วางใจให้เป็นสุข 2

พระมหาประดิษฐ์  จิตฺตสํงวโร



 

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ ไดโอเจเนส ซึ่งเป็นนักปรัชญาชาวกรีก มีชีวิตราวๆ ๑๕๐ ปีหลังพุทธกาล  อยู่มาวันหนึ่ง เพื่อนของเขาซึ่งใช้ชีวิตอย่างสุขสบายด้วยการประจบสอพลอกษัตริย์ มีตำแหน่งใหญ่โตในทางการปกครองมาเห็นเขากำลังกินถั่วฝักยาวเป็นอาหารเย็นที่บ้านจึงพูดขึ้นว่า

“หากท่านรู้จักสอพลอกษัตริย์เสียบ้าง ก็ไม่ต้องยังชีพด้วยถั่วฝักยาวดอก”

ไดโอเจเนสได้ยินก็ย้อนกลับไปว่า“ถ้าท่านรู้จักยังชีพด้วย ถั่วฝักยาว ก็คงไม่ต้องสอพลอกษัตริย์ดอก”

สำหรับเพื่อนของไดโอเนเจส ความสุขของเขาอยู่ที่การมีชีวิตหรูหรา ไฮโซ มั่งคั่งร่ำรวยด้วยทรัพย์สินของทอง ข้าวของบริวาร อำนาจตำแหน่ง ความมีหน้ามีตาในสังคม จึงต้องประจบสอพลอกษัตริย์ ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา แม้จะไม่ถูกต้องตามศีลธรรม ยอมขายแม้จิตวิญญาณของตน

แต่ไดโอเนเจส เห็นว่าความสุขเป็นเรื่องง่ายๆ เพียงแค่มีถั่วฝักยาวกินเพื่อประทังชีวิตก็เพียงพอแล้ว ชีวิตก็มีความสุขดีโดยไม่จำเป็นต้องดิ้นรนมากไปกว่านั้น ไม่ต้องแบกหน้าไปเลียแข้งเลียขาประจบสอพลอใครให้วุ่นวาย การกินถั่วฝักยาวง่ายกว่าการประจบสอพลอกษัตริย์เป็นไหนๆ เสียอีก เขากำลังบอกพวกเราว่า “การใช้ชีวิตให้เป็นสุขนั้นไม่ใช่เรื่องยุ่งยากซับซ้อน และถ้าเรารู้จักทำให้ความสุขเป็นเรื่องง่ายๆ แล้ว ชีวิตเราก็ง่ายไปด้วย ทุกวันนี้เราพากันใช้วิธีการที่ยุ่งยาก ซับซ้อนและอ้อมค้อมกันเพื่อให้บรรลุถึงความสุข ทั้งที่ความสุขสามารถเข้าถึงด้วยวิธีที่ลัดสั้น ง่ายๆ พื้นๆ อย่างเช่นการทำใจให้เป็นสุข”

ความสุขประการที่ ๒. คือ นิรามิสสุข ความสุขที่ไม่อิงอามิสหรือสุขแบบพอเพียง เป็นสุขที่เกิดจากการสร้างการกระทำ เป็นสุขแบบ Active อาตมาเรียกว่า สุขแบบเป็นไทไม่ใช่ทาส ความสุขชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งนอกกาย มันอยู่ที่กายที่ใจของเรานี่เอง อยู่กับตัวเรานี่แหละ อยู่แม้กระทั่งตอนนี้ เดี่ยวนี้ ไม่จำเป็นต้องวิ่งหาหรือรอคอยให้เสียเวลาเลย มันอยู่กับเราแล้ว ถามตัวเองสิว่า ร่างกายของเรายังเป็นปกติอยู่ไหม ยังมีอาการครบ ๓๒ ประการอยู่หรือไม่ ถ้ายังอยู่ครบ ก็บอกกับตัวเองได้แล้ว “นั่นแหละความสุขแล้ว” หากนึกถึงตอนนี้เราถูกไข้หวัดใหญ่เล่นงาน ความรู้สึกตอนนั้นเราอยากให้มันหาย กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม ขอแค่ให้ไม่ปวดหัว ไม่ตัวร้อน นอนหลับได้ ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก เราก็รู้สึกสบายใจมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด แค่ร่างกายสมบูรณ์เป็นปกติเราก็มีความสุขได้แล้ว ต่อให้มีเงินมากมายมหาศาลแค่ไหน จะมาซื้อสุขภาพอย่างที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้หรอก เงินซื้อได้แต่ความสบาย แต่ซื้อความสุขไม่ได้หรอก เงินซื้อเตียงนอนนุ่มๆได้ แต่ซื้อการหลับเป็นสุขไม่ได้  เงินซื้อยารักษาโรคแพงๆ ได้แต่ซื้อสุขภาพที่ดีไม่ได้ เงินซื้อหารแพงๆได้ แต่ซื้อรสชาติความอร่อยที่เกิดจากความพอใจไม่ได้หรอก  แล้วลองถามตัวเองอีกสิว่า คนที่เรารัก เช่นพ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลานยังอยู่กับเราหรือไม่ ถ้ายังอยู่ นั่นก็คือความสุขแล้ว มีเรื่องเล่นกันว่า

คุณยายคนหนึ่งอาศัยอยู่กับหลานสองคน ทุกวันหลานทั้งสองจะออกไปเที่ยวเล่นสนุกสนานตามห้าง ตามโรงหนัง ตามงานคอนเสริต์ ตามผับ ตามบาร์ ทิ้งให้คุณยายอยู่บ้านคนเดียว พอคุณยายห้ามปราม หลานๆก็ตอบว่า “แหมทำงานมาเหน็ดเหนื่อย ก็ขออกไปหาความสุขบ้างสิ”

กลางดึกวันหนึ่ง หลานทั้งสองไปเที่ยวกลางคืนกลับมาถึงบ้าน เห็นคุณยายกำลังเดินก้มๆเงย อยู่ ข้างเสาไฟฟ้าที่หน้าบ้าน ถามได้ความว่า คุณยายกำลังหาเข็มเย็บผ้าที่ทำตกไป

หลานทั้งสองถามยายว่า “คุณยายทำเข็มหล่นตรงไหนจะได้ช่วยหาได้เจอ”

คุณยายรีบตอบทันที “อ๋อ ยายนะทำเข็มหล่นตรงหน้าเตียงในห้องนอนจ้ะ”

“อ้าว...แล้วยายมาหาตรงนี้ทำไมละจ้ะ” หลานถาม “ก็ยายเห็นว่า ตรงนี้ไฟมันสว่างดี เผื่อจะหาเจอได้ง่ายๆ” เท่านั้นเอง หลานทั้งสองก็ลงนั่งหัวเราะกันจนท้องแข็ง

“ยาย... ยายกำลังสับสนอะไรหรือเปล่า...เข็มหล่นในห้อง แล้วมาหาที่ไต้เสาไฟเนี่ยนะ”

คุณยายตอบกลับทันที “ทำไมจะไม่ได้ละหลานรัก ก็ทีหลานน่ะ ทำความสุขหล่นหายไปจากใจ ยังไปเที่ยวหาตามผับ ตามบาร์ ตามห้างได้ทุกวัน....................................” หลานทั้งสองอึ้งไปเลย

เมื่อใจของเราเป็นต้นกำเนิดของความสุข ความทุกข์ ความดี ความเลว ความงาม และความน่าเกลียด ใจจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องห่วงใยและดูแลให้ดี เพราะหากเรา

รักษาใจให้ดี                        ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง

มีสติอย่าให้พร่อง                  ความเศร้าหมองก็ไม่มี

            เมื่อพูดถึงความสุข หากเรารู้จักวางใจให้เป็น ความสุขนั้นก็อยู่แค่เอื้อม ความสุขไม่จำเป็นต้องเอื้อมด้วยมือที่คอยคว้าดึงมาหาเรา แต่ความสุขนั้นเอื้อมได้ด้วยการสัมผัสด้วยใจและรับรู้ด้วยความรู้สึกจากภายใน โดยเฉพาะความสุขที่เกิดจากความสงบใจ ความนิ่งของจิตใจ ไม่ทุรนทุรายไขว่คว้าหาจากสิ่งภายนอกไปตามอำนาจที่บงการของกิเลสตัณหา ความอยาก ความใคร่ อยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น อยากเด่น อยากดัง อยากครอบครอง อยากเป็นเจ้าของ  ถ้าชีวิตของเราฝากความสุขไว้กับสิ่งภายนอกมากเกินไป แล้วเมื่อไร จึงจะมีความสุข? มีคำถามว่า

           มีเงินเท่าไรจึงชื่อว่าร่ำรวย?

           มีบริวารเท่าไร จึงชื่อว่าทรงอำนาจ?

           รู้เรื่องอะไรบ้างจึงชื่อว่าเปี่ยมด้วยความรู้?

ลองตอบกันดู   ..............................................................

            หากชีวิตต้องวิ่งตามความสุขอยู่ร่ำไป เราคงไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่มีเวลาอยู่กับตัวเองไม่มีโอกาสได้พบความสุขหรอก แต่ถ้าเราหันเข้ามามองภายในจิตใจ กลับมาลองฟังเสียงหัวใจตัวเองอย่างลึกซึ้ง  ฟังด้วยจิตใจที่สงบและเป็นกลางๆ อย่างคนที่มีสติ มีปัญญาตามแบบพุทธองค์ เราก็จะพบคำตอบที่สั้น ลัดและชัดลึก ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายให้ยืดยาว เพราะ

            เพียงเราทำใจยอมรับและให้พอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ได้ เราก็จะร่ำรวยมากขึ้น

            เพียงเราทำใจให้รักคนที่เราได้รู้จักด้วยมิตรไมตรีความจริงใจ เราก็จะมีอำนาจด้วยสันติธรรม

            เพียงเราทำใจให้ยอมรับเรื่องราวของชีวิตให้เห็นตามความเป็นจริง เราจะได้ชื่อว่ามีความรู้

            เมื่อจิตใจเราเป็นต้นตอบ่อเกิดของ ความสุขและความทุกข์ ตัวเราในฐานะที่เป็นเจ้าของ ควรอย่างยิ่งที่จะกลับมาใสใจ ดูแล รักษาใจให้ดี ประสานใจเป็นอันเดียวด้วยการทำจิตให้สงบ ระงับ ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวกับความรู้สึกภายในอย่างมีสติ ไม่ไปเที่ยวแสวงหาความสุขจากภายนอก แต่ค้นออกมาจากข้างใน ความสุขที่ซ่อนอยู่ในความเงียบ ความสงบของจิตใจ สุขอื่นใดจะยิ่งไปกว่าความสงบไม่มี

ความสุขที่ไม่ต้องซื้อไม่ต้องหา ไม่ต้องใช้เงินใช้ทองแลกมา คือความสุขอันเกิดแต่ความสงบใจ เป็นความสุขที่มีอยู่ภายในของแต่ละคนทุกคนอยู่แล้ว และก็มีอย่างเท่าเทียมเสมอกัน แต่กระนั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะพบมันได้  คนที่จะสมารถสำรวมกาย วาจา ใจให้สะอาดไม่ยุ่งเกี่ยวกับบาป สิ่งชั่วช้า ลามก ต่ำทราม ทำแต่ความดี มีจิตใจที่บริสุทธิ์จากกิเลสอันเป็นอันเป็นเหตุเศร้าหมอง และมีสติปัญญาที่รู้เห็นความจริง เข้าใจตามความเป็นจริง โดยปฏิบัติตามแนวทางแห่ง ศีล สมาธิ ปัญญา เท่านั้น จึงจะสามารถพบความสุขชนิดนี้ได้

มีบางท่านอาจเข้าใจว่า เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเรื่องของพระ เณร เถร ชี ที่อยู่ในวัดไม่ใช่เรื่องอะไรที่เราต้องไปสนใจ หรือเราคงไม่สามารถปฏิบัติได้ให้เข้าถึงได้หรอก ความจริงมนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์เสมอภาคกันที่จะรู้ธรรม เข้าถึงธรรม อย่าลืมว่า พระ เณร เถร ชีก็มีทุกข์แบบพระ เณร เถร ชี คนก็มีทุกข์แบบคน แต่ทั้งพระและคน ถ้าอยู่บนทางเดียวกัน คือทางแห่งศีล สมาธิ และปัญญา ย่อมมีสิทธิ์ที่จะสัมผัสกับความสุขที่แท้จริงได้

ในชีวิตประจำวันของเรา การปฏิบัติตามศีล สมาธิ ปัญญา หรือที่เรียกว่าปฏิบัติธรรมนั้น เราสามารถที่จะปฏิบัติได้ทุกหนทุกแห่ง ทุกขณะการทำงาน ทุกขณะแห่งการเคลื่อนไหว และทุกขณะแห่งลมหายใจ หากเรายังมีลมหายใจอยู่เราก็สามารถปฏิบัติธรรมจนถึงที่สุดแห่งธรรมได้

ท่ามกลางความมืดมิดของปัญหา108

เราต้องออกมาสู่ที่สว่างสู่ทางแห่งปัญญาเพื่อให้มองเห็นตัวเองและสิ่งรอบข้างได้อย่างชัดเจน

        ท่ามกลางโลกที่ผันแปร สังคมที่วุ่นวาย สับสน ภารกิจของชีวิตที่ยุ่งเหยิง เรายิ่งต้องมีจิตใจที่สงบ

            ท่ามกลางกระแสของการแข่งขัน รีบเร่ง เรายิ่งต้องทำอะไรให้ช้าลง หรือตั้งสติก่อนแล้วค่อยทำ

            ท่ามกลางสังคมที่นิยมความรุนแรง แข็งกร้าว เราต้องยิ่งอ่อนน้อม และอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ

            ท่ามกลางผู้คนที่งมงายไปกับกระแสของกิเลส เรายิ่งต้องมีสติปัญญา พิจารณาอย่างชัดแจ้ง

            และท่ามกลางชีวิตที่รายล้อมด้วยความทุกข์นานัปการประการเรายิ่งต้องรีบค้นหาความสุขให้เจอ

                  สุขและทุกข์                   อยู่ที่ใจ                      ไม่ใช่หรือ

                  ถ้าใจถือ                        ก็เป็นทุกข์                  ไม่สุกใส

                  ถ้าไม่ถือ                        ก็เป็นสุข                    ไม่ทุกข์ใจ

                  เราอยากได้                    ความสุข                    หรือทุกข์นา