พลังแห่งรัก

พระมหาประดิษฐ์  จิตตสังวโร




 

ชีวิตที่ปราศจากความรัก         ไม่ใช่ชีวิต

สำคัญที่สุดในชีวิต                               คือความรัก

ความสุขของชีวิต                                            เกิดจากความรัก

ความทุกข์ของชีวิต                                             เกิดจากความรักเช่นกัน[1]

            เดือนกุมภาพันธ์เราถือกันว่าเป็นเดือนแห่งความรัก เป็นเดือนที่หนุ่มสาวทั่วโลกนิยมมอบกุหลาบแสดงความรักต่อกันเป็นสื่อรักจากหัวใจ โดยเฉพาะวันที่ ๑๔ กุมภา วันวาเลนไทน์  หรือวันแห่งความรัก เป็นวันที่บรรยากาศแห่งความรักคึกคักเป็นพิเศษ กุหลาบสีแดงแม้ราคาจะแพงก็ยังขายดี ที่ว่าการอำเภอเนืองแน่นด้วยคู่บ่าวสาวที่มาจดทะเบียนสมรส เพื่อเป็นคู่ชีวิตอยู่ร่วมครอบครัวเดียวกัน ด้วยสีหน้าที่หวานชื่นเปี่ยมล้นด้วยความสุข ดังคำที่ว่า “ความสุขของชีวิต เกิดจากความรัก”

            วันวาเลนไทน์ตามตำนานแล้วว่ากันว่าเป็นวันแห่งการระลึกถึงความรักอันบริสุทธิ์และความเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของเซ้นท์วาเลนไทน์ที่ถูกจักรพรรดิ์แห่งโรมประหารชีวิตเพราะเหตุที่ท่านฝ่าฝืนกฏที่ห้ามหญิงชายแต่งงานกันและห้ามประกอบพิธีแต่งงาน แต่ด้วยความศรัทธาต่อความรักและเมตตาที่หาประมาณมิได้ ท่านจึงได้ทำพิธีแต่งงานให้แก่คู่บ่าวสาวซึ่งรักกันมากคู่หนึ่ง ทั้งที่รู้ว่าเป็นข้อห้าม ทั้งที่รู้ว่าจะต้องโทษถึงประหารแต่ด้วยความรักที่บริสุทธ์ ความเมตตาที่สูงส่ง ความเสียสละที่ยิ่งใหญ่ และด้วยพลังแห่งรัก ทำให้ความตายไม่มีอิทธิพลใดๆต่อชีวิตของนักบุญวาเลนไทน์ ด้วยคติที่ว่า “สำคัญที่สุดในชีวิต คือความรัก” ดังนั้นเขาจึงพากันกำหนดวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ขึ้นมาเป็นวันแห่งความรักเพื่อระลึกถึงคุณความดีในความเมตตาของท่าน

แต่ทุกวันนี้กลายเป็นว่าวันวาเลนไทน์เป็นวันที่หนุ่มสาวมอบกุหลาบแสดงความใคร่ต่อกันด้วยสำคัญว่าเป็นความรักและเป็นวันที่สาวรุ่นเสียตัวพลีกายให้กับชายหนุ่มคู่รักของตนก่อนวัยอันควรมากที่สุด จนมีวัยรุ่นหลายคนต้องเสียตัว เสียอนาคต และเสียคนด้วยอารมณ์ชั่ววูบที่เกิดจากความรักจอมปลอม รักที่เห็นแก่ตัว รักสนุกและหวังผูกสัมพันธ์ต่อกัน โดยลืมไปว่า ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด คือความรักไม่ใช่ความใคร่

            ความรักเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นเครื่องจรรโลงโลกให้สดใสและน่าอยู่ยิ่งขึ้น พลังแห่งรักจะแผ่ซ่านเข้าไปในหัวใจ ทำให้คนเรามีชีวิตอย่างสุขสำราญ ทำให้จิตใจหลุดพ้นจากความวิตก หวาดกลัว และกังวลทั้งมวล หากทุกคนมีความรัก ความเมตตา ความเอื้ออาทร อย่างจริงใจมอบให้แก่กันและกันด้วยไมตรีจิตที่บริสุทธิ์ สงครามและความขัดแย้งที่รุนแรงทั้งหลายก็ไม่เกิดขึ้น สังคมก็ร่มเย็น ทุกถิ่นที่ก็มีแต่สันติภาพ และพลังแห่งรักเป็นตัวกระตุ้นระบบภูมิต้านทานที่ทรงอานุภาพที่สุด

            พลังแห่งรักสามารถสร้างสรรค์เนรมิตสิ่งมหัศจรรย์และมีคุณค่าให้เกิดขึ้นแก่โลกมากมายไม่ว่าจะเป็นพระราชวังที่สวยที่สุดคือ ทัชมาฮาลแห่งอินเดีย ปิรามิตแห่งอียิปต์  และหอเอนปิซ่าแห่งอิตาลี่

            พลังแห่งรักสามารถทำลายล้างได้อย่างรุนแรง ด้วยความหึงหวง และตัณหา ทำให้เข่นฆ่ากันอย่างไร้เมตตา เช่น มหาสงครามแห่งทรอย รบกันเพื่อชิงหญิงคนเดียว หึงหวงอย่างน่ากลัวเช่นแม่นาคแห่งพระโขนง

