกครองกันได้แล้ว  จึงได้มอบอำนาจให้แก่สงฆ์เพื่อปกครองดูแลกันเอง โดยให้มีธรรมวินัยเป็นศาสดาแทนพระองค์เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว

แม้แต่ธรรมะชั้นสูง ที่พระพุทธองค์ทรงสอน ซึ่งจะพึงรู้เห็นด้วยใจของตนเอง เป็นปัจจัตตัง คืออันบุคคลพึงเห็นเฉพาะตน   ก็หนีไม่พ้นจากความสามัคคีนี้เหมือนกัน ดังเช่น อริยมรรคมีองค์ ๘ แต่ละมรรคเมื่อจะเข้าถึงมรรคนั้นๆ ต้องรวมลงสู่  มัคคสมังคี คือรวมเอาธรรมทั้งปวงที่เป็นปัจจัยของมรรคนั้นๆ มาลงสู่มัคคสมังคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวเสียก่อน จึงจะถึงเข้าถึงภูมิธรรมนั้นๆ ได้

ความสามัคคีไม่ต้องไปดูไกลที่ไหน ดูที่ตัวของเรานี่แหละ ดูที่ร่างกายของเรา ถ้าไม่สามัคคีกันก็ไม่มรความสุข  ตัวอย่างเช่น  ใจคิดอย่างหนึ่ง  มือไม้ไม่ทำ  ขาไม่เดิน  ง่อยเปลี้ยเสียขา เป็นอัมพาตไป  มันก็ไม่สบายใจ  ปากท้องของเราก็เหมือนกัน  เราหาอาหารมาให้รับประทานลงไป  ปากมันก็เคี้ยวกลืนลงไป แต่ลำไส้มันไม่ทำงาน  มันไม่พร้อมเพรียงสามัคคีกัน  มันจะต้องปวดท้อง  อึดอัด  เดือดร้อนแก่เราเพียงใด  คิดเอาเถอะ  ส่วนร่างกายของเราก็เหมือนกัน  ทุกชิ้นทุกส่วนถ้าหากขาดความสามัคคีนิดเดียว เป็นต้นว่าแขนทั้งสองหยุดไม่ทำงาน  เท่านั้นแหละเป็นเรื่องต้องลำบากหมอ ต้องหายูกหายามารักษากันให้วุ่นวาย   เหตุนั้น  เราควรอดควรทนต่อเหตุการณ์ เมื่อมีจิตใจต่างกัน  มีกิริยาอาการต่างกัน  จึงควรอดอย่างยิ่ง อย่าเอาอารมณ์ของตนควรคิดถึงอกเราอกเขาบ้าง   ถ้าหากเราเอาแต่อารมณ์ของตนแล้ว  จะแสดงความเหลวไหลเลวทรามของตนแก่หมู่คณะเป็นเหตุให้เสียคน  เพราะชื่อเสียงยังกระจายออกไปทั่วทุกทิศ  เสียหายหลายอย่างหลายประการ  สิ่งใดที่ไม่สบอารมณ์ของเรา  อย่าหุนหันพลันแล่น  จงยับยั้งตั้งสติตั้งจิต  พิจารณาให้ดีเสียก่อนว่าสิ่งนั้นถ้าเราพูดหรือทำลงแล้ว  มันจะเป็นผลดีและผลเสียแก่เราและหมู่คณะน้อยมากเพียงใด 

อวัยวะที่อยู่ในร่างกายของคนเราทุกวันนี้ ก็ต้องมีความสามัคคีกันจึงจะอยู่ได้อย่างผาสุก เช่น ตา หู จมูก ลิ้นและกาย  อวัยวะแต่ละอย่างธรรมชาติได้แบ่งงานแบ่งหน้าที่ให้ทำกันแต่ละอย่างๆไป ไม่ก้าวก่ายล่วงละเมิดสิทธิ์ซึ่งกันและกัน อวัยวะทั้งหมดทั้ง ๓๒ ประการนั้น จะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ซื่อตรงต่อจิตเท่านั้น และต้องทำงานสามัคคีกันเป็นอย่างมาก หากอวัยวะส่วนใดหนึ่งเกิดแหกคอก หรืออู้งาน ไม่เอาเพื่อนเอาฝูง ก็เป็นเรื่อง มีแต่จะพากันไปตกหลุมตกเหวตาย ดังเช่นเรื่องนี้

        ตากับตีน   อยู่กันมา แสนผาสุก                จะนั่งลุกยืนเดิน เพลินหนักหนา

         มาวันหนึ่ง ตีนทะลึ่ง เอ่ยปรัชญา              ว่าตีนมีคุณแก่ตา เสียจริงๆ

         ตีนช่วยพา ตาไป ที่ต่างๆๆ                        ตาจึงได้ชมนาง และสรรพสิ่ง

         เพราะฉะนั้นดวงตา จงประประวิง              ว่าตีนนี้เป็นสิ่ง ควรบูชา

        ตาได้ฟังตีนคุยโม้ ก็หมั่นไส้                       จึงร้องบอกออกกไป ด้วยโทสา

        ว่าที่ตีนเดินไปได้ ก็เพราะตา                      ดูมรรคา เศษแก้วหนาม ไม่ตำตีน

        เพราะฉะนั้น ตาจึงสำคัญกว่า                      ตีนไม่ควรจะมาคิดดูหมิ่น

        สรุปแล้ว ตามีค่า สูงกว่าตีน                       ทั่วธานิน ตีไปได้ก็เพราะตา            

        ตีนได้ฟัง ให้คั่งแค้น แสนจะโกรธ               วิ่งกระโดดโลดไปใกล้หน้าผา

        เพราะอวดดี   คุยเบ่ง เก่งกว่าตา                  ดวงชีวา จะดับไป ไม่รู้เลย

         ตาเห็นตีน ทำเก่งเร่งกระโดด                     ก็พิโรธ แกล้งระงับ หลับตาเฉย

         ตีนพาตา  ถลาล้ม ทั้งก้มเงย                      ตกแล้วเหวย หน้าผา ทั้งตาตีน

  ถ้าจะเปรียบอวัยวะที่เป็นอายตนะของคนเราซึ่งมี ตา หู จมูก ลิ้น และกาย ก็เปรียบได้กับการทำงานของรัฐบาลแบ่งออกเป็น ๕ กระทรวง ซึ่งมีจิตเป็นนายกรัฐมนตรี CEO คอยดูแลสอดส่องความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองคือร่างกาย และคอยมอบหมายจ่ายแจกงานบัญชาการให้แต่ละกระทรวงก็ทำตามหน้าที่ของตนรับนโยบายที่รัฐบาลแบ่งงานออกให้รับผิดชอบ

กระทรวงตา    รับผิดชอบทางการมอง มองรูปต่างๆ  จะรูปหยาบรูปละเอียด  รูปดีรูปชั่ว  แม้แต่รูปที่น่าอุจาดน่ารังเกียจที่สุดก็ต้องมองทั้งหมด  ตามคำบัญชาของจิตที่ต้องการ

กระทรวงหู  รับทางได้ยินเสียง  จะเป็นเสียงเพราะไม่เพราะ  พึงพอใจหรือไม่พึงพอใจ  จำต้องฟังตามคำบัญชาของจิตทั้งนั้นแม้แต่คำพูดด่าแช่งก็ต้องฟัง

กระทรวงจมูก  สำหรับไว้ดมกลิ่น  นี้ยิ่งร้ายกว่ากระทรวงอื่นๆ กลิ่นเหม็นกลิ่นหอม  กลิ่นอะไรทั้งหมดก็ต้องยอมรับเอาทั้งนั้นและยอมรับเอาตลอดเวลาไม่มีเวลาพักผ่อนแม้แต่นอนหลับไปแล้วก็ต้องรับเอาอยู่ (คือลมหายใจยังมีอยู่)

กระทรวงลิ้น  สำหรับไว้รับรสชาติ  เผ็ด เค็ม หวาน เปรี้ยว  กระทรวงนี้ค่อยยังชั่วหน่อย  มีเวลาได้พักผ่อน  แต่ก็ยังมีการงานเพิ่มเติมอีกมาก  นอกจากจะมีไว้สำหรับรับรสชาติแล้ว  ยังมีไว้ให้พูดคุยกัน  เพื่อให้รู้จักภาษาสำเนียงเสียงสูงเสียงต่ำอีกด้วย  ถ้าไม่มีลิ้นแล้วคนเราก็พูดอะไรไม่ได้  เหมือนกับหัวหลักหัวตอ  จะหาความสนุกมาจากไหน

กระทรวงกาย  สำหรับไว้รับรู้สัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง  นุ่มนวล กระทรวงนี้ค่อยยังชั่วหน่อย  สามารถแต่งเอาได้ตามต้องการ จะให้สวยให้ขี้เร่ แต่งได้ตามใจชอบ  แต่ว่าจะต้องรับภาระตลอดเวลา  ไม่ว่าจะเป็นอิริยาบถไหนก็ตาม  ต้องรับภาระสัมผัสอยู่อย่างนั้น  แล้วก็เป็นตัวยืนของกระทรวงทั้งสี่  ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นอีกด้วย  ถ้ากระทรวงนี้ไม่มีแล้ว  กระทรวงทั้งสี่นั้นก็มีไม่ได้ตา  หู  จมูก  ลิ้นและกาย ทั้ง ๕ อย่างนี้  ย่อมรับภาระหน้าที่แต่ละอย่างต่างๆ กัน   ทำการงานเพื่อเสริมความสุขสามัคคีให้แก่จิตผู้เดียว  ไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกันและไม่ทะเลาะทุ่มเถียงแก่งแย่งแข่งดีซึ่งกันและกัน  หากกระทรวงใดจำเป็นไม่สามารถจะทำหน้าที่ของตนนั้นๆ ได้แล้ว  ตัวรัฐบาล (คือจิต)  ก็จะเข้ารับภาระทำแทน เช่น ตาบอดลงมองไม่เห็นแล้ว  จิตก็จะใช้มือหรือสิ่งอื่นอะไรพอจะสัมผัสแทนได้แล้ว   จิตก็จะใช้ตรึกตรองจดจำเอาตามสัมผัสนั้นๆ

ไม่เหมือนนักการเมืองบางท่าน  คนที่เข้ามาต่างก็บอกว่าทำเพื่อชาติเพื่อประชาชน  แต่เมื่อได้เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วส่วนมาก  ก็กอบโกยเอาเพื่อเข้ากระเป๋าตนเองทั้งนั้น  เป็นส.ส.แล้วก็อยากเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีแล้วก็อยากเป็นเลขาเป็นรัฐมนตรี  แล้วก้อยากเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วก็อยากเป็นประธานาธิบดีไปนู้น เมื่อตนเป็นแล้วก็อยากให้พรรคพวกเพื่อนฝูง ญาติสนิทมิตรสหายวงษ์ตระกูลของตนเป็นอีกไม่มีที่สิ้นสุด   จะเป็นโดยวิธีไหนก็ตามไม่สนใจ ขอให้ได้เป็นก็แล้วกัน  เมื่อเป็นแล้วก็มุ่งหวังแต่ประโยชน์ของตน โดยอ้างประเทศชาติบังหน้า ปากก็บอกว่าทำเพื่อประชาชน เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย แต่ความจริงไม่ใช่  อย่างนี้มันจึงยุ่งวุ่นวายกันไม่มีที่สิ้นสุด 

แต่ก็ยังดีที่มีนักการเมืองบางคนทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนจริงๆ จึงเป็นเครื่องยึดรั้ง ถ่วงคนที่เห็นแก่ตัวไว้บ้าง  ประเทศชาติจึงได้เป็นมาจนทุกวันนี้  สามัคคีธรรมนี้ถ้าหากผู้มีปัญญาสามารถนำไปใช้เป็นแล้ว  ก็จะเกิดประโยชน์อันยิ่งใหญ่มหาศาลแก่ทางโลกและทางธรรม   ธรรมแท้คือความสามัคคี  ที่ทั้งโลกยึดถือไว้เป็นที่พึ่งใช้ตลอดกาล  ความหายนะของโลก  นับแต่กลุ่มเล็กที่สุดจนกระทั่งกลุ่มโตเป็นโลก  ได้แก่ความแตกแยกของสามัคคี  ความสามัคคีจึงได้ชื่อว่า เป็นคุณธรรมอันสูงส่งสำหรับสังคมที่มีคนมาอยู่ร่วมกัน  ความสามัคคีเป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข  ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า  “สุขา สํฆสฺส สามคฺคี” ความพร้อมเพรียงของในหมู่คณะนำมาซึ่งความสุข และยังมีหลักธรรมปฏิบัติที่จะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจให้เกิดเป็นความสมัครสมานสามัคคีกันอีกข้อหนึ่งที่เรียกว่า สังคหวัตถุ ๔ อย่าง ได้แก่  ทาน การให้ปันสิ่งของๆ ตนแก่ผู้อื่นที่ควรให้ปัน ๑   ปิยวาจา เจรจาวาจาที่สุภาพอ่อนหวาน ๑   อัตถจริยา ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ๑   และ สมานัตตตา ความเป็นผู้มีตนเสมอ ไม่ถือตัวอีก ๑ ดังที่จะได้อธิบายขยายความเป็นลำดับต่อไป

(๑) “ทาน” การให้ปันสิ่งของของตนแก่ผู้อื่นที่ควรให้ปันนั้น ย่อมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจแก่ผู้รับให้ระลึกนึกถึงความเป็นผู้มีน้ำใจโอบอ้อมอารีของผู้ให้ ผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี มีน้ำใจ มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่นอยู่เสมอ   ย่อมเป็นที่รักแก่ชนทั้งหลาย   คนหมู่มากย่อมคบค้าสมาคมด้วย   สมดังที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า    ททํ ปิโย โหติ ภชนฺติ นํ พหู  ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก   คนหมู่มากย่อมคบเขา

  (๒) “ปิยวาจา” การเจรจาวาจาที่อ่อนหวาน คือวาจาที่ไพเราะสุภาพอ่อนโยนตามฐานะ ย่อมเป็นที่ชื่นใจเป็นที่ประทับใจแก่ผู้ฟังหรือคู่สนทนา  ไม่มีใครชอบวาจาที่หยาบคายแข็งกระด้างและ/หรือวาจาที่ก้าวร้าว ที่ไร้มารยาท ไม่รู้กาลเทศะ และวาจาที่ไม่ไพเราะไม่สมฐานะระหว่างผู้พูดกับผู้ฟังและคู่สนทนาด้วย    คนเราจะได้ดีหรือถึงความเสื่อมก็ด้วย “วาจา” นั่นแหละเป็นข้อสำคัญประการหนึ่ง   โบราณท่านจึงกล่าวไว้ว่า “ปากเป็นเอก เลขเป็นโท”  หมายความว่า วาจาที่ดี ที่สุภาพ ที่ไพเราะอ่อนหวาน นั้นแหละเป็นข้อปฏิบัติที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของการครองใจคน และจะได้ดีก็เพราะวาจาที่ดี ปิยวาจาคือวาจาที่ไพเราะสุภาพอ่อนโยนต่อกันตามฐานะเท่านั้นแหละที่จะเป็นเครื่องผูกใจ ยึดเหนี่ยวจิตใจผู้อื่นได้ยืนนาน    คนเราจะได้ดี จะมีมิตรสหายที่ดีต่อกัน ก็เพราะปากดี วาจาดี   แต่ที่จะเสียเพื่อนที่ดี หรือเสียโอกาสที่ดีๆไป ก็เพราะปากเสีย

(๓) อัตถจริยา  การประพฤติสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น  หมายความว่า ความเป็นผู้มีน้ำใจ ไม่นิ่งดูดาย  รู้จักสงเคราะห์ญาติมิตร  และอนุเคราะห์ช่วยเหลือกิจการของผู้อื่นให้สำเร็จ  รู้จักช่วยกระทำกิจอันประโยชน์บุคคลอื่นหรือแก่สังคมส่วนรวม ตามความเหมาะสมแก่ฐานะและโอกาส ไม่เป็นคนแล้งน้ำใจช่วยใครไม่เป็น  คือไม่เป็นคนเห็นแก่ตัวจัด  ยามที่ผู้อื่นหรือสังคมประสบความทุกข์เดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือ เช่น ในยามประสบทุกข์ภัยต่างๆ ได้แก่ ภัยน้ำท่วม ภัยลมพายุ อัคคีภัย เป็นต้น ก็มีน้ำใจอนุเคราะห์ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้อื่นหรือสังคมที่กำลังได้รับความทุกข์เดือดร้อนเช่นนั้นตามกำลังของตน ด้วยใจเมตตาและกรุณาธรรม  

(๔) สมานัตตตา คือความเป็นผู้มีตนเสมอ ไม่ถือตัว ก็คือ ความประพฤติปฏิบัติดีต่อผู้อื่นอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เมื่อมีชีวิตที่เจริญก้าวหน้า หรือได้ดิบได้ดีขึ้นไป ก็ไม่ถือตัวหรือทำตัวเย่อหยิ่งกับญาติพี่น้องหรือมิตรสหายเดิม ที่เคยคบค้าหรือปฏิบัติดีต่อกัน เคยเคารพนับถือกันมาอย่างไร ก็คงประพฤติปฏิบัติดีต่อกัน เคารพนับถือกันอยู่อย่างนั้น ไม่ใช่พอเป็นใหญ่เป็นโตมีอำนาจวาสนาหน่อยก็ลืมเพื่อนลืมฝูง ลึกกำพืชของตนเองไป อย่างนี้เป็นนิสัยที่ไม่น่ารัก ใครก็ไม่อยากคบค้าสมาคมด้วย เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ

สรุปแล้ว คุณธรรม ๔ อย่างได้แก่ ทาน คือการรู้จักแบ่งปันสิ่งของๆตนให้แก่ผู้อื่นที่สมควรให้ปัน  ด้วยสิ่งของที่ควรให้  ตามฐานะและโอกาสอันสมควร ๑   ปิยวาจา คือการเจรจาด้วยวาจาสุภาพอ่อนโยน ไพเราะอ่อนหวาน ตามความเหมาะสมแก่ฐานะ ๑   อัตถจริยา ความประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นที่อยู่ร่วมกันในสังคมตามสมควรแก่ฐานะของตน ๑   สมานัตตตา คือความปะพฤติปฏิบัติดีต่อผู้อื่นอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ถือตัว อีก ๑   ๔ ประการนี้เป็นหลักธรรมที่จะก่อให้เกิดเป็นความรัก ความสามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ขึ้นในหมู่ในคณะ ในสังคมประเทศได้

            เมื่อพูดถึงความสามัคคีแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา พระองค์ได้มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับความสามัคคีนี้ไว้มากมายในหลายวโรกาส พระองค์จะทรงเน้นย้ำในคุณธรรมเรื่องความสามัคคีเป็นอย่างมาก อย่างเช่นครั้งที่พระองค์ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ทหารรักษาพระองค์ ในพิธีตรวจพลสวนสนาม เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ลานพระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๑๒ มีข้อความตอนหนึ่งว่า  “ชาติของเรารักษาเอกราชอธิปไตยมาได้จนทุกวันนี้ ด้วยความสามัคคี คนไทยเราแต่ละคนรู้จักประโยชน์ส่วนรวมของชาติ รู้จักปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องเกื้อกูลกัน ผลการปฏิบัติของเรานั้น จึงเกิดเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ซึ่งสามารถกำจัดและป้องกันภัยต่างๆมิให้ทำอันตรายแก่เราได้ แม้จะมีศัตรูคิดทำร้าย บุกรุกคุกคามอย่างหนักหนาเพียงใด เราก็ยังไม่เพลี่ยงพล้ำ”

            ในอดีตเมื่อประเทศเพื่อนบ้านของเรา อย่างประเทศเวียดนาม กัมพูชา และลาว ต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคอมมิวนิสต์และภัยคอมมิวนิสต์ได้คุกคามประเทศไทยอย่างหนัก มีกองกำลังของคอมมิวนิสต์เข้ามายึดพื้นที่หลายจุดของประเทศไทย เกิดการสู้รบปรบมือกันขึ้น จนหวั่นเกรงกันว่าประเทศไทยจะตกเป็นคอมมิวนิสต์ ตามทฤษฏีโดมีโน

            องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งแผ่นดิน ธ ทรงเป็นกำลังใจให้พวกเราคนไทยต่อสู้ป้องกันเอกราชอธิปไตยของชาติไทยเราด้วยความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันด้วยความเสียสละ ด้วยการเสียสละ ด้วยการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสอดคล้องต้องกัน โดยมีจุดประสงค์เดียวกันที่จะรักษาประเทศชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ให้มั่นคงสถาพรตลอดไป ซึ่งในที่สุดไทยเราก็สามารถเอาชนะภัยจากคอมมิวนิสต์ได้ ทำให้สามารถรักษาเอกราชอธิปไตยไว้ได้จนตราบเท่าทุกวันนี้

            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเน้นความสำคัญของความสามัคคีในพระบรมราโชวาทอยู่หลายครั้ง เช่นพระบรมราโชวาทที่พระราชทานในมหามงคลสมัยเจริญพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบ ในวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๐ ซึ่งมีข้อความดังนี้

            “ความสามัคคีนี้เป็นคุณธรรมสำคัญประการหนึ่งซึ่งหมู่ชนผู้อยู่ร่วมกันจำเป็นต้องมี ต้องถนอมรักษาและต้องนำมาใช้อย่างสม่ำเสมอ เนื่องด้วยสรรพกิจการงานที่เป็นส่วนรวมทุกด้านทุกระดับ ต้องอาศัยบุคคลหลายระดับร่วมกันคิด ช่วยกันทำ ถ้าแต่ละฝ่ายเข้ามาร่วมกันด้วยความตั้งใจดี ด้วยความรู้ความสามารถ ด้วยความฉลาดมีเหตุผลและด้วยความคิดที่สร้างสรรค์ งานก็จะสำเร็จผลสมบูรณ์งดงาม ตามประสงค์ทุกอย่าง

            ดังนั้นจึงใคร่ขอให้ท่านทั้งหลายในมหาสมาคมนี้ทั้งที่มีตำแหน่งหน้าที่ในราชการและมิใช่ราชการทุกคน ตลอดจนประชาชนชาวไทยทั่วหน้า ได้พิจารณาให้ทราบความหมายและคุณค่าของความสามัคคี อย่างถ่องแท้และตั้งความคิดจิตใจให้แน่วแน่หนักแน่นที่จะร่วมกันบำเพ็ญกรณียะกิจของตนให้ประสานเกื้อกูลส่งเสริมกันอย่างสอดคล้องด้วยความสุจริต ขยันขันแข็งและจริงใจ เพื่อให้ผลสำเร็จทั้งหลายที่แต่ละฝ่ายแต่ละคนกระทำ ประมวลกันเป็นความเจริญมั่นคง ความวัฒนาผาสุกและความรุ่งเรืองไพบูลย์ของประเทศชาติของเรา”

            อย่างครั้งล่าสุดพระองค์ก็ได้มีกระแสพระราชดำรัส ที่ตรัสไว้ในมงคลวโรกาสที่ทรงเสวยสิราชสมบัติครอบ ๖๐ ปี ซึ่งได้ตรัสไว้เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา ซึ่งเกี่ยวกับคุณธรรม ๔ ประการ ดังความตอนหนึ่งว่า

            “..คุณธรรมเป็นที่ตั้งของความรัก ความสามัคคี ที่ทำให้คนไทยเราสามารถร่วมมือ ร่วมใจกัน รักษาและพัฒนาชาติบ้านเมือง ให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันมาได้ตลอดรอดฝั่ง

            ประการแรก คือ การที่ทุกคน คิด พูด ทำ ด้วยความเมตตา มุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน

            ประการที่สอง คือ การที่แต่ละคนต่างให้การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงานกัน ให้งานที่ทำสำเร็จผล ทั้งแก่ตน แก่ผู้อื่นและแก่ประเทศชาติ

            ประการที่สาม คือ การที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในความสุจริต ในกฎกติกา และในระเบียบแบบแผน โดยเท่าเทียมเสมอกัน

            ประการที่สี่ คือ การที่ต่างคนต่างพยายามทำความคิด ความเห็นของตนให้ถูกต้อง เที่ยงตรง และมั่นคง อยู่ในเหตุในผล หากความคิดจิตใจ และการประพฤติปฏิบัติ ลงรอยเดียวกันในทางที่ดี ทางที่เจริญนี้ ยังมีพร้อมอยู่ในกายในใจของคนไทย ก็มั่นใจว่าประเทศชาติไทยจะดำรงมั่นคงอยู่ตลอดไปได้

            จึงขอฝากท่านทั้งหลาย ในสมาคมนี้ ทั้งประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ได้รักษาจิตใจและคุณธรรมนี้ไว้ให้เหนียวแน่น และถ่ายทอดความคิดจิตใจนี้กันต่อไปอย่าให้ขาดสาย เพื่อให้ประเทศชาติของเราดำรงยืนยงอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ทั้งในปัจจุบันและในภายภาคหน้า....”

            ท่านผู้ฟังทั้งหลายการเดินทางของธรรมบรรยายก็ได้มาถึงที่สุดท้าย ปลายทางด้วยเวลาเพียงเท่านี้  แต่หากการเดินทางของพวกเรายังคงต้องดำเนินต่อไป จนกว่าวันหนึ่งวันนั้นจะมาถึง

            ท้ายที่สุดแห่งธรรมบรรยายบนเครื่องบินในครั้งนี้ อาตมภาพขออาราธนาบารมีธรรมแห่งคุณพระพุทธ คุณพระธรรม และคุณพระอริยะสงฆ์ ตลอดทั้งบารมีธรรมแห่งบุญกุศล ความดีทั้งมวลในสากลจักรวาล ได้คุ้มครอง อภิบาลรักษาท่านทั้งหลาย ให้แคล้วคลาดจากอุปัทวะอันตราย  ห่างหายจากทุกข์ โศก โรค ภัย เคราะห์กรรม เสนียดจัญไร และสิ่งไม่ดีทั้งหลายทั้งปวง ให้ประสบพบแต่สิ่งที่ดีงาม สิ่งที่เป็นธรรม จนมีดวงตาเห็นธรรม สำเร็จมรรค บังเกิดผล ร่ำรวยเลิศล้น ด้วยอริยทรัพย์ทั้งภายนอกและภายใน มีดวงใจเป็นหนึ่งนิพพาน หากปรารถนาสิ่งใดที่เป็นไปด้วยชอบ ประกอบด้วยธรรม นำตนและบุคคลอื่นให้พ้นทุกข์แล้วไซร้ ความความปรารถนานั้นจงสำเร็จๆ ทุกประการ

            ก่อนจะลาจากกันในครั้งนี้ อาตมาใคร่ขอสรุปบทธรรมบรรยายที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้น ด้วยบทกวีที่เป็นบทเพลงชื่อ พลังสามัคคี ซึ่งประพันธ์ไว้โดย อาจารย์สุรพล โทณวนิก  เพื่อให้ท่านท่านหลายได้เป็นข้อคิดสะกิดใจก่อนจาก ดังเนื้อที่ว่า

      นิ้วเดียวไหนเลยจะทำให้มือมีแรง

        มดแดงช้างกลัวเพราะมันรวมตัวกันเป็นพลัง

         จอมปลวกใหญ่โตด้วยมันพร้อมใจกันสร้างรัง

          ชาติของเราจะยืนอยู่ยัง ก็ด้วยพลังสามัคคีของไทย

         คนเดียวสู้ตาย มักตายถ้ามันมาหมาหมู่

           รวมกันเข้าสู้ สู้มันแล้วต้องมีชัย

            กิ่งไผ่รวมกัน มันหักอย่างไรไม่ไหว

             เราอยู่เป็นไทย ก็เพราะไทยร่วมใจสามัคคี

           ผึ้งยังรักรวงหวงรังเหมือนดังชีวิต

           ใบหญ้าใบนิดฟั่นเชือกล่ามช้างยังมี

            ก้อนอิฐรวมกันก่อกำแพงแข็งแรงอย่างดี

           หยดน้ำร่วมสามัคคีกลายเป็นทะเลกว้างใหญ่สุดตา

             อย่าเอาความคิดใดๆ มาแบ่งแยกไทยให้แตกเป็นสอง

               ถึงรักคู่ รักพี่ รักน้อง ก็ยังเป็นรองชาติยิ่งกว่า

            ถ้าอยากเป็นไทย ไม่เป็นขี้ค่า               อย่าลืมคำว่า พลังสามัคคี               

 เจริญพร............................