            พลังแห่งรักคือสายใยของชีวิตที่เชื่อมโยงให้เกิดความผูกพันธ์และสันติสุขแก่มวลมนุษยชาติ ทุกชีวิตล้วนดำรงอยู่ได้ด้วยความรัก อยู่ได้เพราะมีคนที่ตนรัก อยู่ได้เพื่อทำในสิ่งที่ตนรัก อยู่ได้เพื่อให้คนอื่นรัก เหมือนต้นไม้ ที่อยู่ได้เพราะน้ำ แผ่กิ่งก้านสาขา เจริญเติบโตออกดอกผลได้เนื่องด้วยอาศัยน้ำ เช่นเดียวกับชีวิตหากปราศจากความรักก็ไม่ต่างอะไรไปจากต้นไม้ที่ขาดน้ำ ต้องเหี่ยวเฉา แห้งแกร็นรอวันตายคาต้น

            ความรักเกิดเพราะอาศัยเหตุ ๒ ประการ คือการอยู่ร่วมกัน ผูกพันธ์ช่วยเหลือกันในปัจจุบัน และการเคยทำบุญร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อนที่รียกว่าปุพเพสันนิวาส อุปมาเหมือนดอกบัวอาศัยน้ำและโคลนตมเกิด

            ความรักก่อเกิดพลังทั้งด้านบวกและลบ ทั้งสร้างสรรค์และทำลาย ทำให้มีความสุขและความทุกข์ได้ในตัวเดียวกันเปรียบเสมือนไฟที่ให้ทั้งคุณและโทษ อยู่ที่ว่าใครจะรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์แค่ใหน อย่างไร  เมื่อคนสมหวังในรักมักจะมีความสุขสดชื่นรื่นรมย์และดื่มด่ำในรสหวานแห่งความรัก จะเห็นโลกเป็นสีชมพู

แต่เมื่อวันใดที่เขาผิดหวังในรักขึ้นมา โลกจะเปลี่ยนจากสีชมพูเป็นสีดำ น้ำตาแห่งความโศกเศร้าทรมา และรสชาติอันขื่นขม อันเป็นพิษแห่งรักจะกัดกร่อนทำลายชีวิตเขาให้อับเฉา ห่อเหี่ยว เปลี่ยวเหงาอย่างน่าสงสาร

            หากดอกกุหลาบเป็นสัญลักษ์แทนค่าแห่งความรักแล้วใซร้ จงเข้าใจเถิดว่า ความงามกับอันตรายอยู่ในสิ่งเดียวกัน หากจับไม่ดีอาจถูกคมหนามจากต้นกุหลาบทิ่มตำมือได้ และไม่นานความเหี่ยวเฉาและความร่วงโรยจะมาแทนที่กลีบที่เคยเบ่งบาน เปรียบเหมือนขั้นตอนแห่งรัก ที่มีการเริ่มต้น ดำรงอยู่ และพรากจาก เข้ากับหลักแห่งสัจจธรรมที่ว่า    เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป  ขอจงเข้าใกล้ความรักด้วยการปล่อยวาง   

พระพุทธองค์ตรัสว่า “ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ เมื่อมีรักร้อยจะทุกข์ร้อย มีรักน้อยจะทุกข์น้อย ถ้าไม่รักก็ไม่ทุกข์” เป็นจริงดังคำตรัส หากรักที่ว่าเป็นรักที่เจือปนด้วยราคะ ความเห็นแก่ตัว ความใจง่าย ใฝ่ต่ำ ทำตามอารมณ์ชั่ววูป และความยึดมั่นถือมั่นในรักอย่างงมงาย ไร้เหตุผล ขาดการยั้งคิด คุมสติ ปล่อยให้มันมีอิทธิพลอยู่เหนือจิตใจ เหนือศีลธรรมความถูกต้อง และเหนือจารีตประเพณีอันดีงามของสังคมไป อย่าปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ความรักที่แท้จริงควรอยู่บนพื้นฐานแห่งความถูกต้อง

                     ถ้าคิดจะมีความรัก                              ต้องรู้จักคุมมันให้ได้

             ต้องแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร             อย่าปล่อยให้มันเป็นนายมาคุมเรา

              เวลางานจงทำงานเอย่างตั้งใจ             ไม่ใช่มัวละเมอเพ้อถึงเขา

             อนาคตและชีวิตเป็นของเรา                อย่าเผามันด้วยรักที่จอมปลอม

            ความรัก ความเมตตา ความเข้าใจ ความห่วงใย และความไม่เห็นแก่ตัวเป็นรากฐานของสันติสุขในชีวิตและสันติภาพในสังคม หากแต่ละคนได้บ่มเพาะเมล็ดพันธ์แห่งรักและสิ่งที่ดีงามเหล่านี้ให้เกิดขึ้นและดูแลรักษาให้เจริญงอกงามในดวงจิตน้อยๆ ไม่นานหรอกดอกรัก ดอกเมตตาและดอกไม้แห่งพุทธะ คือ รู้ ตื่น และเบิกบาน จะเบ่งบานแผ่ขยายกระจายเป็น พลังแห่งรัก ออกไปจากแต่ละบุคคล สู่ครอบครัว จากแต่ละครอบครัว สู่ชุมชน จากแต่ละชุมชนสู่ประเทศ จากแต่ละประเทศ สู่สังคมโลก

“จงส่งมอบพลังแห่งรักไปสู่ทุกดวงจิต

เพราะเมื่อเราให้สิ่งดีๆกับคนอื่นเท่ากับเปิดโอกาสให้สิ่งดีๆเข้าสู่ตัวเรา”


 

[1] หนังสือ “สาระแห่งชีวิต คือรักและเมตตา” พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก